Skip to content

‘มอร์ลูป’ สิ่งทอรักษ์โลก แพลตฟอร์มเพิ่มมูลค่าผ้าส่วนเกิน

04 มิ.ย. 2569 | 09:13น.
‘มอร์ลูป’ สิ่งทอรักษ์โลก แพลตฟอร์มเพิ่มมูลค่าผ้าส่วนเกิน
คอลัมน์ : สัมภาษณ์

ท่ามกลางแรงกดดันของอุตสาหกรรมแฟชั่นโลกที่ต้องเผชิญทั้งต้นทุนผันผวน การแข่งขันด้านราคาจาก Fast Fashion และ Cheap Fashion ที่เร่งให้เกิดการบริโภคเกินจำเป็น ปัญหาสินค้าล้นตลาด ผ้าส่วนเกินและขยะสิ่งทอจำนวนมหาศาล ขณะเดียวกัน ผู้บริโภค แบรนด์ และคู่ค้าระหว่างประเทศเริ่มให้ความสำคัญกับความโปร่งใส แรงงานที่เป็นธรรม และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทำให้โจทย์ของอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไม่ได้หยุดอยู่แค่การผลิตให้เร็วและถูกที่สุดอีกต่อไป โรงงานเครื่องนุ่งห่มไทยจำนวนไม่น้อยต้องเร่งปรับตัวจากฐานการผลิตแบบเดิมไปสู่ระบบที่ยืดหยุ่น โปร่งใส และสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น 

ล่าสุด “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ นางสาวธมลวรรณ วิโรจน์ชัยยันต์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท แอพพาเรล ครีเอชั่น จำกัด (Apparel Creation) และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท มอร์ลูป จำกัด และในฐานะอุปนายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือ การต่อยอดโรงงานครอบครัวที่ใช้ประโยชน์จาก “ผ้าส่วนเกิน” จนกลายเป็นโมเดลธุรกิจเศรษฐกิจหมุนเวียน

เจน 2 ปรับ รง.เพิ่มความยืดหยุ่น

เข้ามาทำธุรกิจนี้ถือว่าเป็นทายาทรุ่นที่ 2 โดยโรงงานเปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 1989 เดิมเป็นโรงงานเราผลิตเสื้อผ้าแบบ OEM ผลิตตามออร์เดอร์ของลูกค้า โรงงานผลิตเพื่อส่งออก 100% และเน้น Mass Production เป็นหลัก เมื่อได้งานหนึ่งแบบก็ผลิตจำนวนมาก ทำซ้ำทั้งโรง โดยยึดโจทย์สำคัญคือทำให้เร็ว ทำให้ถูก และทำให้ดีในแบบที่โรงงานถนัด แต่เมื่อเข้ามาร่วมบริหาร ก็เริ่มเห็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของโรงงาน จึงค่อย ๆ ปรับโครงสร้าง จากเดิมที่เน้นส่งออกเพียงอย่างเดียว เริ่มรับงานในประเทศมากขึ้น และปรับให้โรงงานมีความยืดหยุ่นมากขึ้น

สิ่งแรกที่ปรับคือ “คน” และ “ระบบการผลิต” อีกส่วนสำคัญคือการพัฒนา Flexible Production Line หรือไลน์การผลิตที่ยืดหยุ่น เพราะโรงงานของครอบครัวถือเป็นโรงงานขนาดเล็กเมื่อเทียบกับโรงงานส่งออกขนาดใหญ่ ต่อให้ผลิตได้เร็วก็ยังมีข้อจำกัดเรื่องขนาด จึงต้องปรับตัวจากโรงงานที่ทำสินค้าแบบเดียว ไปสู่โรงงานที่ทำสินค้าได้หลากหลายขึ้น

เป้าหมายคือ เมื่อลูกค้าแบรนด์หนึ่งมาหาโรงงาน ไม่จำเป็นต้องให้ทำเพียงสินค้าอย่างเดียว แต่สามารถทำหลายไอเท็มได้ในที่เดียว ไม่ต้องวิ่งไปหา 4-5 โรงงาน โดยต้องการวางตำแหน่งเป็น One-Stop Service สำหรับแบรนด์ที่มีประเภทสินค้าหรือ Product Type ใกล้เคียงกับสิ่งที่โรงงานทำได้  ปัจจุบันโรงงานมีพนักงานประมาณ 250 คน กำลังผลิตอยู่ที่ 60,000-70,000 ตัวต่อเดือน

เพิ่มงานใน ปท.บาลานซ์พอร์ต 

จากเดิมที่เคยส่งออก 100% ปัจจุบันพอร์ตของโรงงานคือส่งออกประมาณ 60% และงานในประเทศประมาณ 40% การมีงานในประเทศช่วยบาลานซ์กำลังการผลิตได้ เพราะงานส่งออกมีซีซั่นชัดเจน เช่น Spring/Summer หรือ Fall/Winter ซึ่งใช้แทนกันไม่ได้ ขณะที่ตลาดในประเทศมีข้อได้เปรียบคือ ประเทศไทยร้อนทั้งปี ผ้าบางประเภทใช้ได้ต่อเนื่อง จึงช่วยบาลานซ์พอร์ตการผลิตได้

นอกจากนี้ยังพบว่า Inventory สำคัญมาก โรงงานพยายามทำให้ Inventory ลีนขึ้นและประหยัดขึ้น เพราะในอุตสาหกรรมนี้วัตถุดิบและผ้าคือเงิน หากบริหารไม่ดีจะกลายเป็นต้นทุนที่จมอยู่ในคลัง ปัญหาผ้าส่วนเกินหรือ Stock ที่เหลือจากแต่ละออร์เดอร์จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้เห็นโอกาสในการสร้างแพลตฟอร์มใหม่

“มอร์ลูป” แก้ปัญหาผ้าส่วนเกิน 

มอร์ลูปเป็นแพลตฟอร์มที่รวบรวมผ้าส่วนเกินจากโรงงานต่าง ๆ ทั่วประเทศขึ้นมาอยู่บนระบบออนไลน์ มีตัวอย่างผ้า มีข้อมูล และมี Database ให้ดีไซเนอร์หรือแบรนด์เข้าถึงทรัพยากรที่มีอยู่แล้วในระบบอุตสาหกรรม หากเปรียบให้เข้าใจง่าย มอร์ลูปคล้าย Airbnb หรือแพลตฟอร์มที่ไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพยากรทั้งหมด แต่ทำให้ทรัพยากรที่เหลืออยู่ถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์

ปัจจุบันบนระบบมีผ้าประมาณล้านกว่าหลา มากกว่า 3,000 SKU ทำให้มอร์ลูปเป็นตลาดผ้าขนาดใหญ่มาก โดยไม่ได้เป็นเจ้าของผ้าทั้งหมด หากดีไซเนอร์ต้องการค้นหาผ้า สามารถดูได้ว่าเป็นเส้นใยอะไร ช่วง Fiber แบบไหน โทนสีอะไร แล้วเลือกรหัสผ้าที่สนใจมาสอบถามทีมงาน จากนั้นทีมจะตรวจสอบกับโรงงานต้นทางว่ายังเหลืออยู่เท่าไร และสามารถซื้อขายได้หรือไม่ หลัก ๆ เป็น Website-Based Platform ยังไม่มีแอปพลิเคชั่น แต่มี Showroom จริงที่โรงงานด้วย ดีไซเนอร์สามารถเข้ามาดูตัวอย่างผ้าได้

อย่างไรก็ดี การรวบรวมผ้าเข้ามาจำนวนมากไม่ได้แปลว่าจะเป็นธุรกิจทันที มอร์ลูปจึงมีวิธีปล่อยผ้าออกไป 3 แบบ แบบแรกคือ ขายผ้าเป็นผ้า เหมาะกับแบรนด์ หรือดีไซเนอร์ที่มีแหล่งผลิตอยู่แล้ว สามารถซื้อผ้าจากมอร์ลูปแล้วนำไปตัดเย็บเองได้ โดยมอร์ลูปจะช่วยคำนวณ Carbon Prevention ให้ ว่าการเลือกใช้ผ้าที่มีอยู่แล้วช่วยป้องกันการปล่อยคาร์บอนจากการผลิตใหม่ได้เท่าไร แบบที่สองคือบริการ Upcycle ให้กับองค์กร โดยนำผ้าส่วนเกินไปทำเป็นสินค้าสำเร็จรูป เช่น กระเป๋า หมวก ของใช้ หรือสินค้าสำหรับกิจกรรมองค์กร พร้อมคำนวณ Impact ต่อชิ้นให้ แบบที่สามคือ มีสินค้าสำเร็จรูปภายใต้แบรนด์ของมอร์ลูปเองบ้าง แต่ทำไม่มาก ส่วนใหญ่ใช้เวลาออกบูท เพราะไม่สามารถขนผ้าไปทุกที่ได้ จึงมีสินค้าตัวอย่างเล็ก ๆ ไปวางให้คนเห็น

ปัจจุบันมีแบรนด์มากกว่า 600 แบรนด์ที่ใช้ผ้าบนแพลตฟอร์ม มีทั้งแบรนด์ที่เปิดเผยว่าใช้ผ้าส่วนเกิน และแบรนด์ที่ไม่ต้องการเปิดเผย ซึ่งมอร์ลูปไม่บังคับ หากแบรนด์ใดใช้ผ้าของมอร์ลูปและต้องการทำคอลเล็กชั่นด้านสิ่งแวดล้อม แล้วแท็กมาที่มอร์ลูป ทีมก็ช่วยโปรโมตให้ แต่หากแบรนด์ไม่ต้องการบอกว่าใช้ผ้า Surplus หรือ Deadstock ก็เป็นสิทธิของแบรนด์ ทั้งนี้ มอร์ลูปสามารถดูแลตัวเองได้ ปีที่ผ่านมามีรายได้ 15 ล้านบาท 

มอร์ลูป

มอร์ลูปเน้นสร้าง Ecosystem

Platform แบบมอร์ลูปที่มี 3 แบบ ในไทยยังไม่เห็นใครทำแบบประกาศชัดและอยู่ได้ด้วยตัวเองเหมือนมอร์ลูป ในต่างประเทศมีบ้าง เช่น แพลตฟอร์มภายใต้เครือแฟชั่นใหญ่ หรือแพลตฟอร์มของบางแบรนด์ที่ขายผ้าของตัวเอง แต่ไม่ได้มีลักษณะเหมือนมอร์ลูปทั้งหมด ส่วนการ Upcycle เป็นสินค้าสำเร็จรูปให้กับองค์กร โดยใช้เฉพาะผ้าส่วนเกินและบอก Impact ได้ชัดเจน แทบไม่มีใครทำแบบนี้โดยตรง สำหรับ Category ที่สามคือการนำของเหลือมาทำเป็นแบรนด์ของตัวเอง มีคนทำจำนวนมาก แต่ความยากไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ดี มอร์ลูปไม่ได้อยากเป็นเพียงโรงงานตัดเย็บ และไม่ได้อยากเป็นเพียงแพลตฟอร์มขายผ้า แต่พยายามสร้าง Ecosystem ที่ผสานสองอย่างเข้าด้วยกัน 

ฝากภาครัฐช่วยพัฒนา รง.เล็ก

ข้อแรกคือ สนับสนุนการยกระดับ Productivity เช่น Automation, Machinery, Lean Transformation, Digitization, AI, Workforce Upskill และ Multi-Skill เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นงบฯก้อนใหญ่สำหรับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะโรงงานขนาดเล็กและขนาดกลาง หากภาครัฐสนับสนุน จะช่วยให้ผู้ประกอบการยกระดับตัวเองได้

เมื่อมีโครงการรัฐที่ใช้ได้จริง จะช่วยโรงงานเล็กได้มาก ตัวอย่างที่ดีคือสิงคโปร์ ที่มีการทำลิสต์ Provider หรือผู้ให้บริการเทคโนโลยีที่รัฐตรวจสอบแล้วว่าใช้งานได้จริง จากนั้นเมื่อผู้ประกอบการลงทุนซื้อเครื่องจักรหรือระบบ และมีการตรวจว่าติดตั้งจริง ใช้จริง เพิ่ม Productivity ได้จริง รัฐก็ช่วยสนับสนุนบางส่วน รูปแบบนี้ทำให้ผู้ประกอบการกล้าลงทุน เพราะเห็นผลชัด เช่น กระบวนการผลิตบางอย่างจากเดิมใช้เวลา 5 นาที เหลือ1 นาที ก็ตรวจสอบได้จริง สำหรับไทยมีนโยบายอยู่บ้าง แต่บางครั้งไม่สอดคล้องกับการปฏิบัติจริง เบิกยากใช้จริงยาก จึงอยากให้ Practical มากขึ้น

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สินค้า อุตสาหกรรมแฟชั่น