ผู้บริหาร Bitkub ยอมรับผิด แก้ไข-ปกปิดข้อมูล หลังถูกแฮกเหรียญ แจงป้องวิกฤต Bank Run
สกลกรย์ ผู้บริหาร Bitkub ยอมรับผิดแก้ไขปกปิดข้อมูลในอดีต หลังเจอโจรไซเบอร์แฮกเหรียญ ยันทำไปเพื่อปกป้องลูกค้า พนักงาน ไม่ให้เหตุการณ์บานปลายสู่วิกฤต Bank Run
นายสกลกรย์ สระกวี หรือ ต้น อดีตผู้บริหารและหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Bitkub Exchange อัดคลิปวิดีโอชี้แจงถึงเหตุการณ์การถูกโจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2564 หลังถูก ก.ล.ต. กล่าวโทษในคดีความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ
“Bitkub Exchange ถูกแฮกเหรียญจริงๆ ครับ โดยโจรไซเบอร์” นายสกลกรย์ ย้อนความ
หลังเกิดเหตุ ผู้ร่วมก่อตั้งทุกคนตัดสินใจใช้เงินส่วนตัวซื้อเหรียญคืนลูกค้าครบทั้งหมดในปีนั้นเลย โดยต่อมา ก.ล.ต. เข้ามาตรวจสอบสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าไปเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 และแจ้งว่ามีความปลอดภัยและครบถ้วน ไม่มีลูกค้ารายใดเสียหายแม้แต่รายเดียว
อย่างไรก็ตาม เขากล่าวยอมรับว่า เหตุการณ์นั้น “ทำผิด”
เป็นผู้กระทำความผิดในการปกปิดข้อมูลดังกล่าวจากทั้งหน่วยงานกำกับดูแลและสาธารณชน โดยในเวลานั้นดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจสูงสุด และเป็นผู้ตัดสินใจแก้ไขแบบรายงานทางการเงินด้วยตนเองเพียงผู้เดียว
สำหรับเหตุผลที่ต้องเลือกเส้นทางที่ยากลำบากและเก็บงำความลับนี้มานานกว่า 4 ปี เนื่องจากหากเปิดเผยความจริงในทันที จะนำไปสู่วิกฤตความตื่นตระหนกอย่างรุนแรง ลูกค้าจะแห่เทขายเหรียญและดึงเงินออกจากระบบ ลามเป็นลูกโซ่ จนเกิดปรากฏการณ์ Bank Run ซึ่งจะส่งผลให้แพลตฟอร์มพังทลาย พนักงานหลายร้อยชีวิตต้องตกงาน และลูกค้าอีกหลายแสนคนจะต้องสูญเสียเงิน
หากปล่อยให้เป็นแบบนั้น “วันนี้จะไม่มี Bitkub Exchange” เขากล่าว ดังนั้นจึงเลือกที่จะแบกรับความเสี่ยงทางกฎหมายไว้เอง เพื่อซื้อเวลาให้กลุ่มผู้ก่อตั้งนำเงินส่วนตัวมาซื้อเหรียญคืนให้กับลูกค้าจนครบ
นายสกลกรย์ได้กล่าวขอโทษที่ทำให้ทุกคนผิดหวัง พร้อมกับประกาศลาออกจากทุกตำแหน่งเพื่อแสดงความรับผิดชอบ และพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐอย่างเต็มที่ในการล่าตัวแฮกเกอร์มารับโทษ
“ผมยอมแบกความรับผิดนี้คนเดียวครับ ผมเป็นคนเดียวที่แก้ไขรายงาน NCR หรือ ดจ. 1 โดยไม่ให้ใครรู้ครับ หน้าที่และความรับผิดชอบผม ไม่มีใครมาก้าวก่ายเรื่องนี้ครับ ผมรับผิดชอบทุกการตัดสินใจนี้ครับ กรรมการ ผู้บริหาร พนักงานคนอื่น ไม่มีส่วนรู้เห็นใดๆ ทั้งสิ้นกับการกระทำของผม”
เขากล่าวว่า ไม่ได้ปฏิเสธความผิด เพียงแต่เวลานั้น คิดเพียงปกป้องลูกค้าและพนักงาน วันนี้พร้อมรับผลของการกระทำ มองย้อนกลับไป ได้ทำสิ่งที่จำเป็นที่สุดแล้ว คือปกป้องลูกค้าด้วยเงินส่วนตัว และถือว่าปกป้องการพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัลไปด้วย ถ้าหากมีข่าวแฮก ณ เวลานั้น วงการคงพัฒนาล่าช้าไปอีก 10 ปี
หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Bitkub ยืนยันว่า ปัจจุบันระบบความปลอดภัยของแพลตฟอร์มได้รับการยกระดับด้วยเม็ดเงินมหาศาล และมีการเก็บรักษาเงินลูกค้าไว้กับสถาบันระดับโลก ขอให้ทุกคนยังคงเชื่อมั่นและสนับสนุนบริษัทของคนไทยที่สร้างขึ้นเพื่อคนไทยต่อไป
“ผมอาจจะกระทำผิดในเรื่องการปิดบัง แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่า ผมไม่ได้ผิดคือ การปกป้องและรับผิดชอบต่อลูกค้า ไม่ว่าต้องแลกมาด้วยอะไรก็ตาม”
___________
ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้กล่าวโทษ บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด (Bitkub) และอดีตกรรมการบริษัท ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ซึ่งการตรวจสอบพบว่า ในช่วงเดือน พ.ค.2564 Bitkub ถูกโจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมด 16 สกุล
โดยการโจมตีทางไซเบอร์ เป็นเหตุให้มีสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าจำนวนหนึ่ง ถูกนำออกไปจากศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล มูลค่าประมาณ 1,700 ล้านบาท และต่อมาพบข้อมูลว่า Bitkub ได้หาสินทรัพย์ดิจิทัลมาทดแทนสินทรัพย์ดิจิทัล ที่ถูกโจรกรรมไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค.2564
ที่มา : https://fb.watch/IytZDtUsSG/?