“เคยไหมที่ปวดหัวมากจนทำงานแทบไม่ไหว เจอแสงจ้าก็ปวดหัวตุบๆ อยู่ในแวดล้อมเสียงดังหัวก็ปวดตึบ” นี่คือลักษณะอาการที่อาจจะพบได้ในผู้ป่วยปวดศีรษะไมเกรน โรคทางสมองที่สร้างความทรมานและความเจ็บปวดให้กับผู้ที่เป็น ไม่น้อย เพราะปวดไมเกรนแต่ละครั้ง อาการปวดมักจะส่งผลรุนแรง กระทบต่อชีวิตประจำวัน บางคนอาจจะส่งผลให้ไปทำงานไม่ได้ ไปเรียนไม่ได้เลยก็มี ไม่ใช่การแสร้งแกล้งทำ แต่ปวดจริง เจ็บจริง!

นพ.กีรติกร ว่องไววาณิชย์ อายุรแพทย์สมองและระบบประสาท รพ.กรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า ไมเกรนเกิดขึ้นจากความผิดปกติของสมอง เป็นโรคทางระบบประสาท ที่จะเกิดอาการปวดก็ต่อเมื่อมีปัจจัยมากระตุ้น ไม่ว่าจะเป็น แสง เสียง กลิ่น ความเครียด และมลภาวะ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) โดยจากการเก็บข้อมูลก็พบว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้คนไข้ไมเกรนปวดศีรษะมากขึ้นได้
“มีการประมาณการกันว่า บนโลกใบนี้มีคนป่วยเป็นไมเกรนประมาณ 1,000 ล้านคน พบได้มากถึง 20% ของประชากร ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่เยอะมาก โดยความชุกของโรค พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึง 3 เท่า ด้วยปัจจัยของฮอร์โมน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยด้านกรรมพันธุ์ที่เป็นเหตุของโรคได้อีกด้วย ส่วนวัยที่พบว่าเป็นไมเกรนมากที่สุด นั่นคือวัยทำงาน อายุตั้งแต่ 30-39 ปี”

ปวดศีรษะไมเกรนไม่ได้จำเพาะว่าพบได้ในผู้ใหญ่เท่านั้น เพราะในเด็กก็สามารถเป็นไมเกรนได้เช่นกัน เพียงแต่อาการของโรคจะแตกต่างออกไป บ้างปวดศีรษะ บ้างเวียนศีรษะ บ้างอาเจียน หรือเป็นอาการอย่างเมารถ เมาเรือ และเมื่ออายุมากขึ้น อาการปวดศีรษะจึงชัดเจนมากขึ้น ปวดเยอะขึ้น
แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเราอาการปวดศีรษะที่เราเป็นอยู่เข้าข่ายไมเกรนหรือเปล่า?
นพ.กีรติกร บอกว่า ใช้ไอดีไมเกรนในการชี้วัด ด้วยการคัดกรอง 3 ข้อ คือ
1. มีความไวต่อแสง หรือที่เรียกว่าอาการ Photophobia
2. ปวดศีรษะรุนแรง ส่งผลต่อการงานหรือการเรียน อาจจะต้องหยุดพัก หรือต้องนอนเวลามีอาการปวดศีรษะเกิดขึ้น
3. คลื่นไส้
ถ้ามีอาการเหล่านี้ครบทั้ง 3 ข้อ เท่ากับว่ามีโอกาสเป็นไมเกรนถึง 98% แต่ถ้ามีอาการเกิดขึ้น 2 ใน 3 ข้อ มีโอกาสเป็นไมเกรนได้ 93%
เมื่อเป็นไมเกรนแล้วรักษาอย่างไร?
มีรูปแบบการรักษาไมเกรนอยู่ 2 ระยะ
1.รักษาแบบป้องกัน สำหรับคนไข้ที่ปวดศีรษะบ่อยๆ ปวดศีรษะแรงๆ เช่น ยากันชัก ยาต้านเศร้า ยาลดความดัน
2.รักษาอาการปวดเฉียบพลัน จะมีการใช้ ยากลุ่มทริป-แทน (triptans) ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่เสตียรอยด์ (NSAIDs) และยากลุ่มเออร์โกตามีน (ergotamine)
นพ.กีรติกร ให้ความรู้ว่ากลุ่มยาทั้ง 2 กลุ่มนี้ไม่ใช่ยารักษาไมเกรนโดยตรง ดังนั้นจึงมีผลข้างเคียงจากการใช้ยา หรือแม้แต่รับประทานยาแล้วก็ไม่สามารถบรรเทาอาการเจ็บปวดจากไมเกรนที่เกิดขึ้นได้ และในผู้ป่วยที่ปวดไมเกรนบ่อย อาการปวดรุนแรง ไม่ตอบสนองต่อยาที่รับประทาน
ในขณะนี้ได้มียาตัวใหม่ที่จะเข้ามาช่วยผู้ป่วยกลุ่มผู้ป่วยที่ปวดไมเกรนเรื้อรัง (Chronic migraine) ไมเกรนชนิดไม่ตอบสนองต่อยาป้องกันชนิดอื่นๆ (Prior preventive treatment failure) และไมเกรนชนิดที่มีการใช้ยาแก้ปวดเกินขนาด (Medication overuse headache) นั่นคือ ยาต้านสาร CGRP (Calcitonin Gene-Related Peptide)
ทำไมต้องเป็นยาต้านสาร CGRP เพราะสาร CGRP เป็นนิวโรเปปไทด์ชนิดหนึ่งในร่างกาย มีผลทำให้หลอดเลือดในสมองขยายตัว ออกฤทธิ์เกี่ยวกับกลไกรับความปวดผ่านเส้นประสาทสมอง โดยเฉพาะในเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 ซึ่งเป็นเส้นประสาทหลักในการนำความปวดบริเวณศีรษะ ต้นคอ และใบหน้า สำหรับคนที่ปวดศีรษะไมเกรนสารนี้จึงสูงขึ้นมากกว่าคนปกติ ทำให้รับความปวดมากขึ้น
ยาต้านสาร CGRP นำเข้าสู่ร่างกายโดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง บริเวณหน้าท้องหรือต้นขา CGRP หนึ่งเข็มมีฤทธิ์ป้องกันนานประมาณ 1 เดือน ผลจากคนไข้ที่ใช้ยาต้านสาร CGRP พบว่า ช่วยลดจำนวนวันที่ปวดไมเกรน ความรุนแรงของอาการปวดลดลงประมาณ 20-30% และลดปริมาณยาที่ต้องกินแก้ปวด
ส่วนผลข้างเคียงจากการใช้ยา นพ.กีรติกร กล่าวว่า อาจจะมีอาการเจ็บหรือมีรอยแดงจากบริเวณที่ฉีดยาบ้าง ส่วนผลข้างเคียงอื่นๆ นั้น จากการติดตามผู้ใช้ยา CGRP ในระยะเวลา 3-5 ปี ผลปรากฏว่า ไม่มีผลข้างเคียงแก่ระบบหัวใจ หลอดเลือด และการทำงานของตับ
ผลจากผู้ป่วยที่ใช้ยาต้านสาร CGRP พบว่า ผู้ป่วยปวดศีรษะไมเกรนเรื้อรังหรือผู้ป่วยไมเกรนที่ไม่ตอบสนองต่อยาอื่น ตอบสนองต่อยาต้านสาร CGRP ได้ดี ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จากประสิทธิภาพและความปลอดภัยของการรักษา