สกพอ.ชู EEC ลงทุนทะลุ 1 ล้านล้านบาทต่อปี เดินหน้าเมกะโปรเจกต์เชื่อมเศรษฐกิจกับชุมชน
ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยในงานสัมมนา EEC NEVER STOPS: THE NEXT CHAPTER อีอีซีก้าวต่อไป ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ถึงทิศทางและผลการดำเนินงานของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยระบุว่า EEC ถูกออกแบบให้เป็นกลไกการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ภายใต้วัตถุประสงค์หลัก 5 ประการ ได้แก่ การนำกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้ามาปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การจัดบริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จ (One-Stop Service) เพื่อลดต้นทุนการประกอบธุรกิจ การจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการใช้ประโยชน์ที่ดิน และการพัฒนาเมืองให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน
หลังจาก EEC เดินหน้ามาเป็นเวลา 8 ปี นับตั้งแต่จัดตั้งในปี 2561 ผลการดำเนินงานสะท้อนถึงบทบาทของพื้นที่ EEC ในฐานะพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ โดยในปี 2567 ผลิตภัณฑ์มวลรวมของ 3 จังหวัดในพื้นที่ EEC ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง มีมูลค่าประมาณ 2.7 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นภาคอุตสาหกรรม 66% ภาคบริการ 31% และภาคเกษตรกรรม 2.6%
ทั้งนี้ เศรษฐกิจในพื้นที่ EEC มีอัตราการเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ โดยแม้ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ปี 2563 เศรษฐกิจจะหดตัว -7.1% แต่พื้นที่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็ว และมีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศ

สำหรับสัดส่วนต่อ GDP ประเทศไทย GDP ของ 3 จังหวัด EEC คิดเป็นประมาณ 14% แบ่งเป็น ฉะเชิงเทรา 2.3% ชลบุรี 6.6% และระยอง 5.9% ขณะที่รายได้ต่อหัวของประชากรในพื้นที่อยู่ในระดับสูง โดยจังหวัดระยองมีรายได้ต่อหัวสูงเป็นอันดับ 1 ของประเทศ ชลบุรีอยู่ในอันดับ 3 และฉะเชิงเทราอยู่ในอันดับ 4
ดร.จุฬา กล่าวว่า ตัวเลขที่สะท้อนผลกระทบทางเศรษฐกิจของ EEC อย่างเป็นรูปธรรม คือมูลค่าการลงทุนจริง โดยข้อมูลสะสมนับตั้งแต่จัดตั้ง EEC พบว่า เงินลงทุนจริงในพื้นที่คิดเป็นประมาณ 1 ใน 4 หรือ 25% ของการลงทุนจริงทั้งประเทศ หรือเฉลี่ยมีเงินลงทุนจริงเข้าสู่พื้นที่ประมาณ 1 ล้านล้านบาทต่อปี ครอบคลุมทั้งการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนในอุปกรณ์เพื่อประกอบกิจการ
สำหรับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ หรือเมกะโปรเจกต์ของ EEC ปัจจุบันโครงการท่าเรือ 2 แห่งได้เดินหน้าก่อสร้างในส่วนของภาครัฐแล้ว และอยู่ในขั้นที่ภาคเอกชนกำลังดำเนินงาน ขณะที่โครงการท่าอากาศยานอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกล่าช้ากว่าแผนประมาณ 2-3 ปี โดยภาครัฐได้ดำเนินการก่อสร้างในส่วนของทางวิ่ง (รันเวย์) แล้ว และภาคเอกชนเตรียมเริ่มดำเนินการต่อ
ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ได้แก่ ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา สกพอ.อยู่ระหว่างเร่งรัดกระบวนการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าต่อได้ โดยหากนับเฉพาะเม็ดเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของ 2 โครงการดังกล่าว มีมูลค่ารวมกว่า 2.4 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นการลงทุน การจ้างงาน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่
ดร.จุฬา กล่าวถึงแนวทางของโครงการรถไฟความเร็วสูงว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาแนวทางดำเนินการ โดย EEC ยังมีความจำเป็นต้องมีระบบรถไฟเพื่อรองรับความต้องการเดินทางและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในอนาคต หากการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ ภาครัฐอาจเข้ามาดำเนินการในบางส่วน และให้เอกชนเข้ามาบริหารการเดินรถ โดยอาจพิจารณาระบบรถไฟความเร็ว 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ด้านการกระจายผลประโยชน์จากการลงทุนสู่ชุมชน สกพอ.เดินหน้าสร้างความเชื่อมโยงระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับประชาชนในพื้นที่ ผ่านแนวคิด “ไข่แดง-ไข่ขาว” โดยปัจจุบันมีการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษแล้ว 47 แห่ง ทั่วพื้นที่ EEC เปิดโอกาสให้ทั้งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ธุรกิจเฉพาะทาง และผู้ประกอบการขนาดเล็ก เช่น อุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว และภาคบริการ เข้ามาลงทุนในพื้นที่
ดร.จุฬา กล่าวทิ้งท้ายว่า EEC ยังคงเดินหน้าพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อรักษาบทบาทของ EEC ในฐานะพื้นที่เศรษฐกิจและจุดหมายการลงทุนของทั้งนักลงทุนไทยและต่างประเทศ