Skip to content

สมัยรัชกาลที่ 5 ไม่ทรงอนุญาตให้รัชกาลที่ 6 เสด็จฯงานพระเจ้าจอร์จที่ 5

19 ก.ย. 2565 | 16:09น.
สมัยรัชกาลที่ 5 ไม่ทรงอนุญาตให้รัชกาลที่ 6 เสด็จฯงานพระเจ้าจอร์จที่ 5

ราม วชิราวุธ หรือพระนามแฝง ของรัชกาลที่ 6 ทรงบันทึกเหตุการณ์ ส่งผู้แทนพระองค์ รัชกาลที่ 5 เสด็จฯร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ของพระเจ้าจอร์จ ที่ 5 แห่งสหราชอาณาจักร

ในหนังสือ “ประวัติต้นรัชกาลที่ 6” ซึ่งเป็นเป็นพระราชนิพนธ์โดย “ราม วชิราวุธ” หรือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงเสวยราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2453-2469 เป็นเรื่องราวประวัติศาสตร์ในช่วงปลายรัชสมัยรัชกาลที่ 5 ต่อเนื่องถึงต้นรัชกาลที่ 6

มีบทหนึ่ง “ราม วชิราวุธ” พระราชนิพนธ์ ในหัวข้อ “ปัญหาเรื่องจะส่งผู้แทนพระองค์ไปช่วยงานราชาภิเษกของพระเจ้ายอร์ชที่ 5” ซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย ถึงพระราชโอรส 3 พระองค์ ก่อนสรุปพระบรมราชานุญาต ให้ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ หรือ “น้องชายเล็ก” เสด็จฯ เป็นผู้แทนพระองค์

พระราชนิพนธ์ “ราม วชิราวุธ” ทรงบันทึกไว้ว่า…

“…ส่วนฉันได้ทราบเค้าว่าทูลกระหม่อมเองท่านออกจะทรงรู้พระองค์อยู่ว่าจวนจะถึงพระชนมายุขัย, เพราะในเดือนกันยายนศกนั้นเองฉันได้กราบบังคมทูลขอไปเปนผู้แทนพระองค์ในงานราชาภิเษกพระเจ้ายอร์ชที่ 5 แห่งประเทศอังกฤษ แต่หาโปรดให้ไปไม่ ไหน ๆ ก็ได้กล่าวขึ้นถึงเรื่องนี้แล้ว ฉันจะเล่าข้อความให้ตลอด, เพื่อให้เธอได้ทราบด้วยว่าน้องชายเล็ก….เป็นผู้ที่เห็นแก่ตัวและเอาเปรียบฉันปานใด ตามที่ฉันได้เคยเล่าให้เธอฟังมาแล้ว”

“น้องขอฉันคนนี้เป็นผู้ที่ตื่นกันว่าเปนคนฉลาดกว่าฉันมาแต่ไหนแต่ไร, และเสด็จแม่ทรงตามใจมากมาแต่เด็ก ๆ และถ้ามีเหตุทุ่งเถียงกับฉัน ฉันเปนต้องถูกตัดสินให้แพ้ทุกที, เหตุฉนี้แม้เมื่อเปนผู้ใหญ่ขึ้นแล้วน้องชายเล็กก็ไม่วายพยายามเอาเปรียบฉัน, และเมื่อใดทำการไม่ได้สมปรารถนาโดยลำพัง ก็มักอาศัยพระบารมีเสด็จแม่ช่วยทรงอุปถัมภ์อยู่เสมอ. ในเรื่องที่ฉันจะเล่าต่อไปนี้ก็เชื่อว่าได้รับพระอุปถัมภ์ของเสด็จแม่จึ่งได้สมปรารถนา แต่ฉันขอเล่าเรื่องตั้งแต่ต้นดีกว่า”

“ในชั้นต้นเมื่อได้มีกำหนดงานราชาภิเษกพระเจ้ายอร์ชที่ 5 ทูลกระหม่อมได้ทรงกะไว้ว่าจะให้น้องชายแดง (สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์) ไปเปนผู้แทนพระองค์ตามประเพณีที่ได้เคยมีมาในงานครั้งก่อน ๆ คือเจ้าฟ้าองค์ใดที่มีพระชันมษามากที่สุดในพวกเจ้าฟ้าที่ยังคงศึกษาอยู่ในประเทศยุโรป ก็มักได้รับเลือกเปนผู้แทนพระองค์ไปช่วยงานต่าง ๆ ในราชสำนักนานาประเทศ, ”

“ครั้นเมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2453 ซึ่งเปนวันเปิดประชุมนายทหารผู้ใหญ่ที่ศาลายุทธนาธิการ (ศาลากลาโหมเดี๋ยวนี้) น้องชายเล็กได้พูดขึ้นว่า มีสเตอร์ปีล (Mr.Arthur Robert Pee), อัคระราชทูตอังกฤษ, ได้พูดทักท้วงถึงเรื่องที่จะส่งน้องชายแดงไปในงานราชาภิเษกพระเจ้ายอร์ชที่อังกฤษ, คือมิสเตอร์ปีลบ่นอยู่ว่าน้องชายแดงอายุน้อยนัก (ในเวลานั้นน้องชายแดงอายุเพ่อจะได้ 17 ปี), และถามว่าทำไมไม่ส่งเจ้านายไปจากในนี้”

“กรมนครศรี ตีความว่าเขาต้องการให้ฉันไป, และกรมนครชัยศรีเอก็ทรงเห็นว่าถ้าฉันได้ไปยุโรปอีกคราว 1 ก็จะดี. ฉันเองก็เห็นด้วย เพราะในเวลานั้นฉันได้กลับมาจากยุโรปถึง 7 ปีแล้ว, ย่อมจะเรื้ออยู่บ้าง, ความรู้ในการงานในยุโรปบกพร่องไปทุกที, และหาความรู้เติมขึ้นใหม่ไม่ใคร่ทัน, เพราะขาดการฟังด้วยหูดูด้วยตา การงานใด ๆ ที่ได้ดูได้เห็นมาแล้วก็ดูและเข้าใจอย่างเด็ก ๆ และอย่างผู้ที่อยู่่ในที่นั้น, คงไม่ดีเท่าดูด้วยตาและรู้สึกด้วยใจผู้ใหญ่ที่ได้รู้การงานในเมืองของตนเองแล้ว เมื่อได้มีความเห็นตรงกันเช่นนี้แล้ว,”

“กรมนครชัยศรีกับฉันจึ่งพร้อมใจกันมอบให้น้องชายเล็กไปกราบบังคมทูลข้อความตามที่มิสเตอร์ปีลได้พูดกับเธอเอง ที่ได้ตกลงมอบให้เล็กไปทูลเช่นนั้น เปนความคิดของกรมนครชัยศรี, เพราะโดยปรกติมักจะได้เคยทรงทำเช่นนั้นในกิจการอันเนื่องด้วยราชสำนักต่างประเทศ”

“ครั้นเมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ.2453 กรมนครชัยศรี ได้บอกแก่ฉันว่าตกลงโปรดเกล้าฯ ให้น้องชายเล็กออกไปแทนพระองค์. ฉันได้ฟังข่าวเช่นนี้แล้วก็ได้เก็บเอาไปตรองอยู่ตลอดวัน 1 เพราะยังมิได้รู้ทางเหนือทางใต้เลยว่าเหตุใดทูลกระหม่อมจึ่งได้ทรงเลือกน้องชายเล็ก, และยังแลไม่เห็นเลยว่าเหตุใดน้องชายเล็กจึ่งจะเหมาะกว่าฉัน, เพราะฉันเปนผู้ที่ได้ไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษ และได้เปนผู้คุ้นเคยสนิทสนมกับเจ้านายอังกฤษยิ่งกว่าใคร ๆ,”

“ส่วนน้องชายเล็กเปนผู้ที่ได้เคยแสดงวาจาติเตียนอังกฤษอยู่เสมอ ๆ จนใคร ๆ ก็รู้, และอีกประการ 1 เธอมีเมียที่เปนที่น่ารังเกียจแก่เจ้านายชาติยุโรปอยู่ด้วย. ดังนี้จึ่งเข้าใจว่าอย่างไร ๆ ก็คงจะต้องได้มีการดำเนินอุบายลึกลับอะไรกันสักอย่าง 1 ซึ่งฉันยังมิได้ทราบ. ฉันต้องรับสารภาพว่าฉันรู้สึกเสียใจมากในการที่จะไม่ได้ไปยุโรป. เพราะฉันรู้สึกว่าถ้าไม่ได้ไปในโอกาสนั้นแล้วคงไม่มีโอกาสได้ไปอีก.”

“พะเอินในเวลาค่ำวันที่ 12 นั้นเอง เมื่อฉันเข้าไปเฝ้า, ทูลกระหม่อมได้พระราชทานรูปอักษรพระนามที่ได้ทรงจารึกไว้บนนอร์ดเคป. ในประเทศนอร์เวย์. และมีพระราชดำรัสว่า ถ้าฉันไปยุโรปเห็นจะต้องไปให้ถึงที่จารึกนี้ พระราชดำรัสนี้ทำให้ฉันยิ่งนึกอยากไปยุโรปมากขึ้นอีก, จนตกลงใจว่าต้องลองกราบบังคมทูลเข้าไปสักทีจงได้”

“ครั้นวันที่  13 กันยายน ฉันจึ่งได้มีหนังสือกราบบังคมทูลเข้าไปที่ทูลกระหม่อม, ขอพระราชทานไปยุโรป. สรุปความในหนังสือนั้นว่าตั้งแต่ฉันได้กลับเข้ามาจากยุโรปก็ได้ 7 ปีแล้ว, รู้สึกว่าข้อนข้างจะเรื้อ, ได้พูดจากับกรมนครชัยศรี เห็นพร้อมกันว่าควรจะไป, แต่อาศัยเหตุที่ยังมิได้มีโอกาสอันดี จึ่งยังมิได้กราบบังคมทูล, มาบัดนี้จะมีงานราชาภิเษกพระเจ้ายอร์ช, ดูเปนโอกาสที่ดีที่จะไปได้, เพื่อจะได้สำแดงอัธยาศัยไมตรีต่อพระองค์พระเจ้ายอร์ชและเจ้านายอื่น ๆ ณ ยุโรป ซึ่งได้เคยรู้จักมักคุ้นกันมาแล้วแต่ก่อนนั้น,”

“ทั้งจะได้มีโอกาสดูการงานต่าง ๆ ด้วยตาผู้ใหญ่, ซึ่งเชื่อว่าจะเปนประโยชน์ในทางที่จะสนองพระเดชพระคุณในราชการทั่วไปได้ดีขึ้น. อีกประการ 1 ชาวยุโรปกำลังจะเริ่มรู้จักเมืองเราขึ้นมา, แต่ฝ่ายไทยเรายังประกาศโฆษณาเมืองของเราเองไม่พอ. ธรรมดาประเทศต่าง ๆ ต้องอาศัยทูตของตนเปนผู้ทำให้ชนต่างชาติรู้จักและทึ่งในประเทศของตน,”

“แต่ราชทูตไทยไม่สามารถจะประกาศโฆษณาเมืองไทยได้ เพราะไม่เปนคนกว้างขวางเสียเลย, ราชทูตไทยไม่ใคร่จะได้พบปะกับผู้ใดนอกจากข้าราชการบางคน, และก็พบแต่เฉพาะในเมื่อไปพูดจากันด้วยข้อราชการเท่านั้น. เมื่อใช้ทูตทำน่าที่เปนผู้ประกาศเกียรติคุณของเมืองไทยยังไม่ได้แล้ว ก็ควรที่จะต้องส่งผู้ที่สามารถจะทำการเช่นนั้นได้ออกไปจากในกรุง, และฉันเชื่อว่าจะฉลองพระเดชพระคุณในน่าที่เช่นนั้นได้”

“ในเวลากลางคืนวันที่ 13 นั้นเอง ฉันได้รับพระราชหัตถเลขาตอบ มีความว่าเรื่องที่จะเกิดไปยุโรปกันนี้เกี่ยวด้วยเรื่องช่วยงานราชาภิเษก, จึงจำเปนจะต้องไปในต้นปีน่าของฝรั่ง. ข้อซึ่งจะโปรดให้น้องชายแดงไปนั้น เปนเด็กคงจะไม่พอประโยชน์ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่ายจริง แต่ถ้าจะเปลี่ยนเปนถึงให้ “มกุฏราชกุมาร” ออกไป ทรงพระราชดำริห์เห็นเปนข้อขัดข้อไม่สดวกหลายอย่าง, จะแบ่งเปนข้อ ๆ ตามที่ทรงระบุมาในพระราชหัตถเลขา ดังต่อไปนี้,-

1.ข้อสำคัญนั้นเปนไปเฉพาะช่วยงาน, หาได้เปนการเจริญทรงพระราชไมตรีทั่วไปไม่ ถึงจะไปที่อื่นก็เปนหลายเหตุ, ทรงพระราชดำริห์ว่าไม่จำเปนต้องถึงมกุฏราชกุมาร เพราะเหตุที่ระยะทางไกล, “และพ่อก็เจ็บ ๆ ไข้ ๆ ไม่สู้มั่นคง”

นี่ทำให้ฉันต้องชงักเสียแล้ว, และรู้สึกว่าทูลกระหม่อมท่านรู้สึกพระองค์อยู่ว่าเปน “ไม้ใกล้ฝั่ง” และถ้าหากจะทรงยกเหตุแต่ข้อนี้ข้อเดียว ฉันก็จำเปนต้องงดความคิดที่จะไปอยู่แล้ว.

2.เงินทองเวลานี้บกพร่องมาก ๆ งบประมาณต้องตัดลงร้อยละ 3 ยังจะต้องรับแขกเมือง, ซึ่งจำจะต้องเลิกงานพระศพ

แขกเมืองที่ทรงเตรียมรับเวลานั้นคือเจ้าวิลเฮล์ม รัชทายาทของไกเสอร์วิลเฮล์มที่ 2, ซึ่งกะว่าจะเข้ามาเยี่ยมกรุงสยามราวปลายปีนั้น

3.ซึ่งจะไปแต่เมืองเดียว 2 เมือง, และพลอม ๆ แพลม ๆ ก็ไม่ได้.ทรงพระราชดำริห์ว่าไม่ใช่โอกาสดี. คงจะมีเวลาซึ่งมีโอกาสดีหรือเปนการจำเปนดีกว่าไปช่วยงานนี้.

4.ในงานนี้ได้ทรงรับกับน้องชายเล็กไว้ว่าจะให้ออกไป, “เหตุด้วยเปนผู้ซึ่งไม่ได้เที่ยวมากเหมือนคนอื่น, ได้เห็นการน้อง, น่าที่ซึ่งเขารับราชการอยู่เดี๋ยวนี้ก็เปนน่าที่สำคัญ, ซึ่งควรจะเพิ่มเติมความรอบรู้ให้ทั่วถึง” การจะไปควรจะเป็นยศแต่ในเวลางาน, ที่เปนสำคัญก็ในเมืองอังกฤษและรัสเซีย, นอกนั้นต่อดูอะไรไม่ได้จึ่งค่อยเป็นเจ้า, ทรงพระราชดำริห์เห็นว่าพลิกแพลงได้ง่ายกว่า, เงินที่ใช้พอจะลดหย่อนให้น้อยลงได้,

“และน้องชายเล็กสัญญาว่า นอกจากเวลาไปราชการจะใช้เงินของตัวเองในการเที่ยวเล่น. “มีข้อที่จะพึงรังเกียจอยู่บางอย่างก็ได้พูดกันเปนที่เข้าใจชัดเจนตั้งแต่เมื่อไปอยู่เพ็ชรบุรีแล้ว” ทรงพระราชดำริห์ว่าเปนการเหมาะสมควรดีแล้ว จึงได้ตรัสตกลงไปแล้ว”

“ข้อที่พึงรังเกียจนั้น” หมายความถึง…., ซึ่งคงทรงเอาสัญญาว่าไม่ให้พาไปเข้าราชสำนักต่างประเทศ ส่วนข้อความอื่น ๆ ในข้อ 4 นั้นฉันรับสารภาพว่าได้ทำให้ฉันรู้สึกไม่สู้พอใจอยู่บ้าง, ดังจะได้อธิบายต่อไปข้างล่างนี้, ฉันเชื่อว่าทูลกระหม่อมก็คงจะได้ทรงรู้สึกอยู่เหมือนกันว่ามีข้อควรฉันจะไม่พอใจอยู่, จึ่งได้มีแถมความมาข้างท้ายพระราชหัตถเลขานั้นว่า.-

“อันที่จริงพ่อไม่เชื่อตัวพ่อเองว่าจะทนทานเท่าใด. หมู่นี้อยู่ข้างทุพลภาพ. โรคภัยก็เบียดเบียฬมาก, ขอให้สบายใจเถิด, ขออย่าให้ต้องว้าเหว่. เวลาที่ดียังมีข้างภายหน้า.”

“ทูลกระหม่อมทรงเขียนถ้อยคำเหล่านี้มาก็ด้วยพระราชประสงค์ที่จะตัดบท ไม่ให้ฉันได้เถียงได้อีกต่อไป, ฉันก็เปนอันตกลงใจในวันนั้นว่าต้องงดความคิดที่จะไปยุโรป. แต่ถึงหากได้ตกลงใจงดเช่นนั้นแล้ว ก็เหลือที่จะห้ามใจมิให้นึกอยู่ 2 ประการ.”

ประการที่ 1 คือนึกเสียดายว่าจะหาโอกาสไปยุโรปได้อีกโดยยาก, เพราะถ้าแม้ว่าจะกราบถวายบังคมลาไปยุโรปแต่สำหรับไปเที่ยวเท่านั้น คงต้องถูกคนติเตียนต่าง ๆ นานา, จึ่งจำเปนอยู่ที่จะมีเหตุยกขึ้นอ้างได้ 2 อย่าง, อย่าง 1 คือมีโรคภัยซึ่งจำจะต้องไปรักษาที่ยุโรป, หรืออีกอย่าง 1 ก็ไปช่วยงานพิเศษ. เหตุอย่างที่ 1 ไม่เปนเหตุที่พึงปรารถนาให้มีขึ้น, เหตุที่ 2 ไม่แน่ว่าจะมีขึ้นอีกเมื่อใดที่จะเปนโอกาสเหมาะ ฉันนึกในใจว่า เมื่อไม่ได้ไปในงานราชาภิเษกพระเจ้ายอร์ชแล้ว น่าจะต้องระงับความคิดไปยุโรปเสียอีกนาน.

ประการที่ 2 นึกเสียใจ (หรือจะว่าโกรธฉันก็ไม่เถียง) ในการที่น้องชายเล็กได้เอาเปรียบฉันอย่างซึ่ง ๆ หน้าแท้ ๆ . ในเมื่อพูดปรารภกันถึงการส่งผู้แทนไปช่วยงานราชาภิเษกพระเจ้ายอร์ชนั้น เมื่อน้องชายเล็กอยากไปทำไมจึ่งมิได้พูดขึ้นเสียในเวลาที่ปรึกษาหาฤๅกัน ? ครั้นเมื่อปรึกษาตกลงกันแล้วว่าเห็นควรให้ฉันเปนผู้ไป, และน้องชายเล็กได้รับมอบให้นำความเรื่องราชทูตอังกฤษทักท้วงเรื่องจะส่งน้องชายแดงนั้นไปกราบทูลให้ทูลกระหม่อมทรงทราบ, เธอไพล่ไปฉวยโอกาสกราบทูลขอไปเสียเอง.

“จริงอยู่ได้พูดตกลงกันว่าอย่าให้ไปทูลว่าเห็นควรให้ฉันไป, ทั้งนี้ก็เพราะฉันเองกับกรมนครชัยศรีเห็นว่าจะเปนการ “สอนพระราชา”, ไม่เปนการสมควร, ควรรอให้ทรงหาฤๅก่อนจึ่งค่อยทูลความเห็น อย่างเช่นที่เคยเปนแบบมาแต่ก่อน น้องชายเล็กฉวยโอกาสทูลขอไปเสียเองเช่นนั้น ถ้าหากจะต่อว่ากันขึ้น แกก็คงแก้ตัวไปด้วยโวหารดื้อ ๆ ดัน ๆ ตามแบบของแก, เพราะเปนแบบของแก ปล่อยให้ความปรารถนาของตนเองบังคับใจของแกให้ลงมือทำกิจการอะไร ๆ โดยมาก, แล้วจึ่งตรองหาทางแก้ด้วยโวหารภายหลัง,”

“และอย่างไร ๆ แกก็ไม่ยอมว่าตัวแกผิด, หมดทางที่จะแก้ด้วยโวหารแล้ว ก็เลยโทโษพลุ่มพล่ามลามลุกไปใหญ่, จนใคร ๆ ต้องยอมแพ้แกเพราะขี้คร้านจะทะเลาะ ในการที่ฉวยโอกาสเอาเปรียบฉันในเรื่องไปยุโรปนั้น ฉันเชื่อว่าแกได้ไปทูลหาฤๅเสด็จแม่แล้ว และทรงสนับสนุนแกด้วยตามเคย เพราะถ้ามิฉนั้นแกจะไปทูลรับกับทูลกระหม่อมได้หรือ ว่าในเวลาเที่ยวเล่นจะใช้เงินของตัวเอง ? เงินของแกนั้นแกได้เปนผู้เก็บเองเมื่อไร, เสด็จแม่ทรงดูแลแทนอยู่ต่างหาก.”

“ฉันรู้สึกเสียใจที่น้องชายเล็กนั้น แต่เล็กจนใหญ่ไม่วายคิดเอาเปรียบฉัน, และนึกน้อยใจที่เห็นตัวฉันอาภัพจริง ๆ ที่เปนลูกแม่ไม่รัก”

“ครั้นเวลาบ่ายวันที่ 14. เมื่อเสร็จกิจธุระของฉันที่ศาลายุทธนาธิการแล้ว, ฉันจึ่งได้พูดกับกรมนครชัยศรีต่อไปถึงเรื่องไปยุโรป ฉันเล่าให้กรมนครชัยศรีฟังว่าได้มีหนังสือกราบบังคมทูลเข้าไปอย่างไร, และได้รับตอบอย่างไร. กรมนครชัยศรีจึ่งได้เล่าขึ้นว่า เมื่อวันเสาร์ก่อนนั้น (ที่ 10 กันยายน) มิสเตอร์ปีลได้เชิญกรมนครชัยศรีไปเสวยที่บ้าน.”

“เขาได้พูดถึงเรื่องน้องชายแดงจะไปในงานราชาภิเษก, เขาเห็นว่าเด็กนัก, แล้วเขาจึ่งถามขึ้นว่า “ทำไมไม่ส่งพระยุพราชออกไป”. กรมนครชัยศรี ตอบปัด ๆ ไว้ว่า บางทีจะไปยาก, เพราะทางนี้บางทีก็มีเวลาที่ต้องเปนประธานในพระนคร. มิสเตอร์ปีลถามว่า พระเจ้าอยู่หัวประชวรมากถึงเพียงนั้นทีเดียวหรือ. กรมนครชัยศรีจึ่งได้ทรงแก้ว่าไม่ใช่เช่นนั้น,”

“แต่ธรรมเนียมไทยกับฝรั่งผิดกัน, คือตามธรรมเนียมไทย ถ้าพระเจ้าอยู่หัวเสด็จไม่อยู่ในกรุงเมื่อใดก็ต้องมีใครเปนประธานกำกับราชการอยู่คน 1 ราชทูตอังกฤษได้ถามต่อไปว่า ถ้าจะส่งพระยุพราชไปไม่ได้ ก็จะส่งเจ้านายออกไปจากกรุงเทพฯ สักองค์ 1 ไม่ได้หรือ. เช่นพระองค์ท่านเองเปนต้น. กรมนครชัยศรีตอบว่าพระองค์ท่านเองเสด็จไม่ได้, เพราะมีราชการอยู่มาก, แต่บางทีจะมีเจ้านายองค์อื่นเสด็จไปได้.”

“แล้วกรมนครชัยศรีได้มีลายพระหัตถ์กราบบังคมทูลถึงการสนทนากับราชทูตอังกฤษ, และได้ทรงแสดงความเห็นว่า ควรให้ฉันหรือสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอองค์ 1 ออกไป, ก็ได้รับพระราชหัตถเลขาตอบว่า ได้ทรงรับกับน้องชายเล็กไว้แล้วว่าจะให้ออกไป, กรมนครชัยศรีจึ่งได้บอกข่าวให้ฉันทราบเมื่อวันที่ 12. ตามที่กรมนครชัยศรีได้เล่าถึงการสนทนากับราชทูตอังกฤษนั้น ก็พอเปนทางที่จะให้เดาได้อยู่ว่า เขาได้พูดกับน้องชายเล็กอย่างไร”

“ฉันเห็นว่าเปนธรรมดาฝ่ายเขานั้นจะต้องอยากให้ฉันไป. ส่วนการที่ทูลกระหม่อมไม่โปรดให้ฉันไปเพราะเหตุใด้บ้างฉันก็พอเข้าใจได้เหมือนกัน. แต่ฉันอดเคืองไม่ได้ในการที่น้องชายเล็กได้ประพฤติต่อฉันโดยอาการที่เปนลับลมคมใน, ไม่ตรงไปตรงมา. ถ้าเธอได้นำความกราบบังคมทูลตามที่ได้พูดจาตกลงกันไว้นั้นแล้ว, และทูลกระหม่อมได้ทรงวินิจฉัยเองว่าจะให้ฉันไปไม่เหมาะสม และทรงเลือกตัวเธอเองฉนั้น, ก็ควรที่น้องชายเล็กจะบอกแก่ฉันเองจึ่งจะถูก”

“นี่เธอรู้อยู่ดีทีเดียวว่าเธอมิได้ทำการอย่างตรงไปตรงมา, จึ่งได้ปิดไม่บอกความให้ฉันทราบ, ปล่อยให้ฉันได้ทราบทางกรมนครชัยศรี. ถึงแม้กรมนครชัยศรีก็มิได้ทรงทราบว่าทูลกระหม่อมได้ทรงเลือกให้น้องชายเล็ก, จึงได้มีลายพระหัตถ์กราบบังคมทูลเข้าไปดังได้กล่าวแล้วข้างบนนี้. ฉันเชื่อว่ากรมนครชัยศรีก็คงนึกอย่างไร ๆ อยู่ในการที่เล็ก ประพฤติเช่นนั้น”