กยท.เร่งพัฒนาหุ่นยางโมเดล เน้นให้หุ่นยางมีกลไกที่สามารถหายใจเข้าออกได้ ปรับกลไกและติดตั้งท่ออากาศไว้ในตัวหุ่นยางฝึกช่วยชีวิต เพื่อนำไปทดสอบประสิทธิภาพหน้ากาก N-95 ช่วยเพิ่มความปลอดภัยของนักรบเสื้อกาวน์ที่ปฏิบัติงานสู้กับโควิด 19 ส่งมอบคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
ดร.นภาวรรณ เลขะวิพัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง กล่าวว่า ในสถานการณ์ที่ประเทศไทยเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 และมีการกระจายของเชื้อโรคเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และโรงพยาบาลรามาธิบดี ภายใต้ความร่วมมือด้านวิจัยและพัฒนาระหว่างคณะแพทยศาสตร์ กับ กยท.จึงได้ประสานงานกัน โดย รพ.รามาฯ ขอให้ กยท.พัฒนาหุ่นยางเพื่อเป็นโมเดลสำหรับการทดสอบประสิทธิภาพของหน้ากาก N-95 ช่วยป้องกันความฟุ้งกระจายของละอองในการแพร่เชื้อจากสารคัดหลั่งของผู้ป่วย

ทั้งนี้ กยท.คำนึงถึงความสำคัญเร่งด่วนของโจทย์วิจัยดังกล่าว อีกทั้งเพื่อเป็นการศึกษาแนวทางการใช้หน้ากากอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความปลอดภัยกับบุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติงาน กยท.จึงได้เร่งพัฒนาโมเดลดังกล่าว โดยเน้นพัฒนาให้หุ่นยางมีกลไกที่สามารถหายใจเข้าออกได้ ปรับกลไกและติดตั้งท่ออากาศไว้ในตัวหุ่นยางฝึกช่วยชีวิต ทั้งนี้ ได้มอบให้กับคณะแพทยศาสตร์ได้นำไปติดตั้งกลไกสำหรับการทดสอบประสิทธิภาพหน้ากาก N95 ต่อไป โดย กยท.ได้ส่งมอบหุ่นยางที่ใช้เป็นโมเดลตัวแรกให้กับคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา
รายงานข่าวระบุ ก่อนหน้านี้ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้บันทึกความร่วมมือ (เอ็มโอยู) ด้านการวิจัยและพัฒนา ระหว่าง กยท. กับคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนการเพิ่มการใช้ยางในประเทศ โดยเป็นโครงการนี้เป็นการพัฒนาแบบจำลองสื่อการเรียนการสอนทางการแพทย์ ที่เป็นประโยชน์ต่อนักวิจัยในการพัฒนาวิจัย ซึ่ง กยท.มีวัตถุประสงค์ที่จะร่วมพัฒนาเครื่องมือทางการแพทย์ เพื่อเพิ่มทักษะในการผ่าตัด และเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับยางพารา ระยะเวลา 3 ปี โดยในแต่ละปีจะมีการเพิ่มความเสมือนจริงของอุปกรณ์ ในอนาคตอาจมีการสร้างแบรนด์และส่งขายในต่างประเทศ ทดแทนการนำเข้า

โดย ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ปัจจุบันมีการใช้ยาง เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทางการแพทย์ในประเทศเพียง 15-17% ของปริมาณยางทั้งหมดทั่วประเทศเท่านั้น แต่หลังจากนี้จะมีการลดการนำเข้าอุปกรณ์ที่ทำจากยางพารา เพราะมีราคาสูงมากกว่า 40 เท่า นำมาทำอุปกรณ์ที่ผลิตภายในประเทศซึ่งมีต้นทุนการผลิตต่อชิ้นราคาถูกกว่ามาก
