เสริมความมั่นคงด้านอาหาร ! สิงคโปร์ผุดโรงงานผลิต Plant-based ขนาดใหญ่แห่งแรก
ปัจจุบันเทรนด์รักสุขภาพและการดูแลตนเองกำลังมาแรง ส่งผลให้โปรตีนจากพืช (Plant-based Protein) เริ่มเป็นที่นิยมในการรับประทานกันมากขึ้น โดยเดิมทีผู้คนเน้นการรับประทานพืชผักเพื่อให้ได้ใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุ แต่ก็มีพืชจำนวนไม่น้อยที่เป็นแหล่งของโปรตีน
ซึ่งโปรตีนจากพืชจึงเป็นแหล่งอาหารทางเลือกสำหรับคนหลายกลุ่ม ทั้งผู้ที่รับประทานมังสวิรัติ ผู้ที่มีข้อจำกัดในการบริโภคเนื้อสัตว์ ไปจนถึงกลุ่มคนรักสิ่งแวดล้อมที่เชื่อว่าการทำปศุสัตว์นั้นส่งผลเสียต่อชั้นบรรยากาศ

โดยเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา Growthwell Foods บริษัท Start-up สิงคโปร์ ได้เปิดตัวโรงงานผลิต โปรตีนจากพืชแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบขนาดใหญ่แห่งแรกแดนลอดช่อง ในพื้นที่อุตสาหกรรมด้านอาหารนวัตกรรมของสิงคโปร์ JTC Food Hub @Senoko โดยโรงงานดังกล่าวสามารถผลิตสินค้าอาหาร Plant-Based ได้ 4,000 เมตริกตันต่อปี ซึ่งปริมาณดังกล่าวเพียงพอต่อความต้องการบริโภคโปรตีนของคนมากกว่า 100,000 คนต่อปี
และคาดว่าภายในต้นปี 2565 ผลิตภัณฑ์ Plant-Based ของ Growthwell Foods อาทิ ปลาแซลมอนที่ทำจากบุก (Konjac) และนักเก็ตไก่ที่ทำจากถั่ว Chickpeas จะเริ่มวางจำหน่ายภายใต้แบรนด์ Happiee! โดยราคาขายปลีกของผลิตภัณฑ์จะอยู่ที่ประมาณ 8 เหรียญสิงคโปร์ต่อโปรตีนจากพืชสำหรับสองมื้อ

นอกจากนี้ เมื่อเดือนเมษายน 2564 รัฐบาลสิงคโปร์ยังได้จัดตั้งกองทุน Agri-Food Cluster Transformation Fund มูลค่า 60 ล้านเหรียญสิงคโปร์ กำกับดูแลโดยหน่วยงานภาครัฐ Singapore Food Agency (SFA) เพื่อสนับสนุนการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาใช้ในการปรับปรุงระบบ และการดำเนินงานภายในฟาร์มของสิงคโปร์ โดยในเดือนเดียวกัน SFA ได้ให้เงินทุนสนับสนุนเงินกับโครงการวิจัย ด้านนวัตกรรมวิธีการผลิตอาหารแล้ว 12 โครงการ มูลค่าโดยรวมประมาณ 23 ล้านเหรียญสิงคโปร์
ด้วยการสนับสนุนดังกล่าวจะส่งผลให้สิงคโปร์ก้าวไปสู่ความสำเร็จอีกขั้นของนโยบาย 30×30 ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารของสิงคโปร์ โดยการเพิ่มศักยภาพการผลิตอาหารแบบอย่างยั่งยืนให้ได้ 30% ของความต้องการทางการบริโภคในสิงคโปร์ภายในปี 2030 และยังได้ถูก รวมเข้าในแผนพัฒนาประเทศ Singapore Green Plan 2030 อีกด้วย

สำคัญอย่างไร ทำไม? สิงคโปร์ต้องสร้างความมั่นคงด้านอาหาร
ช่วงก่อนวิกฤตการเงินโลกปี 2551 สิงคโปร์ยังไม่มีความห่วงกังวลเรื่องความมั่นคงทางอาหารมากนัก โดยเห็นว่าหากสิงคโปร์สามารถขยายการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ทุกปี ก็จะมีความมั่งคั่งและสามารถนำเข้าอาหารจากต่างประเทศได้มากขึ้นและต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ภายหลังเกิดวิกฤตการเงินโลก ซึ่งประเทศผู้ผลิตอาหารหลายประเทศระงับการส่งออกสินค้าอาหารและเกษตรมายังสิงคโปร์ ทำให้สังคมแดนลอดช่องเกิดความกังวลอย่างยิ่งว่าจะเกิดภาวะขาดแคลนอาหารเรื่อยมา จนเกิด H1N1 ซึ่งมาเลเซียประกาศระงับการส่งออกปลามายังสิงคโปร์ และล่าสุด COVID-19 ช่วงกลางปี 2563 ซึ่งสิงคโปร์ก็เผชิญปัญหาเรื่อง Supply Shock อย่างชัดเจน รัฐบาลสิงคโปร์จึงต้องเร่งเจรจากับต่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหา และวางยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางอาหารอย่างจริงจัง
ด้วยความที่สิงคโปร์ต้องนำเข้าอาหารจากต่างประเทศมากถึงร้อยละ 90 แต่มีพื้นที่เกษตรกรรมในประเทศน้อยกว่าร้อยละ 1 เมื่อเดือนมีนาคม 2562 รัฐบาลสิงคโปร์จึงเริ่มดำเนินยุทธศาสตร์ “30 by 30”

เพื่อส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารคือ การผลิตอาหารภายในสิงคโปร์ให้ได้ร้อยละ 30 ของการบริโภคภายในปี 2030 ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่งคงและความยืดหยุ่น (Resilience) ด้านอาหารให้แก่สิงคโปร์ในระยะยาว ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานอาหาร เพื่อป้องกันปัญหา Supply Shock โดยการกระจายแหล่งนำเข้าอาหารให้มากที่สุด ทำให้ในปัจจุบันสิงคโปร์นำเข้าอาหารจาก 170 ประเทศทั่วโลก เพิ่มขึ้นจากปี 2547 ประมาณ 30 ประเทศโดยแหล่งนำเข้าอาหารที่สำคัญที่สุดของสิงคโปร์ ได้แก่
- มาเลเซีย (ผัก ผลไม้ เนื้อไก่ และปลา)
- บราซิล (เนื้อไก่ เนื้อวัว และเนื้อหมู
- ออสเตรเลีย (เนื้อวัวและเนื้อหมู)
- อินโดนีเซีย (เนื้อหมูและปลา)
- จีน (ผักและผลไม้)
- สหรัฐฯ (เนื้อวัวและเนื้อไก่)
- เวียดนาม (ปลา)
- แอฟริกาใต้ (ผลไม้)
- ไทย (ผักและข้าว)

การดำเนินการตามยุทธศาสตร์ 30 by 30
เพื่อบรรลุเป้าหมาย 30 by 30 รัฐบาลสิงคโปร์มุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีทางอาหารและการเกษตร (Food Tech and Agri Tech) โดยเฉพาะการผลิตโปรตีนจากพืช (Plant-based/cell-based/alternative proteins) และเนื้อสัตว์ทางเลือก (impossible meat/lab meat) เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดพื้นที่ปศุสัตว์ในประเทศ ทั้งยังส่งเสริมการปลูกพืชและผักภายในอาคาร (Indoor Farming) ด้วยวิทยาการใหม่ๆ เป็นต้น
ตลาดผลิตภัณฑ์อาหาร Plant-based คือโอกาสใหม่ของ SME ทั่วโลก เนื่องจากเป็นเทรนด์อาหารสำหรับอนาคต ทำให้ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะเปิดใจทดลองสินค้าแบรนด์ใหม่ โดยข้อมูลจาก EUROMONITOR เปิดเผยว่า มูลค่าตลาด Plant-based Foods ทั่วโลกในปี 2019 มีมูลค่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะเติบโตเฉลี่ย 105% โดยมีการคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดในปี 2024 จะอยู่ที่ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ จึงเป็นโอกาสดีของ SME ไทย ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Plant-based ตอบโจทย์ตลาดกลุ่มนี้ เป็นอีกหนึ่งช่องทางสร้างรายได้พร้อมกับเป็นการสร้างความมั่นคงด้านอาหารสำหรับประเทศไทยอีกด้วย
แหล่งอ้างอิง : สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์, สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงสิงคโปร์
Bangkok Bank SMEเราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ
สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษาธนาคารกรุงเทพคลิกหรือสายด่วน1333