TDRI วิเคราะห์ดีล “ทรู-ดีแทค” เมื่อเหลือผู้เล่น 2 ราย ทางออกที่รัฐต้องทำ

ทรู ดีแทค

TDRI วิเคราะห์ผลดี-ผลเสีย ดีล “ทรู ดีแทค” แบบละเอียด หากเหลือผู้เล่น 2 ราย ไม่ต้องทำสงครามราคา ถ้ารายใหญ่ประกาศขึ้นราคาค่าบริการก่อน อีกรายก็จะขึ้นตาม แนะผู้กำกับดูแล กสทช. ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างผลดีและผลเสียของการควบรวมระหว่างทรูกับดีแทคให้ดี

วันที่ 6 ธันวาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า ดร. นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้เขียนบทความ เรื่อง การควบรวมทรูกับดีแทค โดยบทความนี้ได้วิเคราะห์ทางออกและข้อจำกัดของนโยบายและกฎหมายโทรคมนาคมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการควบรวมธุรกิจและการแข่งขันทางการค้า โดยเฉพาะปัญหาความยากลำบากในการกำกับควบคุมธุรกิจขนาดใหญ่

ดร. นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)
ดร. นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

 

ทั้งนี้เนื้อหาของบทความระบุว่า ข่าวการควบรวมระหว่างบริษัททรูมูฟเอชกับบริษัทดีแทคไตรเน็ตเป็นข่าวใหญ่ที่สุดข่าวหนึ่งในปีนี้ เพราะนอกจากจะมีผลกระทบด้านการเงินการลงทุนแล้ว ยังจะมีผลกระทบมหาศาลต่อผู้บริโภคและธุรกิจต่าง ๆ ที่ใช้บริการโทรคมนาคม รวมทั้งธุรกิจด้านฟินเทค ซัพพลายเออร์ ผู้ค้าปลีก-ค้าส่งโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ ตลอดจนบริการต่าง ๆ ที่ต้องอาศัยเครือข่ายของโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม

รูปแบบและเหตุผลของการควบรวมธุรกิจ

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2564 บริษัทเทเลนอร์ บริษัทแม่ของดีแทคได้ออกข่าวประชาสัมพันธ์ (press release) ให้ข้อมูลที่ชัดเจนว่าขั้นตอนการควบรวมกันจะเริ่มจากการทำคำเสนอซื้อหุ้นโดยสมัครใจ (voluntary tender offer) ในหุ้นทั้งหมดของสองบริษัท โดยจะซื้อหุ้นของดีแทคในราคา 47.76 บาท (vto price) และหุ้นของทรูในราคา 5.09 บาท

หลังจากนั้นจะจัดตั้งบริษัทใหม่ที่บริษัทลูกของสองฝ่ายมีความเท่าเทียมกัน (ข่าวใช้คำว่า amalgamation) โดยกำหนดอัตราการแลกหุ้นทรู 10.2121 หุ้นต่อหนึ่งหุ้นของดีแทค เพื่อให้ทั้งสองบริษัทมีสัดส่วนการเป็นเจ้าของในบริษัทใหม่ที่เท่ากัน (หรือที่ทรูและดีแทคเรียกว่า การร่วมมืออย่างเท่าเทียมกัน equal partnership ที่ตอนแรกสร้างความสับสนว่าหมายถึงอะไร)

รองประธานฝ่ายบริหารของกลุ่มเทเลนอร์ระบุชัดเจนว่า หลังควบรวมจะร่วมกับหุ้นส่วนอื่น ๆ ระดมทุน 100 -200 ล้านเหรียญเพื่อสร้างกองทุน venture capital สนับสนุนธุรกิจเริ่มต้นด้านดิจิทัล (digital startups) ที่มีสินค้าและบริการใหม่ ๆ ที่มีอนาคตดี

อย่างไรก็ตาม ไม่มีการแถลงเหตุผลเบื้องหลังแท้จริงที่เทเลนอร์ตัดสินใจให้ดีแทคควบรวมกับทรู ก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือนเทเลนอร์ก็ตัดสินใจให้บริษัทลูกด้านโทรคมนาคม (Celcom Digi) ในมาเลเซีย ควบรวมกับ Celcom Axiata ในลักษณะการร่วมมืออย่างเท่าเทียมแบบเดียวกับการควบรวมทรูกับดีแทค

ทั้งคู่เป็นบริษัทอันดับสองและสามเหมือนในไทย มีข้อสังเกตจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐ ระบุว่า กลุ่มทเลนอร์อาจพบว่าการทำธุรกิจของบริษัทต่างชาติในประเทศอื่นไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม และไม่ได้รับความสะดวกเท่ากับบริษัทของคนในชาติ การแข่งขันจึงไม่ยุติธรรม

ผลกระทบของการควบรวม

การควบรวมธุรกิจมีทั้งผลดีและผลเสียต่อธุรกิจ เศรษฐกิจและผู้บริโภค ผลดี ที่ชัดเจนเกิดจากการที่บริษัททั้งสองต่างมีความเชี่ยวชาญต่างกัน เกิดการประสานพลังกัน (synergy) ตามเอกสารแถลงข่าวของกลุ่มเทเลนอร์ข้างต้นระบุว่าการควบรวมจะก่อประโยชน์จากจุดเด่นที่สุดของแต่ละฝ่าย

ขณะที่กลุ่มซีพีมีเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้เกี่ยวข้องในวงการโทรคมนาคม เทเลนอร์มีประสบการณ์สูงด้านธุรกิจดิจิทัลในเอเชีย

นอกจากนั้นการควบรวมจะช่วยให้ ซีพีสามารถเพิ่มการลงทุนโดยไม่ต้องก่อหนี้ที่ปัจจุบันเป็นภาระหนักอึ้ง ต้นทุนการทำธุรกิจของทั้งคู่น่าจะลดลง อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์ด้านการเงินต่างให้ความเห็นว่าคงต้องใช้เวลานานก่อนที่การควบรวมจะเกิดประโยชน์ที่ชัดเจนต่อบริษัทและผู้ถือหุ้น

(เช่น ประสิทธิภาพของเครือข่าย คุณภาพของบริการและประเภทบริการใหม่ ๆ ที่ทันสมัย เป็นต้น) เพราะกว่ารูปแบบบริษัทใหม่จะลงตัวคงใช้เวลาอีกหลายเดือน รวมทั้งปัญหาวัฒนธรรมการทำงานที่ต่างกันระหว่างระบบเถ้าแก่ กับระบบตะวันตกที่เน้นความโปร่งใสต่อผู้ถือหุ้น

หลังจากข่าวการควบรวม มีนักวิชาการ กลุ่มผู้บริโภคและสื่อต่าง ๆ ที่ให้ข้อคิดเห็นเรื่องผลกระทบต่อราคาค่าบริการและคุณภาพของบริการ ประเด็นหลักคือ ผลเสียต่อผู้บริโภคและธุรกิจที่ใช้บริการโทรคมนาคมและดิจิทัลจะมีมากน้อยเพียงใด ต้องพิจารณาจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาดที่จำนวนผู้ให้บริการจะลดจาก 3 รายเหลือ 2 ราย ทำให้ตลาดมีการกระจุกตัวเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล (ดูประเด็นนี้เพิ่มเติมข้างล่าง)

เดิมส่วนแบ่งตลาดของผู้ให้บริการ 3 รายคือ เอไอเอส 46% ทรู 32% และดีแทค 22% (ฟิทซ์ เรทติ้งส์ ประชาชาติธุรกิจ 23 พฤศจิกายน 2564) เปลี่ยนไปเป็นบริษัทใหม่จากการควบรวมจะมีส่วนแบ่งตลาดมากที่สุด คือ 54%

สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ (ในรายการตอบโจทย์ เมื่อ 22 พฤศจิกายน 2564) ให้หลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนว่าในอดีตเมื่อมีผู้ให้บริการโทรคมนาคมเพียง 2 ราย นอกจากค่าบริการจะแพงลิบ โปรโมชั่นน้อย คุณภาพบริการแย่แล้ว

ผู้ให้บริการยังสามารถใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ ในการเอาเปรียบผู้บริโภค เช่น การที่ผู้ให้บริการรายหนึ่งใช้อีมี่ (International Mobile Equipment Identity หรือ IMEI ที่เป็นหมายเลขเฉพาะตัวเองของโทรศัพท์ในระบบ GSM ที่มีไว้เพื่อแก้ปัญหาเครื่องถูกขโมยในสมัยก่อน) บังคับให้ผู้ใช้บริการต้องซื้อเครื่องของผู้ให้บริการรายดังกล่าวด้วย แต่หลังจากมีผู้ให้บริการ 3 ราย การแข่งขันก็ดุเดือดขึ้น ทำให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์



ถึงแม้จะมีข่าวว่ามีความพยายามหลายครั้งที่ผู้ให้บริการทำข้อตกลงร่วมมือกันบางเรื่อง แต่หลังจากนั้นกลับไม่เคยมีใครทำตามข้อตกลงดังกล่าว อีกตัวอย่างคือโอเปค ที่หลายครั้งประเทศสมาชิกรายใหญ่พยายามให้สมาชิกทุกประเทศลดหรือดำรงปริมาณการผลิตน้ำมันเพื่อขึ้นราคาน้ำมัน แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะจะมีประเทศสมาชิกบางรายที่เบี้ยวไม่ทำตามข้อตกลง นี่คือข้อดีของการมีคู่แข่งขันมากราย

อันตรายของการปล่อยให้ตลาดมีผู้ให้บริการเพียง 2 ราย ผู้ให้บริการไม่ต้องเสียเวลาแอบประชุมทำข้อตกลงกันแบบลับ ๆ วิธีง่าย ๆ ตรงไปตรงมา คือ ผู้ให้บริการรายใหญ่ที่สุดขึ้นราคาก่อน ผู้ให้บริการอีกรายก็จะทำตามทันที เพราะต่างฝ่ายต่างก็ได้ประโยชน์ ไม่ต้องทำสงครามราคากัน หรือแข่งขันกันในเรื่องต่าง ๆ ให้เหนื่อย

ในอดีตเมื่อหนังสือพิมพ์ยังเป็นสื่อหลักของสังคม สื่อหัวสีฉบับหนึ่งที่มีส่วนแบ่งตลาดมากที่สุด สามารถขึ้นราคาหนังสือพิมพ์ของตนได้อย่างง่ายดายทุกครั้งที่ต้นทุนค่ากระดาษสูงขึ้น หนังสือพิมพ์ฉบับอื่น ๆ ที่ต่างก็มีส่วนแบ่งตลาดเล็กน้อย จำต้องขึ้นราคาตามทั้ง ๆ ที่บางครั้งการขึ้นราคาตามผู้นำจะทำให้ตนเสียลูกค้าไปบางส่วนก็ตาม

นอกจากนั้น การมีผู้ประกอบการเพียง 2 รายจะทำให้รัฐได้เงินค่าประมูลคลื่น 6G ลดลง ในอนาคต

ฎหมายและการกำกับควบคุมธุรกิจโทรคมนาคม

คลื่นความถี่เป็นสมบัติสำคัญของประเทศ จึงจำเป็นต้องมีกฎหมายกำกับควบคุมเพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์สูงสุดสำหรับประชาชน ระบบเศรษฐกิจ ธุรกิจ ตลอดจนความมั่นคงของประเทศ การควบรวมธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่ย่อมมีผลกระทบอย่างมาก จึงมีความจำเป็นที่รัฐจะต้องมีกฎเกณฑ์ในการพิจารณาอนุญาต โดยการชั่งน้ำหนักระหว่างผลดีทั้งต่อผู้ประกอบการ และการลงทุนรับมือกับความท้าทายด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆในอนาคต กับ ผลเสียที่จะเกิดกับประชาชนและธุรกิจผู้ใช้บริการโทรคมนาคม

ธุรกิจโทรคมนาคมอยู่ภายใต้การบังคับของกฎมายหลายฉบับ ที่สำคัญคือ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุและกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2543 และฉบับแก้ไข รวมทั้ง พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 และฉบับแก้ไข นอกจากนี้กิจการโทรคมนาคมยังอยู่ภายใต้การบังคับของกฎหมายแข่งขันทางการค้าอีกด้วย

ประกาศคณะกรรมการโทรคมนาคมเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการควบรวม และการถือหุ้นไขว้ในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ระบุความหมายของการควบรวมกิจการ วิธีการและขั้นตอนของการขออนุญาตควบรวม และที่สำคัญที่สุด คือ ประกาศหมวดที่ 2 ข้อ 8 ที่ห้ามมิให้ผู้รับใบอนุญาตกระทำการควบรวมกิจการอันส่งผลให้เกิดการครอบงำตลาดที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดเกณฑ์ “เชิงปริมาณ” ในการวัด “ระดับการครอบงำตลาด” อย่างชัดเจน

โดยการพิจารณาจากค่าดัชนีการกระจุกตัว หรือดัชนีเฮอร์ฟินดาห์ล-เฮิร์ชแมน (Herfindahl-Herschman index – HHI) ที่วัดจากส่วนแบ่งตลาดของผู้รับใบอนุญาตแต่ละรายในตลาด ก่อนและหลังการควบรวม กล่าวคือ หากก่อนการควบรวม ค่า HHI มากกว่า 1,800 แล้วหลังการควบรวม ปรากฏว่าค่า HHI เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นมากกว่า 100% แสดงว่าการควบรวมกิจการทำให้ตลาดมี “การกระจุกตัวสูง” ให้ถือว่าการควบรวมส่งผลด้านลบต่อการแข่งขันจนถือว่าเป็น “การครอบงำตลาดที่เกี่ยวข้อง”

ก่อนการควบรวมระหว่าง ทรูกับดีแทค ค่า HHI เท่ากับ 3,624 ซึ่งสูงกว่า 1,800 ตามหลักเกณฑ์ในประกาศฯข้อ 8 หากการควบรวมประสบความสำเร็จ ค่า HHI จะเท่ากับ 5,032 ซึ่งสูงอย่างน่าตกใจ (สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ตอบโจทย์ 22 พฤศจิกายน 2564)

ดังนั้นถ้ายึดหลักเกณฑ์ HHI นี้ คณะกรรมการโทรคมนาคมจะต้องไม่อนุญาตให้มีการควบรวมกิจการระหว่าง ทรูกับดีแทค โดยเด็ดขาด

แต่ประกาศฯข้อ 9 กำหนดข้อยกเว้นไว้ 4 ข้อ กล่าวคือ “แต่ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นว่าการควบรวมกิจการอาจทำให้เกิดการครอบงำตลาดที่เกี่ยวข้อง ให้คณะกรรมการสั่งห้ามการควบรวมกิจการ เว้นแต่เพื่อประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจหรือความมั่นคงของประเทศ หรือเพื่อส่งเสริมให้มีการลงทุนและสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม หรือ เพื่อประโยชน์สาธารณะ คณะกรรมการอาจสั่งอนุญาตให้ควบรวมกิจการได้ โดยคำสั่งของคณะกรรมการให้ถือเป็นที่สุด”

อุตส่าห์เขียนกฎหมายที่กำหนดหลักเกณฑ์เชิงปริมาณอย่างเคร่งครัด แต่คงไม่สำคัญเท่ากับข้อยกเว้นทั้งสี่ประการ ที่เปิดโอกาสให้มีการใช้ดุลยพินิจอย่างกว้างขวาง

จึงไม่น่าแปลกใจที่ทั้งสองบริษัทแถลงข่าวโดยเน้นประโยชน์ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลของประเทศ เทเลนอร์ให้ข่าวว่า “บริษัทใหม่จะสามารถใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุนให้ไทยเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ด้วยการนำความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีมาให้บริการที่น่าสนใจและมีคุณภาพสูง”

ส่วนทรู เน้นประเด็นว่า การควบรวมจะทำให้มีการปรับโครงสร้างของบริษัทไทยสู่การเป็นบริษัทเทคโนโลยี สามารถแข่งขันกับผู้เล่นชั้นนำระดับโลก สามารถให้บริการเครือข่ายอัจฉริยะ สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการด้านดิจิทัลสามารถใช้ศักยภาพได้อย่างเต็มที่ และดึงดูดคนเก่ง ๆ (ด้านดิจิทัล) มาทำธุรกิจในไทยตลอดจนการส่งมอบเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้กับลูกคา เพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจด้านดิจิทัล

ทางออก

โชคดีที่กฎหมายโทรคมนาคมฉบับใหม่ให้ทางออกที่จะสามารถดำรงโครงสร้างตลาดที่ยังคงมีผู้ประกอบการรายใหญ่ 3 รายไว้ได้ พระราชกฤษฏีกาให้ใช้บังคับบทบัญญัติตามที่กำหนดในมาตรา 30 วรรคหนึ่งแห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2563 พ.ศ. 2564 มาตรา 5 กำหนดให้สามารถโอนใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ที่มีอยู่ในวันก่อนที่ พรฎ. นี้ใช้บังคับ

ดีแทคเองก็สามารถขายใบอนุญาตการใช้คลื่นความถี่ให้แก่ผู้ประกอบการโทรคมนาคมรายอื่นได้หากบริษัทไม่ต้องการทำธุรกิจโทรคมนาคมในประเทศไทยอีกต่อไป หรือหากยังต้องการทำธุรกิจต่อก็สามารถแสวงหาหุ้นส่วนธุรกิจอื่นที่เหมาะสม ในฐานะที่ดีแทคและบริษัทเทเลนอร์มีแนวทางการทำธรุกิจที่โปร่งใส มีธรรมาภิบาล รับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น ดีแทคก็สมควรจะยึดหลักปฏิบัติด้านธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด เพราะแผนการควบรวมธุรกิจ ในขณะนี้จะส่งผลลบต่อการแข่งขันจนถือเป็นการครอบงำตลาดที่เกี่ยวข้อง

ฉะนั้นภาระกิจสำคัญของคณะกรรมการ กทสช. คือ การชั่งน้ำหนักระหว่างผลดีและผลเสียของการควบรวมระหว่างทรูกับดีแทค งานสำคัญที่ต้องเตรียมการ คือ การกำหนด/จำกัดขอบเขตการใช้ดุลพินิจตามข้อยกเว้น 4 ข้อข้างต้น เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 77 และ พ.ร.บ. หลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 มาตรา 21 (7) เรื่องการกำหนดหลักเกณฑ์การใช้ดุลยนินิจของเจ้าหน้าที่รัฐและระยะเวลาในการดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ที่บัญญัติไว้ในกฏหมายให้ชัดเจน คณะกรรมการ กสทช. ยังมีเวลาพอสมควรที่จะจัดทำหลักเกณฑ์การใช้ดุลยพินิจดังกล่าวก่อนที่ทูรและดีแทคจะยื่นเรื่องของอนุญาตควบรวม

นอกจากนั้นในระหว่างการกำหนดหลักเกณฑ์การใช้ดุลยนิพิจ คณะกรรมการควรจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและประชาชนทั่วไป รวมทั้งเปิดเผยรายงานการรับฟังความคิดเห็นการกำหนดหลักเกณฑ์การใช้ดุลยพินิจจะช่วยให้คณะกรรมการพิจารณาอนุญาต/ไม่อนุญาตให้มีการควบรวมได้บนพื้นฐานของหลักเกณฑ์เชิงภววิสัยที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ประกอบ คำตัดสินจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้บริโภค ธุรกิจ และความมั่งคงแห่งรัฐ (เช่น การที่รัฐไม่ถูกครอบงำโดยอิทธิพลของธุรกิจใหญ่) ตลอดจนประโยชน์สาธารณะ

ปัจฉิมบท

เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการบังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้า และการพิจารณาอนุญาตให้ธุรกิจควบรวมกัน เป็นเรื่องเศรษฐศาสตร์การเมือง โอกาสในการแก้ไขกฎหมายและการไม่อนุญาตให้ควบรวมคงมีน้อยมาก เพราะ ผู้บริโภคไม่มีพลังมากเท่าธุรกิจมูลค่าแสนล้าน แม้ผู้บริโภคจะมีจำนวนมาก แต่ผลประโยชน์ที่จะได้รับจากกฎหมายแข่งขันทางการค้ามักกระจัดกระจาย ไม่สามารถรวมตัวกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่มีผลประโยชน์ที่ชัดเจน สามารถผนึกกำลังกันได้อย่างเข้มแข็ง มิหนำซ้ำยังเป็นผู้บริจาครายใหญ่ให้พรรคการเมือง

แต่นั่นมิได้แปลว่าผู้บริโภคจะต้องหมดหวัง และหมดศรัทธากับกฎหมายแข่งขันทางการค้า บทเรียนในต่างประเทศมีหลักฐานชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงและการบังคับใช้กม.แข่งขันทางการค้าอย่างจริงจัง เกิดขึ้นได้หากฝ่ายการเมืองเข้าใจประโยชน์ของการแข่งขัน และเอาจริงกับการบังคับใช้กฎหมาย โดยได้รับการสนับสนุนจากมวลชน

ในช่วง 12 ปีแรกนับตั้งแต่การตรากฎหมายต่อต้านการผูกขาดในสหรัฐอเมริกา (The Sherman Antitrust Act 1890) กฎหมายดังกล่าวเป็นเพียงเสือกระดาษ เพราะศาลสูงสุดของสหรัฐฯยังคงตัดสินเข้าข้างธุรกิจใหญ่ จนกระทั่งปี 1902 ประธานาธิบดีธีโอดอร์ โรสเวลต์ ประสบความสำเร็จในการบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการผูกขาดกับกลุ่มผู้ผูกขาดรถไฟที่นำโดยอภิมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพล นายเจพี มอร์แกน ในข้อหารวมหัวกันผูกขาด ด้วยพลังสนับสนุนของมหาชน ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ตัดสินให้ยุบบริษัทดังกล่าว

ในสหภาพยุโรปเอง กรรมาธิการแข่งขันทางการค้าก็สามารถบังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าเพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบธุรกิจทุกรายในประเทศสมาชิกสหภาพยุโป ว่าจะสามารถแข่งขันกันได้อย่างเท่าเทียม ไม่มีการเลือกปฏิบัติ เป็นธรรม และเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้บริโภค

ขณะนี้ ในสหรัฐอเมริกา การเติบใหญ่อย่างรวดเร็วของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลกำลังสร้างความวิตกกังวลว่า นอกจากการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ทำลาย/หยุดยั้งการเติบโตของวิสาหกิจเริ่มต้นด้านเทคโนโลยี (tech startup) การใช้ข้อมูลของผู้บริโภคอย่างไม่ชอบธรรมแล้ว นักวิชาการและนักการเมืองทั้งขั้วพรรคเดโมแครตและพรรครีพลับบลิกันต่างเกรงว่าบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านั้นจะมีอิทธิพลทางการเมืองด้วย

ดังนั้นประธานาธิบดีโจ ไบเดน จึงแต่งตั้งทีมที่ปรึกษาหัวก้าวหน้าเข้ามาดูแลเรื่องนโยบายต่อต้านการผูกขาด
หวังว่าผู้บริโภค นักวิชาการและภาคประชาสังคมของไทยจะสามารถรวมพลังในการแสวงหาหลักฐานเชิงประจักษ์ และรณรงค์ให้สาธารณชน นักการเมืองและพรรคการเมืองไทยมีความเข้าใจอย่างแท้จริง ว่านโยบายแข่งขันทางการค้า คือ เสาหลักที่จะนำไปสู่ การพัฒนาและการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ๆ อันจะเป็นผลดีต่อผู้บริโภค


การแข่งขันอย่างเท่าเทียมเท่านั้นที่จะส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยแข็งแกร่งขึ้น ระบบเศรษฐกิจจะเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ