Skip to content

เอ็มจียันไม่ร่วม “สงครามราคา” ปรับสต๊อก-ส่ง 2 รุ่นใหม่กินรวบตลาดอีวี

09 ม.ค. 2568 | 07:09น.
เอ็มจียันไม่ร่วม “สงครามราคา” ปรับสต๊อก-ส่ง 2 รุ่นใหม่กินรวบตลาดอีวี

เอ็มจี เปิดแผนธุรกิจ เข็นรถยนต์อีวีรุ่นใหม่ ลุยตลาดอีก 2 รุ่น ควบคู่ชูความหลากหลายเครื่องยนต์กินรวบตลาด ทุกเซ็กเมนต์ ลั่นปีนี้หวังเดินหน้าดันมาร์เก็ตแชร์โตแตะ 5% เดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งทุกมิติ หลังปีที่ผ่านมาปรับแผนผลิตรถ-สต๊อก ให้เหมาะสมกับตลาด

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจของเอ็มจีว่า บริษัทจะยังคงสานต่อความแข็งแกร่งในฐานะบริษัทรถยนต์สัญชาติจีนที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยอย่างยาวนาน โดยมีความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะแบรนด์เอ็มจี (MG) ได้รับการยอมรับและการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าชาวไทย

นอกจากนี้ เอ็มจี ยังมีจุดแข็งทั้งในด้านเครือข่ายการจัดจัดหน่าย (ดีลเลอร์) ที่กระจายอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย มีสินค้าที่หลากหลายมารองรับความต้องการของผู้บริโภค ทั้งในส่วนของรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปที่หลากหลาย ทั้งไฮบริด (HEV), ปลั๊ก-อิน ไฮบริด (PHEV) รวมไปถึงรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% (EV) ที่เข้ามาเติมเต็มความต้องการของลูกค้าในทุกเซ็กเมนต์ และเอ็มจียังมีโรงงานผลิตรถยนต์ที่ จ.ชลบุรี ด้วย

“เรามีรถยนต์ให้ลูกค้าได้เลือกหลากหลายในส่วนของพลังงานทางเลือก แล้วรถที่เราทำเสนอออกสู่ตลาดก็มีตั้งแต่รถยนต์นั่ง รถปิกอัพ, รถเอสยูวี และเอ็มพีวี มานำเสนอในตลาดอย่างต่อเนื่อง”

ทั้งนี้ แม้ว่าจะมีแบรนด์รถยนต์จีนรายใหม่ ๆ เข้ามาทำตลาดประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นผลดีต่อผู้บริโภคชาวไทยที่จะมีทางเลือกที่หลากหลายและมีโอกาสมากขึ้น สำหรับเอ็มจียังคงมุ่งมั่นเดินหน้านำเสนอสินค้า และบริการคุณภาพให้กับผู้บริโภคชาวไทยเพื่อให้ได้รับความพึงพอใจสูงสุด

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตลาดรถยนต์ในปี 2568 จะยังคงได้รับผลกระทบต่อเนื่องมาจากภาวะโดยรวมของเศรษฐกิจ มาตรการความเข้มงวดของสถาบันการเงิน และการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดโดยเฉพาะการแข่งขันด้านราคา ที่ผู้ประกอบการหน้าใหม่เข้ามาใช้กลยุทธ์ดังกล่าวในการทำตลาด โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์อีวีจีน

แต่สำหรับ เอ็มจี บริษัทยังคงมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย โดยปีนี้เตรียมส่งรถยนต์อีวีรุ่นใหม่ทำตลาดอีก 2 รุ่น และยืนยันว่า เอ็มจีไม่มีนโยบายในการใช้ “สงครามราคา” ในการแข่งขัน หรือทำตลาดอย่างแน่นอน โดยปีนี้บริษัทตั้งเป้ามีส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 5% จากปี 2567 ที่ผ่านมา เอ็มจีมียอดขายที่ 17,000 คัน มีส่วนแบ่งทางการตลาดในระดับ 3.4% และยอดขายรถยนต์โดยรวมจะใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา คือ 600,000 คัน

ส่วนรถอีวีไม่ได้มีการเติบโตเมื่อเทียบกับปี 2566 โดยมียอดอยู่ราว ๆ 60,000-70,000 คัน จากเดิมที่คาดว่ารถอีวีจะเติบโตขึ้นไปเป็น 100,000-120,000 คัน ขณะที่ส่วนแบ่งทางการตลาดเติบโตขึ้น เป็น 11% จากปีก่อนที่ 10%

ทั้งนี้จะเห็นได้ว่ารถอีวีเติบโตแบบไม่มีนัยสำคัญ แม้ว่าจะมีผู้เล่นเข้ามาในตลาดเป็นจำนวนมาก

นายพงษ์ศักดิ์ยังกล่าวว่า ที่ผ่านมาเอ็มจีได้มีการปรับแผนการดำเนินธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนของการผลิต และการนำเข้าให้สอดคล้องกับสภาพตลาดโดยรวม หลังจากไตรมาส 2 ปี 2567 เพื่อให้สอดคล้องกับยอดขายที่ผ่านมา และสต๊อกอยู่ในเกณฑ์ปกติ

นอกจากนี้ ส่วนของตลาดรถยนต์นั่งแบบ MPV ไฟฟ้า 100% จะเห็นว่าช่วงที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตค่อนข้างสูง และเอ็มจีมีรถที่แนะนำออกสู่ตลาด Maxus 9 และ MG Maxus 7 ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคค่อนข้างดี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความได้เปรียบจากรถยนต์ในส่วนของเครื่องยนต์สันดาปภายในมีราคาสูง เนื่องจากต้องเสียภาษีที่สูงกว่า เมื่อเทียบกับรถอีวีจากจีนไม่มีภาษีนำเข้า จึงถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคซื้อรถได้ง่ายขึ้น

แม้ว่าตลาดรถยนต์ MPV ราว ๆ 60,000 คัน ก็ถือเป็นตลาดที่มีโอกาสและความน่าสนใจอย่างมาก

ส่วนตลาดรถยนต์นั่งขนาดเล็กอย่าง MG3 ที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นาน ต้องยอมรับว่าได้รับผลกระทบโดยตรงจากสภาพตลาดรถยนต์โดยรวม เนื่องจากกลุ่มรถยนต์นั่งขนาดเล็ก โดยเฉพาะบี-เซ็กเมนต์ และอีโคคาร์เป็นตลาดที่หดตัวมากสุด ไม่ต่างจากรถปิกอัพ เนื่องจากผลกระทบจากสถาบันการเงินมีความเข้มงวด

ทำให้บริษัทตัดสินใจปรับลดเป้าหมายยอดผลิตที่ตั้งไว้ 500 คันต่อเดือน ปรับลดลงมาเหลือราว ๆ 300-400 คันต่อเดือนเท่านั้น

นอกจากนี้ นายพงษ์ศักดิ์ยังกล่าวถึงแนวคิดมาตรการรถเก่าแลกรถใหม่ของรัฐบาลว่า โดยส่วนตัวแล้วไม่เห็นด้วยเท่าไร เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์และผู้ประกอบการมีประสบการณ์จากโครงการนโยบายรถยนต์คันแรกมาแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าในช่วงแรกของมาตรการช่วยกระตุ้นตลาดได้เป็นอย่างดี แต่ในระยะยาวนั้นไม่เป็นผลดี เนื่องจากเป็นการกระตุ้นดีมานด์เทียม หรือดึงความต้องการในอนาคตออกมาใช้ก่อน แต่สุดท้ายแล้วกลับไม่ได้ทำให้ทุกอย่างดี และไม่ควรให้เป็นเช่นนั้นอีก