สหรัฐฯ ลงนามแผน “ภาษีศุลกากรตอบโต้” ยกระดับสงครามการค้า
China Reform Foundation
เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ประธานาธิบดี Donald Trump แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงประธานาธิบดีที่มีชื่อว่า “แผนการค้าที่เป็นธรรมและเท่าเทียม (Fair and Reciprocal Plan)” ซึ่งสั่งให้มีการตรวจสอบมาตรการทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของประเทศคู่ค้าอย่างครอบคลุม แผนดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อกำหนด “ภาษีศุลกากรตอบโต้” (Reciprocal Tariffs) กับประเทศที่เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ
“ภาษีศุลกากรตอบโต้” หมายถึง การเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศคู่ค้าในอัตราเดียวกับที่ประเทศเหล่านั้นเก็บภาษีสินค้าส่งออกจากสหรัฐฯ กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากประเทศใดกำหนดอัตราภาษีต่อสินค้าจากสหรัฐฯ ในระดับหนึ่ง สหรัฐฯ ก็จะเรียกเก็บภาษีในระดับเดียวกันกับสินค้าจากประเทศนั้นๆ นโยบายนี้มีเป้าหมายเพื่อให้เกิด “ความเท่าเทียมทางการค้า” ระหว่างสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้า
นโยบายภาษีศุลกากรเป็นเครื่องมือหลักที่สหรัฐฯ ใช้ในกลยุทธ์ “แรงกดดันสูงสุด” (Maximum Pressure) มาโดยตลอด หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมทั่วโลกในอัตรา 25% แล้ว การขยายมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้กับทุกประเทศถือเป็นการยกระดับสงครามการค้าครั้งสำคัญ ซึ่งจะมีผลกระทบในวงกว้างมากยิ่งขึ้น
ผลกระทบต่อประเทศคู่ค้า และปฏิกิริยาทั่วโลก
ประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากนโยบายนี้ คือ ประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ในระดับสูง มาตรการด้านภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ไม่ได้มุ่งเป้าแค่ประเทศที่อยู่นอกเครือข่ายพันธมิตรเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ เช่น สหภาพยุโรป (EU), ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
กลุ่มประเทศเกิดใหม่ เช่น อินเดีย ซึ่งมีอัตราภาษีค่อนข้างสูงอาจได้รับผลกระทบเช่นกัน ตัวอย่างเช่น อินเดียเรียกเก็บภาษี 25% สำหรับการนำเข้ารถยนต์จากสหรัฐฯ ซึ่งหมายความว่า สหรัฐฯ อาจเรียกเก็บภาษีในอัตราเดียวกันกับรถยนต์นำเข้าจากอินเดียด้วย หากมีการบังคับใช้นโยบายภาษีศุลากรกตอบโต้เต็มรูปแบบจะส่งผลกระทบต่อ EU ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ไปยังสหรัฐฯ
ทั้งนี้หลายประเทศต่างแสดงท่าทีคัดค้านนโยบายภาษีศุลากรตอบโต้ของสหรัฐฯ อย่างชัดเจน ซึ่งยิ่งจะทำให้สถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และพันธมิตรทางเศรษฐกิจรุนแรงขึ้นไปอีก

หนังสือพิมพ์ Financial Times รายงานว่า คณะกรรมาธิการยุโรปได้หารือเกี่ยวกับมาตรการจำกัดการนำเข้าสินค้าหมวดอาหารที่ผลิตตามมาตรฐานที่แตกต่างจากมาตรฐานของยุโรป เพื่อปกป้องเกษตรกรภายในประเทศ นโยบายนี้ถือเป็นการตอบโต้ภาษีตอบโต้ของทรัมป์ เช่นเดียวกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงส่งเสริมการค้าและพัฒนาเศรษฐกิจของแคนาดา Mary Ng ออกมาเตือนว่า หากสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีกับสินค้าจากแคนาดาเพิ่มเติม แคนาดาจะทำการตอบโต้อย่างรุนแรง จากการรายงานของสถานี ABC

ผลกระทบทางเศรษฐกิจ และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
สหรัฐฯ ตั้งความหวังว่า การใช้มาตรการภาษีศุลกากรแบบทั่วหน้าจะสามารถลดการขาดดุลการค้าลงและบีบให้บริษัทต่างๆ ย้ายฐานการผลิตกลับมายังสหรัฐฯ ขณะเดียวกันมาตรการด้านภาษีศุลกากรยังเป็นเครื่องมือในการกดดันนานาประเทศให้ยินยอมต่อข้อเรียกร้องทางการค้าจากสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าต้นทุนที่แท้จริงจะตกอยู่กับผู้บริโภคชาวอเมริกันโดยตรง ทั้งนี้อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ล่าสุดอยู่ที่ 3% เทียบกับงวดเดียวกันของปีที่แล้ว และมาตรการภาษีชุดใหม่จะยิ่งเพิ่มต้นทุนให้กับผู้บริโภคยิ่งขึ้นไปอีก โดย Gary Hufbauer นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันเศรษฐศาสตร์นานาชาติ Peterson (PIIE) และอดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่าแนวทางของ WTO สนับสนุนหลักการการค้าต่างตอบแทน แต่หากสหรัฐฯ ขึ้นดำเนินมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้จริง อัตราภาษีเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้น 10-15% ซึ่งจะหน่วงรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจลงมา
ขณะที่ David French รองประธานอาวุโสของสมาคมผู้ค้าปลีกแห่งชาติสหรัฐฯ ก็ออกแถลงการณ์เตือนว่า มาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้จะสร้างความปั่นป่วนอย่างใหญ่หลวง ต่อห่วงโซ่อุปทานภาคค้าปลีก ส่งผลให้ครัวเรือนอเมริกันแบกรับภาระต้นทุนที่มากขึ้นและกระทบต่อกำลังซื้อ
บทสรุป
“แผนการค้าที่เป็นธรรมและเท่าเทียม” ของสหรัฐฯ มีลักษณะเป็นนโยบายฝ่ายเดียวโดยมีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงกติกาการค้าโลก อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้มาตรการทางภาษีอย่างแข็งกร้าวล้วนได้รับการคัดค้านจากประชาคมระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่ความเสี่ยงทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง มาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ยังละเมิดหลักการของ WTO ที่ส่งเสริมการลดภาษีศุลกากรอย่างเท่าเทียมและกฎด้านชาติที่ได้รับการอนุเคราะห์ยิ่ง (MFN) อีกทั้งนโยบายดังกล่าวยังล้มเหลวในการแก้ไขความแตกต่างด้านโครงสร้างระหว่างคู่ค้าและอาจสร้างความไม่แน่นอนอย่างมากต่อการพัฒนาห่วงโซ่มูลค่าระดับโลก
แม้ว่ามาตรการทางภาษีจะสร้างข้อได้เปรียบระยะสั้นกับสหรัฐฯ แต่ก็ต้องแลกกับต้นทุนในระยะยาวไม่ว่าจะเป็นการแตกเป็นเสี่ยงของระบบการค้าโลกแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่จะย้อนกลับมายังสหรัฐฯเอง