Skip to content

กว่า 41 ปี ของการทำงานพัฒนา “คน”  สู่ Role Model การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้กับประเทศ ของ ‘สงวนศรี สุทธิพงษ์ชัย’ ผู้ก่อตั้ง โครงการทุนการศึกษากรุงไทยการไฟฟ้า

07 พ.ค. 2568 | 09:19น.
กว่า 41 ปี ของการทำงานพัฒนา “คน”  สู่ Role Model การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้กับประเทศ ของ ‘สงวนศรี สุทธิพงษ์ชัย’ ผู้ก่อตั้ง โครงการทุนการศึกษากรุงไทยการไฟฟ้า

หากเปรียบคนเสมือนเมล็ดพันธุ์ที่เพาะและปลูกบนผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยธาตุอาหารที่เหมาะสม เฝ้ารดน้ำหมั่นให้ปุ๋ยอย่างตั้งอกตั้งใจที่จะให้เติบโตเป็นไม้ใหญ่ที่แข็งแกร่ง แผ่กิ่งก้านสาขาให้ประโยชน์อย่างเอนกอนันต์กับโลกใบนี้

เหล่านักเรียนทุนกว่า 3,000 ชีวิตของ “โครงการทุนการศึกษากรุงไทยการไฟฟ้า” ก็ไม่ได้ต่างไปจากเมล็ดพันธุ์เหล่านั้น เพราะไม่เพียงได้รับ “โอกาส” ให้เติบโตเป็นไม้ใหญ่มีรากแก้วที่แข็งแรง สามารถยืนต้นตระหง่านอยู่ด้วยตัวเอง แต่ยังพร้อมที่จะ “ส่งต่อ” ทำประโยชน์ออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 25 โครงการทุนการศึกษา บริษัท กรุงไทยการไฟฟ้า จำกัด “ประชาชาติธุรกิจ” ได้รับเกียรติจากคุณ “สงวนศรี สุทธิพงษ์ชัย” ประธานคณะดำเนินงานผู้ก่อตั้งโครงการ และหนึ่งในคณะกรรมการประจำคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดห้องทำงานบนชั้น 9 อาคารธนภูมิ พูดคุยถึงเรื่องราวที่มาและแนวคิดในการดำเนินงานของการพัฒนา “คน” ให้กับประเทศมาอย่างยาวนาน 

“การศึกษา” เป้าหมายสำคัญในการพัฒนาที่ยั่งยืน

การศึกษาก็คือความรู้ที่ก่อให้เกิดปัญญา มนุษย์ทุกคนไม่ได้มีความรู้ตั้งแต่เกิด แต่สะสมจากการเติบโตไปตามวัย เมื่อความรู้ที่เต็มกำลัง เมื่อนั้นคนเกิดการพัฒนาทักษะ ความรู้ความสามารถที่จะสามารถสร้างอาชีพ  และพึ่งพาตนเองได้ ก็จะเกิดการกระจายตัวของแรงงานที่มีคุณภาพทั่วประเทศ   และสร้างความรับผิดชอบร่วมกันทางสังคม จะเห็นได้ว่าคนสามารถใช้การศึกษาเปลี่ยนให้สังคมและโลก เกิดความคิดสร้างสรรค์ ทำคุณประโยชน์ ทั้งต่อตนเองและสังคมรอบข้างได้ ”

“แล้วถ้าจะบอกว่าคน 10 คนที่มีโอกาสเข้าถึงการศึกษา ก็ไม่ได้หมายความว่าทั้ง 10 คนจะต้องประสบความสำเร็จ เพราะแต่ละคนเกิดมาในพื้นฐานครอบครัวแตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม คนที่ไม่มีโอกาสได้รับการศึกษาย่อมเสียเปรียบ ส่วนใหญ่ไม่สามารถมีศักยภาพที่จะหารายได้ให้เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ และอาจจะทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องหรือผิดกฎหมายเพื่อความอยู่รอด ในส่วนนี้ทำให้เมื่อเราทำงานด้านนี้ เราจึงไม่ได้คิดแค่ว่าให้โอกาสเขาเท่านั้น แต่เรายังสร้างกิจกรรมพัฒนาคุณธรรมในจิตใจต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสิบปี อยู่ในทุกๆกิจกรรม ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่งของการทำงานทั้งหมด

“สติปัญญา ควบคู่คุณธรรม ถึงจะเป็นการสร้างคนให้ส่งต่ออย่างไม่มีที่สิ้นสุด” 

“สิ่งหนึ่งที่เราจะละเลยไม่ได้เลยในการทำงานด้านการพัฒนาคน คือนอกจากเราจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาสติปัญญาที่เยาวชนควรได้รับอย่างเท่าเทียมแล้ว การสร้างคุณธรรมทางจิตใจให้กับเขาเหล่านี้ ดิฉันถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องมี และถูกวางไว้ตั้งแต่วันแรกที่ดิฉันทำงานด้านนี้ ทุกๆก้าวของกระบวนการดำเนินงานที่เราทำให้กับเด็กทุกระดับ ต้องมีเรื่องการพัฒนาและยกระดับจิตใจให้กับเขา  เพราะดิฉันมองไกลถึงอนาคตว่า คนจะเต็มคนได้อย่างสมบูรณ์นอกจากความรู้ที่เขาใช้ประกอบอาชีพได้แล้ว การที่เขามีเครื่องยึดเหนี่ยวในการตัดสินใจ เพื่อเลือกเดินทางในชีวิตในวันข้างหน้าได้อย่างถูกต้องนั้น ต้องใช้คุณธรรมที่เราเติมเต็มลงไปให้ตั้งแต่วันแรก ซึ่งเป็นการดำเนินงานที่ต้องใช้ระยะเวลาที่ไม่เร่งรีบแต่ทำต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมต่างๆ มาเป็นเวลาหลายสิบปี  ซึ่งตัวชี้วัดที่สำคัญที่เราพบในการประเมินและถอดบทเรียนจากงานวิจัยของโครงการทุนฯ คือ อัตลักษณ์ที่สะท้อนออกมาจากนักเรียนทุน  ด้านความซื่อสัตย์ ความกตัญญู เสียสละ อ่อนน้อม และรู้จักความรับผิดชอบทั้งต่อตัวเองและต่อสังคมรอบข้าง สิ่งเหล่านี้เมื่ออยู่ในตัวบุคคลแล้วนั้น วันหนึ่งเมื่อเขาเติบโตและมีกำลังมีความพร้อมที่จะมอบโอกาสและทำสิ่งดีๆแก่ผู้อื่นได้ จึงจะเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า เราสร้างคนเข้มแข็งด้วยการมีสองสิ่งนี้ควบคู่กัน จึงจะทำให้ประเทศและโลกได้รับการพัฒนาด้วยตัวคน ที่สามารถส่งต่อสิ่งที่ดี รู้จักรับผิดชอบต่อส่วนรวม

ซึ่งคุณสงวนศรี ได้เปิดเผยอีกว่า แนวคิดดังกล่าวได้เริ่มต้นจากประสบการณ์ส่วนตัวเมื่อ 41 ปีก่อน ที่ช่วยเหลือเด็กเล็กในมูลนิธิดวงประทีบให้ได้ศึกษาจนจบปริญญา นำมาสู่การทำงานระดับมหภาคของโครงการทุนการศึกษากรุงไทยการไฟฟ้า เพื่อ “สร้างโอกาสแห่งความเท่าเทียมในระบบการศึกษา ”  

ในบริบทดังกล่าวสามารถสะท้อนว่า เป็นการพัฒนาทุนมนุษย์ (Investment in People) ที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) และหากพูดถึงในระดับสากล ถือว่า การพัฒนาคนให้เข้มแข็ง สามารถลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ และยังเป็นแกนสำคัญของการสร้างการพัฒนายั่งยืนของโลกทั้ง 17 ข้อ ที่สหประชาชาติปักหมุดให้ทั่วโลกร่วมกันไปให้ถึง ในปี 2030  

“Seed Model” สร้างมิติความยั่งยืนตั้งแต่ฐานราก

ในปี 2568 จะเป็นการก้าวสู่ปีที่ 25 ของโครงการทุนการศึกษากรุงไทยการไฟฟ้า หลังจากผ่านประสบการณ์ในการทำงานเพื่อสังคมด้านการศึกษา ทำให้กรุงไทยการไฟฟ้าตกผลึกและใช้ประสบการณ์ที่ทำให้เด็กไทยกว่าสามพันชีวิตไปเป็นบุคคลที่ทำประโยชน์ให้กับประเทศทุกภูมิภาคทุกจังหวัด ด้วยอาชีพและการตอบแทนสังคม  ในวันนี้ การผลักดันตัวอย่างแนวคิด หรือ Role Model  ที่สำคัญให้ทุกภาคส่วนได้นำไปใช้ อย่าง  “Seed Model”   ที่หากจะพัฒนาคนคุณภาพให้กับประเทศ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมในระยะยาว ต้องเริ่มจากฐานราก คือปฐมวัย   และครอบคลุมระบบนิเวศการเรียนรู้ทั้งผู้เรียน สถาบันครอบครัว  สถาบันการศึกษา องค์ความรู้และสิ่งแวดล้อม 

“Seed Model ประกอบไปด้วย 5 แกน แกนแรกคือตัวผู้เรียนที่ได้รับโอกาสเข้าถึงระบบการศึกษา โดยต้องเริ่มที่ระดับปฐมวัย ซึ่งเป็นก้าวแรกของการสร้างคนคุณภาพอย่างแท้จริง มีความสำคัญสูงสุดในการวางรากฐานการพัฒนาคนให้มีความสมบูรณ์    เพราะในช่วงอายุตั้งแต่ 0 ถึง 6 ปีบริบูรณ์ การอบรมและเลี้ยงดูแก่เด็กปฐมวัยมีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากเป็นช่วงที่ธรรมชาติของสมองมนุษย์  ควรได้รับการพัฒนาอย่างสมวัย ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ 1.  พัฒนาการรอบด้าน คือ ด้านร่างกาย ความแข็งแรง ความเบิกบานมั่นคง สติปัญญา การจดจำ  2.พัฒนาการด้านตัวตน (Self)  คือ รู้จักตนเอง การเห็นคุณค่าในตนเอง  3. พัฒนาทักษะสมอง   Executive Function คือ ความสามารถที่เกิดจากการทำงานของสมองส่วนหน้าที่ช่วยให้คนเราสามารถควบคุม ความคิด อารมณ์ และพฤติกรรม ปัจจัยทั้งสามด้านเป็นฐานสำคัญของการสร้างศักยภาพของบุคคลนั้นๆ ในระดับที่โตขึ้น”

“เมื่อก้าวพ้นปฐมวัยที่สำคัญที่ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มกำลัง หลังจากนั้นในระหว่างทางที่นักเรียนทุนเติบโตตามลำดับไปถึงอุดมศึกษา เรายังต้องเติมเต็มองค์ความรู้อื่นๆ ให้เยาวชนตลอดเวลา  เพราะเราทำงานด้านการศึกษาที่มีการทบทวนและติดตามสถานการณ์สังคมไทยสังคมโลกอยู่ตลอดเวลา เพื่อที่จะกำหนดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์แก่ผู้รับทุน  ทั้งกิจกรรมวิชาการ กิจกรรมทักษะอาชีพ กิจกรรมส่งเสริมทักษะรอบด้านที่เป็นประโยชน์ ในแต่ละสถานการณ์ที่โลกเปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้เห็นโลกทัศน์ใหม่ๆ นอกเหนือจากการเรียนในชั้นเรียน  กิจกรรมยกระดับและพัฒนาจิตใจให้มีคุณธรรมและความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม  เช่น การสร้างสติและฝึกปฏิบัติธรรมเพื่อนำไปใช้กับชีวิตประจำวัน การวางแผนการเงินการออม การรู้จักสร้างสรรค์นวัตกรรมและเทคโนโลยี การเรียนรู้ทักษะคนทำงานในอนาคตที่องค์กรต้องการ เป็นต้น  ”

“แกนต่อมาคือพ่อแม่หรือผู้ปกครองของเด็กหรือสถาบันครอบครัว  หากองค์กรใดจะทำงานที่พัฒนา “คน” ให้เกิดผลระยะยาวต้องสื่อสารและทำความเข้าใจ ทำงานร่วมกันกับสถาบันครอบครัว ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง  ต้องสื่อสารทำความเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของโครงการว่าจะส่งผลดีอย่างไรในอนาคตของลูก เพราะส่วนหนึ่งของการที่เด็กไทยมีการศึกษาต่ำกว่ามาตรฐานที่ต้องหลุดจากระบบการศึกษากลางคันก็เพราะมาจากฐานะยากจนที่ต้องออกไปทำงานช่วยครอบครัว” 

“แกนที่ 3  สถาบันการศึกษาต้องเข้าใจร่วมกันเพื่อส่งเสริมให้เด็กสำเร็จการศึกษาสูงที่สุดเท่าที่เขาต้องการ มีครูผู้สอนที่เป็นต้นทางและต้นแบบของนิเวศการเรียนรู้ ครูไม่เพียงเป็นต้นแบบในห้องเรียนแต่ยังต้องมีจิตวิญญาณของความเป็นครู เชื่อมความสัมพันธ์กับศิษย์แม้อยู่นอกห้องเรียน ดูแลเอาใจใส่ อบรมสั่งสอนให้เด็กรู้จักผิดชอบชั่วดี ครูท่านนั้นยังเปรียบได้กับพ่อแม่ของเด็กอีกด้วย ดังนั้น เราจึงให้ความสำคัญทั้งครูในระบบ ครูนอกระบบที่เป็นปราชญ์ท้องถิ่น เพื่อเชื่อมโยงความรู้ในโรงเรียนและความรู้ในท้องถิ่น ไว้ด้วยกัน”

“แกนที่ 4 ของ Seed Model คือองค์ความรู้และชุดประสบการณ์   ให้กับผู้รับทุนการศึกษา เพราะเราเป็นภาคเอกชนที่มีองค์ความรู้บนเส้นทางการทำธุรกิจที่ต้องพัฒนาตลอดเวลา  และยังครอบคลุมไปถึงการพัฒนางานที่เราทำในรูปแบบงานวิจัย เพื่อจะเป็นประโยชน์ให้ทุกภาคส่วนได้นำไปใช้  และยังต้องติดตามเพื่อพัฒนาทุกๆกิจกรรมที่เราได้ทำขึ้น เพื่อนำไปพัฒนา และแกนที่ 5 เป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม ทั้งการสนับสนุนอุปกรณ์ สื่อการเรียนการสอน การสร้างสถานศึกษาและที่เอื้อต่อการเรียนรู้” 

“ผู้นำรุ่นใหม่คืนถิ่น” รูปธรรมของการสร้างคน ลดช่องว่างระหว่างเมืองและชนบท 

นอกเหนือจากโครงการได้มอบโอกาสทางการศึกษา แก่เยาวชนครอบคลุมทุกสายการเรียนที่จะเป็นกำลังสำคัญของประเทศ  ทั้งแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ วิทยาศาสตร์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อุตสาหกรรม  พาณิชยกรรม และสายอาชีวศึกษา  โดยไม่มีเงื่อนไขแล้ว  ยังได้สนับสนุนให้นักเรียนทุนและศิษย์เก่าที่มีศักยภาพ โดดเด่นในหลากหลายสาขาวิชา กลับไปสร้างประโยชน์ในชุมชนบ้านเกิด เป็น “ผู้นำรุ่นใหม่คืนถิ่น” ภายใต้โครงการสร้างการส่งต่อเพื่อทำประโยชน์ต่อชุมชน (One Changes for The Better)

“เรามีนักเรียนทุนทั่วประเทศ  ถ้าทุกคนเรียนจบแล้วต้องการทำงานในเมืองหลวง อะไรจะเกิดขึ้นกับการพัฒนาของประเทศ จึงเป็นสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจกับเด็ก ซึ่งทุกคนก็รับรู้ว่าเป็นความปรารถนาดีที่ต้องการให้เขานำความรู้กลับไปพัฒนาท้องถิ่น จากที่เคยเป็นผู้รับโอกาสก็ได้เป็นผู้ให้โอกาส เป็นผู้นำที่คิดและส่งต่อประโยชน์สร้างชุมชนบ้านเกิดของเขาให้แข็งแรง เราพาเขาไปอยู่ค่าย เรียนรู้ประสบการณ์จริงที่เชียงดาว เพื่อให้เขาเห็น ได้สัมผัสกับตัวบุคคลที่กลับไปพัฒนาบ้านเกิด เมื่อถึงเวลาเขากลับมาทำโครงการที่จะทำประโยชน์เพื่อบ้านเกิดของเขาเองบ้าง  แล้วเราก็สนับสนุนอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งเขารู้จักวิธีการจัดการโครงการอย่างรอบด้าน มีทั้งเครือข่ายทำงาน  มีความเป็นผู้นำคืนถิ่นด้วยตัวของเขาเอง ซึ่งหลังจากนี้ก็จะเป็นช่วงเวลาที่เราจะได้เห็นเมล็ดพันธุ์เหล่านี้กลับไปส่งต่อประโยชน์ให้กับบ้านเกิดของเขาเอง” 

ตัวอย่าง ผู้นำรุ่นใหม่คืนถิ่น เช่น   “หัตถ์ ปั้น จิ๋ว” โดยศิษย์เก่านักเรียนทุน ซึ่งปัจจุบันเป็นข้าราชการครู   จังหวัดสุโขทัย ด้วยการเชิญปราชญ์ชาวบ้านที่ชำนาญในการทำหัตถกรรมอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างเครื่องปั้นดินเผา มาสอนนักเรียนประถมศึกษา พร้อมกับฝึกทักษะการปั้นดินเชิงลึกในแบบสร้างสรรค์  โดยมีจุดมุ่งหมายสร้างแรงบันดาลใจในการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นพร้อมกับสร้างอาชีพไปในตัว กิจกรรมสอนหมากรุกไทย โดยนักกีฬาทีมชาติหมากรุก ซึ่งเป็นนักเรียนทุนกรุงไทยการไฟฟ้า กลับไปสอนเยาวชนในถิ่นฐานบ้านเกิดที่กาญจนบุรี มีเครือข่ายร่วมกับสมาคมนักกีฬาทีมชาติพัฒนาหมากรุกไทย จัดสอนและประกวดเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนไทยได้มีโอกาสพัฒนากีฬาดังกล่าว กิจกรรมรู้เท่าทันสื่อออนไลน์ จากศิษย์เก่าจังหวัดเชียงใหม่ที่จัดอบรมเยาวชนในพื้นที่ให้รู้เท่าทันการใช้เทคโนโลยี รู้กฏหมายเบื้องต้นที่เกี่ยวข้องกับการใช้สื่อออนไลน์ที่ถูกต้อง  ซึ่งในอนาคตยังมีโครงการสร้างสรรค์โดยนักเรียนทุนและศิษย์เก่ากรุงไทยการไฟฟ้า  เป็นผู้นำรุ่นใหม่คืนถิ่นทำประโยชน์คืนสู่สังคมอย่างต่อเนื่อง    

  “คน” คุณภาพที่ส่งต่อประโยชน์รุ่นสู่รุ่น 

เมื่อถามว่าทำไมถึงเลือกการช่วยเหลือสังคมในด้านการศึกษามาตั้งแต่เริ่มต้น และทำต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังต้องการที่จะช่วยตั้งแต่เด็กปฐมวัย คุณสงวนศรีได้ให้คำตอบว่า 

คำตอบทางโลกนั้นไม่อาจรู้ได้ แต่ในทางธรรมะ สิ่งนี้คือ “ปกตูปนิสสยปัจจัย”  เป็นเหตุธรรม อันเป็นที่อาศัยมีกำลังแรงกล้า ที่ได้ทำมาแล้วด้วยดี เชื่อว่าเป็นสิ่งที่ทำอย่างสะสมข้ามภพข้ามชาติ แล้วไม่เคยท้อแท้เบื่อหน่าย มีแต่ความรู้สึกว่าเด็กน้อยเหล่านี้เป็นลูกหลาน ต้องเฝ้าดูแลและติดตาม เราอยากเห็นพวกเขาเติบโตแล้วประสบความสำเร็จ มีชีวิตที่เท่าเทียมกับคนอื่นๆ ในสังคม แล้วถ้าเขาพบเจอปัญหาหรืออุปสรรคอะไรก็จะช่วยคิดช่วยแก้ไขทันที” 

ประธานคณะดำเนินงานผู้ก่อตั้งโครงการทุนการศึกษากรุงไทยการไฟฟ้า  ยังทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งน่าจะเป็นความหมายที่ชัดเจนของคำว่า เพราะอะไร “คน” ถึงเป็นความสำคัญของการสร้างความยั่งยืนที่สำคัญที่สุด                   

“หากองค์กรใด หรือบุคคลใด จะทำงานพัฒนา “คน” ก็ต้องลงลึกทำตั้งแต่ฐานราก  คือระดับปฐมวัย ที่เป็นก้าวแรกของวัยเรียนรู้  เพราะการจัดการศึกษาในระดับปฐมวัยที่มีคุณภาพมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้และการพัฒนาทักษะอื่นๆ ในระดับสูงต่อไป ”       

“ทุกสิ่งที่เราทำออกไปเราไม่เคยคาดหวังผลตอบแทน  เราตระหนักว่าการพัฒนาทรัพยากรมนุย์ เป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทุกมิติ  เมื่อคนเหล่านั้นเติบโต แข็งแรง เมื่อคนได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม  เป็นพลเมืองเข้มแข็ง   ในอนาคตพลเมืองของประเทศก็จะมีคุณภาพ สามารถส่งต่อและผลิตนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อประโยชน์ของประเทศ  มีคุณธรรมและความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคมที่เขาอยู่ ซึ่งครอบคลุมไปถึงความรับผิดชอบต่อทรัพยากรสิ่งแวดล้อม และเขาเหล่านั้นจะกลายเป็นบุคคลที่จะสืบสานปณิธานของการเป็นผู้ให้”