Skip to content

“ปลากดคัง สตาร์ทอัพ” ผุด AI Co-Founder หนุน “ธุรกิจตัวคนเดียว” ขับเคลื่อนศก.ไทยใหม่

30 ม.ค. 2569 | 08:01น.
“ปลากดคัง สตาร์ทอัพ” ผุด AI Co-Founder หนุน “ธุรกิจตัวคนเดียว” ขับเคลื่อนศก.ไทยใหม่

“ปลากดคัง สตาร์ทอัพ” อ่านขาดโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ชี้ทางรอดไทยไม่ใช่แค่กระตุ้นทุนใหญ่ แต่คือการติดอาวุธ “Solopreneur” กว่า 20 ล้านรายด้วย AI Co-Founder ยกระดับผู้ประกอบการวันแมนโชว์ให้แกร่งเท่าองค์กร ชูแนวคิด “Bonsai Growth” โตแบบต้นบอนไซที่เน้นรากฐานและคุณภาพ นำร่องพิษณุโลกเป็นแซนด์บอกซ์สร้างเศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืน

นายบวรเดช หล้าแหล่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปลากดคัง สตาร์ทอัพ จำกัด เปิดเผยถึงทิศทางเศรษฐกิจและการปรับตัวของภาคธุรกิจไทยท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ว่าปัจจุบันโจทย์ใหญ่ของประเทศไม่ใช่เพียงการกระตุ้นการลงทุนจากภาคธุรกิจขนาดใหญ่เช่นในอดีต

แต่คือการเร่งยกระดับศักยภาพของ “คนตัวเล็ก” หรือฐานเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของประเทศซึ่งประกอบด้วยแรงงานอิสระที่มีจำนวนสูงถึง 20.2 ล้านคน และกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมไปถึงผู้ประกอบการรายบุคคล ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 99.5% ของธุรกิจทั้งประเทศ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจถึง 34.9% ของ GDP

ดังนั้น ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนชัดเจนว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคที่ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยองค์กรขนาดใหญ่อีกต่อไป แต่กำลังเข้าสู่ยุค Solopreneur Economy ซึ่งต้องมองผู้ประกอบการเดี่ยวเหล่านี้ให้เป็นหน่วยผลิตทางเศรษฐกิจที่มีศักยภาพ (Economic Unit) ไม่ใช่เพียงแรงงานนอกระบบ

นายบวรเดช ขยายความว่า โดยจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะทำให้ Solopreneur Economy เกิดขึ้นได้จริงคือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามาปลดล็อกข้อจำกัดด้านผลิตภาพ ทำให้บริษัทฯ เลือกที่จะวางยุทธศาสตร์องค์กรในฐานะผู้ร่วมออกแบบโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจใหม่ ผ่านนวัตกรรม AI Co-Founder ซึ่งเป็นปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะในรูปแบบ AI Avatar ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อทำหน้าที่เสมือนผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจ

โดยเบื้องต้น AI ดังกล่าวจะสามารถคิด วิเคราะห์ และร่วมตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้รอบด้าน ทั้งการตลาด การเงิน กฎหมาย และการบริหารจัดการ เสมือนมีทีมผู้บริหารมืออาชีพทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์ ซึ่งนวัตกรรมนี้จะช่วยลดต้นทุนเชิงโครงสร้างและเพิ่มผลิตภาพต่อหัว อันเป็นหัวใจสำคัญของการยกระดับผลิตภาพปัจจัยการผลิตรวมของประเทศ ทำให้แนวคิด One-Person Enterprise หรือธุรกิจตัวคนเดียวที่มีศักยภาพเทียบเท่าองค์กรขนาดเล็ก เกิดขึ้นได้จริงในทางเศรษฐศาสตร์

ซึ่งนอกจากเครื่องมือทางเทคโนโลยีแล้ว ทางบริษัทฯ ยังคงเน้นย้ำถึงปรัชญาการดำเนินธุรกิจแบบใหม่ที่เรียกว่า “Bonsai Growth” หรือการเติบโตแบบบอนไซ ซึ่งแตกต่างจากวิถีสตาร์ทอัพดั้งเดิมที่เน้นการขยายสเกลอย่างรวดเร็ว โดยมองว่าหากประเทศไทยต้องการการเติบโตที่ยั่งยืน นโยบายเศรษฐกิจต้องเปลี่ยนจากการเน้นขยาย “ขนาด” ไปสู่การเน้น “คุณภาพและผลิตภาพ” ของหน่วยเศรษฐกิจรายบุคคล

“โมเดลนี้จะมุ่งเน้นให้ผู้ประกอบการเดี่ยวสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเองอย่างแข็งแรง ใช้ทรัพยากรอย่างชาญฉลาด และเติบโตอย่างสมดุล โดยทางบริษัทฯ จะทำหน้าที่เป็น Incubator รูปแบบใหม่ หรือ Solopreneur Support Ecosystem ที่ไม่ได้เริ่มบ่มเพาะธุรกิจจากศูนย์ แต่เข้ามาเสริมระบบและจัดสภาพแวดล้อมให้ผู้ที่มีธุรกิจอยู่แล้วเติบโตได้อย่างมั่นคงโดยไม่จำเป็นต้องแบกรับภาระต้นทุนของการขยายเป็นองค์กรใหญ่”

ทั้งนี้ เพื่อให้แนวคิดดังกล่าวเกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม บริษัทฯ จึงได้เลือกจังหวัดพิษณุโลกเป็นพื้นที่นำร่องเชิงยุทธศาสตร์ในการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อผู้ประกอบการเดี่ยว ผ่านโครงการ Plakod’s Common พื้นที่ Co-working และ Community สำหรับผู้ประกอบการ ควบคู่กับการจัดกิจกรรม Saturday’s Bonsai Talk ซึ่งเป็นเวทีอัปสกิลฟรีทุกวันเสาร์ ณ Bonsai Hall เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับผู้เชี่ยวชาญ สร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจจากฐานราก

“การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เป็นการยกระดับบทบาทของ AI จากเพียงเครื่องมืออำนวยความสะดวก สู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางนโยบายเศรษฐกิจยุคใหม่ ที่จะช่วยกระจายความเสี่ยง ลดการกระจุกตัวของทุน และสร้างภูมิคุ้มกันให้ระบบเศรษฐกิจไทยแข็งแรงจากภายในอย่างแท้จริง”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

AI ธุรกิจสตาร์ทอัพ