เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ไม่พลิกโผ ! กยศ. ประกาศแต่งตั้ง “พิมพ์เพ็ญ ลัดพลี” ผู้จัดการกองทุนฯ คนใหม่
Finance ไม่พลิกโผ ! กยศ. ประกาศแต่งตั้ง “พิมพ์เพ็ญ ลัดพลี” ผู้จัดการกองทุนฯ คนใหม่
จ้างผู้พิการไม่ใช่แค่ CSR ธุรกิจชี้เป็นกลยุทธ์สู้วิกฤตแรงงาน
HR จ้างผู้พิการไม่ใช่แค่ CSR ธุรกิจชี้เป็นกลยุทธ์สู้วิกฤตแรงงาน
ไทยพีบีเอส ประกาศนโยบาย AI ยึด 7 หลัก ย้ำ “AI เป็นผู้ช่วย มนุษย์ตัดสินใจ”
Tech ไทยพีบีเอส ประกาศนโยบาย AI ยึด 7 หลัก ย้ำ “AI เป็นผู้ช่วย มนุษย์ตัดสินใจ”
สำรวจ ‘บัตรเครดิตหรู’ อยากดูแพง ติดแกลม ต้องรวยเบอร์ไหน?
Finance สำรวจ ‘บัตรเครดิตหรู’ อยากดูแพง ติดแกลม ต้องรวยเบอร์ไหน?
DEX จัดนิทรรศการโคนัน 30 ปี ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Business DEX จัดนิทรรศการโคนัน 30 ปี ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กรมศุลกากร ยึด ‘LSD แสตมป์เมา’ ยาเสพติดแบบสติกเกอร์การ์ตูน ป้องกันระบาดในกลุ่มเยาวชน
Finance กรมศุลกากร ยึด ‘LSD แสตมป์เมา’ ยาเสพติดแบบสติกเกอร์การ์ตูน ป้องกันระบาดในกลุ่มเยาวชน
บริดจสโตน ส่ง “POTENZA SPORT EVO” เจาะตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงและรถอีวี
Automotive บริดจสโตน ส่ง “POTENZA SPORT EVO” เจาะตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงและรถอีวี
ส่องโปรเจ็กต์พันล้าน “สะพานคนเดินข้าม” แม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ “ชัชชาติ 2”
Real Estate ส่องโปรเจ็กต์พันล้าน “สะพานคนเดินข้าม” แม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ “ชัชชาติ 2”
ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
World ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
บีโอไอ เคลียร์ชัดส่งเสริมลงทุนยึดคุณภาพโครงการไม่ใช่สัญชาติผู้ลงทุน หนุนร่วมทุนปรับตัวสู่ EV
Economic บีโอไอ เคลียร์ชัดส่งเสริมลงทุนยึดคุณภาพโครงการไม่ใช่สัญชาติผู้ลงทุน หนุนร่วมทุนปรับตัวสู่ EV
ดูทั้งหมด

รัสเซีย ยูเครน : 1 ปี แห่งสงคราม ความแหลกลาญที่ยังไม่จบ

18 ก.พ. 2566 | 12:45น.

 

A little girl makes hearth shape with her hands as civilians are being evacuated along humanitarian corridors from the Ukrainian city of Mariupol under the control of Russian military and pro-Russian separatists, on March 24, 2022

Getty Images
สหประชาชาติเรียกสถานการณ์นี้ว่า “การเคลื่อนย้ายประชากรโดยไม่จำยอมที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2”

ผ่านไปแล้วเกือบ 1 ปีนับตั้งแต่รัสเซียเริ่มรุกรานยูเครน

สำหรับคนจำนวนมาก 24 ก.พ. 2022 คือวันที่จะอยู่ในความทรงจำตลอดไป

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย กล่าวผ่านการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ ประกาศเริ่ม “ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร” ในภูมิภาคดอนบาสของยูเครน ขณะเดียวกันคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติก็ได้เรียกร้องให้เขายุติ

สัญญาณเตือนการจู่โจมทางอากาศดังไปทั่วกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน

ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนได้เตือนว่า “ถ้าใครพยายามจะพรากแผ่นดินของเรา เสรีภาพของเรา ชีวิตของเรา…เราจะปกป้องตัวเอง”

1 ปีผ่านไป ยังไม่เห็นวี่แววว่า การสู้รบจะยุติลง เรามาดูกันถึงผลกระทบของสงครามในยูเครนผ่านกราฟิกต่าง ๆ นับตั้งแต่การเดินหน้าบุกของรัสเซียไปจนถึงจำนวนคนพลัดถิ่นฐานและอาวุธที่ใช้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

แผนที่ของยูเครนก่อนการบุกของรัสเซีย

กราฟิก

BBC

ก่อนการบุกเมื่อ 1 ปีก่อน กลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่รัสเซียหนุนหลังได้ยึดดินแดนขนาดใหญ่ในดอนบาสทางตะวันออกของยูเครน

เมื่อ 21 ก.พ. 2022 ประธานาธิบดีปูตินประกาศว่า รัสเซียยอมรับเอกราชของภูมิภาค 2 แห่งที่แยกตัวออกจากยูเครนซึ่งได้ประกาศตัวว่าเป็นสาธารณรัฐประชาชนโดเนตสก์และสาธารณรัฐประชาชนลูฮันสก์

ยูเครน นาโต และชาติตะวันตก ประณามท่าทีนี้ ซึ่งต่อมารัสเซียได้ส่งทหารเข้าไปในภูมิภาคทั้งสองแห่ง

รัสเซียผนวกรวมไครเมียแล้วในปี 2014 แม้ว่าประเทศส่วนใหญ่ยังคงยอมรับว่า คาบสมุทรไครเมียเป็นส่วนหนึ่งของยูเครน

พื้นที่ที่ถูกควบคุมในยูเครนเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในช่วง 1 ปี

กราฟิก

BBC

1 ปีหลังการรุกราน พื้นที่ที่รัสเซียยึดครองอยู่ แทบไม่ต่างจากตอนช่วงเริ่มต้นของสงครามนี้ ที่มีการเร่งยกทัพไปยังกรุงเคียฟ แต่รัสเซียยังคงยึดครองพื้นที่ที่สำคัญหลายแห่งทางตะวันออกและทางใต้ของยูเครน

หลังจากล้มเหลวในการเดินหน้าบุกเมืองหลวงของยูเครน กองทัพรัสเซียได้มุ่งเน้นไปที่การเชื่อมดินแดนที่ยึดครองอยู่ทางตะวันออกบริเวณลูฮันสก์และโดเนตสก์เข้ากับพื้นที่ใกล้กับไครเมีย

ในเดือน พ.ค. รัสเซียประสบความสำเร็จ เมื่อยูเครนได้อพยพทหารที่เหลืออยู่ออกจากโรงงานเหล็กอะซอฟสตาลในเมืองมาริอูโปล หลังจากที่มีการปิดล้อมและโจมตีอย่างดุเดือดมาเป็นเวลานาน ทำให้รัสเซียได้สะพานทางบกที่สำคัญในการเชื่อมพื้นที่ที่ยึดครองทางใต้และทางตะวันออกเข้าด้วยกัน รวมถึงการควบคุมแนวชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงใต้ของยูเครนและทะเลอะซอฟ (Sea of Azov) ด้วย

แต่นับจากนั้น ชัยชนะส่วนใหญ่ในสงครามนี้ก็เป็นของยูเครน

ในการบุกโต้กลับซึ่งเริ่มในเดือน ก.ย. กองทัพยูเครนยึดคืนพื้นที่ส่วนใหญ่ในภูมิภาคคาร์คิฟกลับคืนมาได้ ต่อมาได้ยึดคืนเมืองลีมานและพื้นที่อื่น ๆ ในภูมิภาคโดเนตสก์และภูมิภาคลูฮันสก์ได้

ในเดือน พ.ย. การเดินหน้าลงไปทางใต้ของฝ่ายยูเครนทำให้ทหารรัสเซียต้องถอนกำลังออกจากเมืองแคร์ซอนไปทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำนีเปอร์ แต่รัฐบาลรัสเซียยังคงควบคุมพื้นที่บริเวณฝั่งตะวันตกของแม่น้ำอยู่

รัสเซียได้เพิ่มการโจมตีโรงไฟฟ้าต่าง ๆ ของยูเครน

กราฟิก

BBC

รัสเซียตอบโต้ด้วยการปล่อยขีปนาวุธและโดรนหลายระลอกโจมตีโรงไฟฟ้าและเมืองต่าง ๆ ของยูเครน ซึ่งตอนแรกเป็นการตอบโต้ที่ยูเครนโจมตีสะพานสำคัญที่เชื่อมระหว่างไครเมียกับรัสเซียในเดือน ต.ค.

ส่วนทางตะวันออกของยูเครน กองทัพรัสเซียได้เข้าร่วมการสู้รบที่โหดร้ายและนองเลือด เพื่อพยายามยึดเมืองบักห์มูต ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองโดเนตสก์ไปทางเหนือราว 60 กม. มาให้ได้

แต่การบุกนี้ก็ส่อให้เห็นถึงความแตกแยกของฝ่ายรัสเซียระหว่างกองทัพรัสเซียและกลุ่มแวกเนอร์ (Wagner Group) ซึ่งเป็นองค์กรทหารรับจ้างเอกชน โดยทั้งสองกลุ่มขัดแย้งกันอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับการอ้างผลงานในการยึดเมืองโซเลดาร์ที่อยู่ใกล้กับเมืองบักห์มูตให้กับฝ่ายรัสเซีย

“ยุโรปกำลังเผชิญกับวิกฤตผู้ลี้ภัยที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2”

กราฟิก

BBC

สงครามนี้มีผู้เสียชีวิตแล้วหลายพันคน แต่ทั้งสองฝ่ายยังไม่ยอมเปิดเผยตัวเลขทางการทหารอย่างเป็นทางการ ข้อมูลของสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Office of the United Nations High Commissioner for Human Rights–OHCHR) จนถึงวันที่ 13 ก.พ. 2023 ระบุว่า มีจำนวนพลเรือนเสียชีวิตในยูเครนแล้ว 7,199 คน และได้รับบาดเจ็บอีก 11,756 คน

อย่างไรก็ตาม OHCHR ระบุว่า “เชื่อว่าจำนวนที่แท้จริงสูงกว่านี้มาก เพราะกำลังมีการรับข้อมูลจากสถานที่หลายแห่งซึ่งมีการปะทะกันอย่างดุเดือดเข้ามา และมีรายงานหลายแห่งว่า กำลังมีการตรวจสอบยืนยันอยู่”

นับตั้งแต่รัสเซียรุกรานยูเครน สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (Office of the United Nations High Commissioner for Refugees–UNHCR) มีสถิติการอพยพของผู้ลี้ภัยราว 7.7 ล้านคนออกจากยูเครนไปอยู่ตามประเทศต่าง ๆ ทั่วยุโรป รวมถึงรัสเซีย และในจำนวนประชากรราว 44 ล้านคนของยูเครน มีผู้ต้องพลัดถิ่นฐานภายในประเทศเกือบ 7 ล้านคน

นอกจากรัสเซีย จำนวนผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่ได้อพยพไปยังโปแลนด์ เยอรมนี และสาธารณรัฐเช็ก

สหประชาชาติเรียกสถานการณ์นี้ว่า “การเคลื่อนย้ายประชากรโดยไม่จำยอมที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2”

แม้ว่าคนจำนวนมากได้เดินทางกลับไปยังเมืองต่าง ๆ เช่น กรุงเคียฟแล้ว หลังจากที่ฝ่ายยูเครนบุกโต้กลับ แต่รัฐบาลยูเครนได้ขอให้ผู้ลี้ภัยอย่างเพิ่งกลับเข้ามาจนกว่าจะถึงฤดูใบไม้ผลิ พวกเขาหวังว่า อากาศที่อบอุ่นขึ้นจะทำให้มีแรงกดดันที่ลดลงต่อการใช้ไฟฟ้า ซึ่งสายส่งไฟฟ้าได้ถูกโจมตีอย่างหนักด้วยโดรนและขีปนาวุธ

ผู้ลี้ภัยชาวยูเครนจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากประเทศต่าง ๆ ทั่วยุโรป แต่ขณะที่สงครามยังดำเนินต่อไป และวิกฤตค่าครองชีพทั่วโลกได้เริ่มส่งผล เจ้าหน้าที่ทางการในเยอรมนีและอีกหลายประเทศได้ตั้งคำถามว่า พวกเขาจะดูแลผู้ลี้ภัยจากยูเครนได้อีกนานแค่ไหน

มาร์ตินา ชไวน์สเบิร์ก สมาชิกสภาเขตจากเมืองทูรินเจียในเยอรมนีกล่าวว่า ในตอนแรก พื้นที่ของเธอพึ่งพาเจ้าของที่ดินเอกชนในการให้ที่อยู่อาศัยแก่ชาวยูเครน แต่ตอนนี้พวกเขาไม่เต็มใจที่จะทำเช่นนั้นแล้ว

การเปลี่ยนโรงยิมของโรงเรียนให้เป็นที่พักฉุกเฉินก็เป็นเรื่องที่หลายภาคส่วนของประชาชนไม่ชื่นชอบเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

“ขีดความสามารถของเรากำลังลดลง” เธอกล่าว “หลังของเราชิดกำแพงแล้ว”

เมื่อออกจากพื้นที่สงครามแล้ว ผู้ลี้ภัยจำนวนมากต้องต่อสู้ พยายามที่จะมีชีวิตใหม่ในอีกประเทศหนึ่ง แม้ว่าจะยังคงหวาดผวากับความขัดแย้งและการคิดถึงคนที่ทิ้งไว้เบื้องหลัง

“ผู้ลี้ภัยจากยูเครนกำลังกระตือรือร้นที่จะทำงานในประเทศที่ดูแลพวกเขา แต่จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือเพิ่มเติม และให้ความมั่นใจว่า จะเข้ากันกับชุมชนที่พวกเขาอาศัยอยู่ได้” UNHCR เตือนในเดือน ก.ย.

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติได้แสดงความกังวลหลายอย่างในเดือน ต.ค. โดยระบุว่า “ผู้หญิง เด็ก คนชรา และผู้พิการ ตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงภัยอย่างยิ่ง”

จนถึงปัจจุบันนี้ มาร์ติน กริฟฟิธส์ รองเลขาธิการสหประชาชาติด้านกิจการมนุษยธรรม และเจ้าหน้าที่ประสานงานการบรรเทาทุกข์ฉุกเฉิน ระบุในแถลงการณ์ว่า “เกือบ 1 ปีผ่านไป สงครามนี้ยังคงทำให้มีผู้เสียชีวิต ความสูญเสีย และการพลัดถิ่นฐานต่อเนื่องทุกวัน และในระดับที่น่าตกใจ”

ฟิลิปโป กรานดี ข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ เรียกร้องบรรดาผู้นำสหภาพยุโรปในเดือน ก.พ. 2023 ให้ “ยืนยันความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและสนับสนุนผู้ลี้ภัยทุกคน”

การเปลี่ยนแปลงด้านอาวุธที่ใช้ในสงคราม และประเทศที่สนับสนุนอาวุธเหล่านี้

Tanks and vehicles over map of Ukraine

BBC

หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่มากที่สุดนับตั้งแต่เริ่มสงครามนี้คือ อาวุธที่ใช้ในสงครามและผู้ที่สนับสนุนอาวุธเหล่านี้ให้แก่ยูเครน

รัสเซียเป็นประเทศที่ส่งออกอาวุธมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก และช่วงเริ่มต้นสงคราม จากเอกสารกองทัพรัสเซียดูเหมือนจะมีอาวุธมากกว่าของยูเครนมหาศาล

แต่เวลาผ่านไป 1 ปี มีประเทศที่มอบอาวุธยุทโธปกรณ์ให้แก่ยูเครนแล้วมากกว่า 30 ประเทศ

“วลาดิเมียร์ ปูติน คาดหวังว่า ยูเครนเป็นฝ่ายรอทำตามเพื่อนบ้านของยูเครนที่มีอำนาจมากกว่า โดยไม่ต้องการให้ประเทศอื่นมาเกี่ยวข้องกับสงคราม การคาดคะเนที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงนี้ ทำความขัดแย้งยืดเยื้อ และดูเหมือนจะยังไม่เห็นจุดจบ” ดร. บาร์บารา ซานเชตตา จากแผนกสงครามศึกษาที่คิงส์คอลเลจ มหาวิทยาลัยลอนดอน กล่าวกับบีบีซี

กราฟิก

BBC

มีการส่งจรวดต่อสู้รถถังน้ำหนักเบา (NLAW) ซึ่งเป็นอาวุธประทับบ่าที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อยิงทำลายรถถัง ให้กับยูเครนหลายพันลูก ในช่วงที่มีความตึงเครียดกับรัสเซียเพิ่มสูงขึ้น อาวุธชนิดนี้ถูกมองว่า เป็นกุญแจสำคัญในการหยุดยั้งการเดินหน้าบุกกรุงเคียฟของฝ่ายรัสเซียในช่วงเริ่มต้นของการรุกราน

นับจากนั้น การสู้รบในสงครามนี้ส่วนใหญ่ก็เกิดขึ้นทางตะวันออกของยูเครน ซึ่งยูเครนก็คว้าชัยได้หลายครั้ง จากการใช้อาวุธพิสัยไกลหลายชนิด

สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร แคนาดา และออสเตรเลีย ได้ส่งปืนใหญ่วิถีโค้ง (Howitzer) รุ่นเอ็ม777 (M777) และระบบจรวดที่ทรงพลังอย่างไฮมาร์ส เอ็ม142 (M142 Himars) ให้ยูเครน

กราฟิก

BBC

จากรายงานของเจ้าหน้าที่ทางการของสหรัฐฯ (ซึ่งรัฐบาลรัสเซียและรัฐบาลเกาหลีเหนือปฏิเสธ) ระบุว่า รัสเซียจำเป็นต้องพึ่งพาอาวุธจากประเทศต่าง ๆ อย่างเกาหลีเหนือ โดยมีการซื้อจรวดและลูกปืนใหญ่หลายล้านลูกเพื่อนำมาใช้ในสงครามนี้ ขณะที่การคว่ำบาตรจากชาติตะวันตกเริ่มส่งผลกระทบ

การเข้าถึงอาวุธพิสัยไกลที่มีความแม่นยำถูกมองว่า เป็นกุญแจสำคัญต่อการเดินหน้าบุกโต้กลับที่ประสบความสำเร็จของฝ่ายยูเครนในพื้นที่ทางตะวันออกและทางใต้ ระบบอาวุธที่ทันสมัยของชาติตะวันตกทำให้การตั้งรับของฝ่ายยูเครนต่อต้านการโจมตีทางอากาศของฝ่ายรัสเซียแข็งแกร่งขึ้น

นับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มขึ้น ยูเครนได้ใช้ขีปนาวุธจากภาคพื้นดินสู่อากาศที่ผลิตขึ้นในสมัยโซเวียตอย่าง เอส-300 (S-300) มาโดยตลอด แต่ได้มีการใช้อาวุธหลายชนิดจากชาติตะวันตกเพิ่มเข้ามารวมถึงระบบขีปนาวุธภาคพื้นสู่อากาศขั้นสูงแห่งชาติ (National Advanced Surface-to-Air Missile System—NASAMS) หรือ เนแซมส์ จากสหรัฐฯ และระบบขีปนาวุธพิสัยไกลติดตั้งบนเรือไอริส-ที (IRIS-T SLMs) จากเยอรมนี รวมถึงระบบขีปนาวุธประทับบ่าอย่างสตาร์สตรีก (Starstreak) จากสหราชอาณาจักร

ในเดือน ธ.ค. รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศว่า จะส่งระบบขีปนาวุธแพทริออต (Patriot) ที่ล้ำสมัยให้ด้วย โดยเยอรมนีและเนเธอร์แลนด์ก็ได้ประกาศตามมาว่า จะส่งระบบขีปนาวุธนี้ให้เช่นกัน โดยมีพิสัยการโจมตีไกลถึง 100 กม. ขึ้นอยู่กับชนิดของขีปนาวุธที่นำมาใช้

กราฟิก

BBC

แต่มีอาวุธหลายชนิดที่ยูเครนรู้สึกว่า การส่งมอบล่าช้า

แม้ว่ายูเครนได้รับยานรบทหารราบอย่างสไตรเกอร์ (Stryker) และแบรดลีย์ (Bradley) ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นสงคราม แต่พันธมิตรและผู้สนับสนุนของยูเครนมีความล่าช้าอย่างมากกว่าที่ตกลงว่า จะส่งรถถังให้ยูเครน โดยมีหลายประเทศเพิ่งมีการตกลงในเดือน ม.ค. ที่ผ่านมาว่า จะส่งรถถังให้ โดยสหราชอาณาจักรได้เป็นฝ่ายรับปากก่อนว่า จะส่งรถถังแชลเลนเจอร์ 2 (Challenger 2) ให้ยูเครน จากนั้นสหรัฐฯ บอกว่า จะส่งรถถังเอ็ม1 เอบรามส์ (M1 Abrams) และเยอรมนีจะส่งรถถังเล็ปเพิร์ด 2 (Leopard 2) การตัดสินใจของรัฐบาลเยอรมนีอาจเป็นกุญแจสำคัญ เพราะได้มีการอนุญาตให้ประเทศต่าง ๆ ที่ใช้งานรถถังเล็ปเพิร์ด 2 ที่เยอรมนีผลิตอย่างโปแลนด์ ส่งรถถังนี้ให้ยูเครนได้เช่นกัน

เบน บาร์รี นักวิจัยอาวุโสที่สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการศึกษาเชิงกลยุทธ์ (International Institute for Strategic Studies–ISS) กล่าวกับบีบีซีว่า รถถังของชาติตะวันตกจะทำให้เกิดความแตกต่าง แต่อดีตพลจัตวากองทัพบกอังกฤษผู้นี้เตือนว่า คำสัญญาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจนถึงขณะนี้ ยังไม่น่าจะชี้ขาดผลของสงครามนี้ได้ และระบุเพิ่มเติมว่า ประวัติศาสตร์ได้เผยให้เห็นแล้วว่า รถถังเพียงอย่างเดียวชนะการสู้รบไม่ได้

ขณะที่นายดมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซียเตือนว่า การมอบอาวุธยุทโธปกรณ์จากชาติตะวันตกเพิ่มขึ้น “จะนำไปสู่การยกระดับครั้งสำคัญ” และประเทศต่าง ๆ “จะกลายมาเป็นการเข้าร่วมความขัดแย้งนี้โดยตรง” ความกังวลว่า ความตึงเครียดจะสูงขึ้นนี้เองทำให้พันธมิตรและชาติที่สนับสนุนยูเครนยังไม่ยอมมอบเครื่องบินขับไล่ให้ยูเครน แม้ว่ายูเครนจะเอ่ยปากขอหลายครั้ง

โดรนก็ได้มีบทบาทที่สำคัญในความขัดแย้งนี้ โดยมีการใช้โดรนจำนวนมากตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของสงครามทั้งในการสอดแนมและมองหาเป้าหมาย นับตั้งแต่ความขัดแย้งนี้เริ่มขึ้น เบย์การ์ (Baykar) บริษัทผลิตอาวุธของตุรกีได้ขายและถึงขนาดบริจาคโดรนทีบี2 (TB2) ที่เป็นที่รู้จักของทางบริษัท ให้ยูเครนนำมาใช้งานแทนโดรนที่สูญเสียไปในการต่อสู้

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา รัสเซียได้ใช้โดรน “กามิกาเซ่” จำนวนมาก (ควบคู่กับขีปนาวุธร่อน) ในการโจมตีเมืองต่าง ๆ และโรงไฟฟ้าของยูเครน

แม้ว่าอิหร่านระบุว่า ได้มอบโดรนให้รัฐบาลรัสเซียก่อนที่จะเริ่มสงคราม แต่เชื่อว่า อิหร่านได้แอบส่งมอบโดรนอีกหลายร้อยลำให้รัสเซียระหว่างที่เกิดความขัดแย้งนี้ด้วย

ข่าว บีบีซี ไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ประชาชาติธุรกิจ เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

รัสเซีย-ยูเครน สงคราม