ธุรกิจการศึกษาไทย รับมือ AI เวสต์มินสเตอร์ เปิดวงถก ‘เซตซีโร่’
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทยใช้มาตั้งแต่ปี 2551 และยังไม่เคยเปลี่ยน ขณะที่ AI เปลี่ยนแปลงทุกวินาที คำถามที่ตามมาคือ ระบบการศึกษาไทยจะตามทันโลกที่หมุนเร็วกว่านี้ได้อย่างไร
เวสต์มินสเตอร์ คอลเลจ กรุงเทพฯ ในฐานะภาคเอกชนผู้พัฒนาหลักสูตร ดึงผู้กำหนดนโยบายจากกระทรวงศึกษาธิการและอาจารย์มหาวิทยาลัย มาแลกเปลี่ยนมุมมองผ่านเสวนาหัวข้อ “ผู้ปกครองไทยพร้อมหรือยัง ? ระบบการศึกษาไทยกำลังถูก Disrupt ถึงเวลา Set Zero การศึกษาไทยหรือไม่”
รีดีไซน์รอบแกนอาชีพ
ตรีณัฐ ใจยะสาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เวสท์มินส์เตอร์ อินเตอร์เนชั่นเนล กรุ๊ป หนึ่งในผู้ก่อตั้งเวสต์มินสเตอร์ คอลเลจ กรุงเทพฯ เปิดประเด็นว่า การศึกษาไทยไม่ถึงขั้นต้องเซตซีโร่ เพราะในเชิงวิชาการ ประเทศไทยยังคงผลิตแพทย์และบุคลากรสายวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพระดับโลกได้อยู่ แต่เมื่อ AI กลายเป็นศูนย์กลางของทั้งการศึกษาและอาชีพ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคืออาชีพทุกสายจะวิ่งเข้าหา AI ไปด้วย และปัญหาที่ตามมาคือเด็กอาจเก่งในเชิงทฤษฎีแต่ใช้งานจริงไม่เป็น
เมื่อมอง AI เป็นศูนย์กลางของการศึกษาแล้ว สิ่งที่ตามมาคืออาชีพในอนาคตจะวนเวียนอยู่รอบสามองค์ประกอบหลัก คือ เงินทุน ข้อมูล และความเป็นสากล ซึ่งทั้งสามเรื่องนี้คือสิ่งที่หลักสูตรการศึกษาต้องรีดีไซน์เข้าไปเสริม ไม่ใช่แค่สอนทฤษฎีแล้วจบ เพราะนักเรียนที่มีความรู้ด้านทฤษฎีอย่างเดียวแต่ไม่มีทักษะประยุกต์ใช้จริงจะไม่มีโอกาสนำความรู้นั้นไปสร้างมูลค่าได้จริงในโลกการทำงาน
เขายกตัวอย่างว่า เด็กไทยเก่งคำนวณ เก่งแคลคูลัส แต่พอเจอหน้างานจริงกลับวัดกระแสไฟฟ้าไม่เป็น ทั้งที่เข้าใจทฤษฎีวงจรไฟฟ้าทุกขั้นตอน ดังนั้นสิ่งที่ขาดหายไปคือการนำความรู้ไปใช้ปฏิบัติจริง โดยเปรียบเทียบกับจีนที่ตัดวิชาสายศิลปศาสตร์ (Liberal Arts) บางส่วนออกจากระดับปริญญา เพื่อผลักเด็กเข้าสู่การเรียนแบบโครงงานและ AI มากขึ้น
“ไทยเองก็มีฐานอาชีวศึกษาที่ดีอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องทำคือยกระดับคุณภาพและความเป็นสากลให้มากขึ้น เพราะการแข่งขันของเด็กไทยวันนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตลาดแรงงานในประเทศ แต่ต้องแข่งกับนักเรียนทั่วอาเซียนและเอเชียที่กำลังไหลเข้าสู่ตลาดแรงงานไทย”

เรียนรู้ตลอดชีวิต
ดร.บัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ให้มุมมองจากฝั่งผู้กำหนดนโยบายว่า ยังไม่ถึงขั้นเซตซีโร่แบบเดียว แต่ต้องคือปรับใหม่บางส่วน
ปัจจุบันกระทรวงกำลังผลักดันพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ทั้งที่ปกติแล้วกฎหมายลักษณะนี้จะเปลี่ยนแปลงทุกประมาณ 20 ปี ขณะที่หลักสูตรการศึกษาเปลี่ยนทุก 10 ปี แต่โลกปัจจุบันหมุนเร็วกว่านั้นมาก จนแทบตามเทคโนโลยีไม่ทัน เขายืนยันว่าหลักสูตรปี 2551 ที่ไทยใช้อยู่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงจนถึงปัจจุบัน
“โลกอนาคตที่คาดเดาอาชีพไม่ได้ ทำให้สิ่งสำคัญที่สุดต้องเป็นมากกว่าการกำหนดว่าเด็กต้องเรียนจบระดับไหนแล้วหยุด โดยต้องปลูกฝังให้เด็กรักการเรียนรู้ตลอดเวลา”
เครื่องมือพื้นฐานของการเรียนรู้อย่างภาษาและการคิดคำนวณยังคงสำคัญ เพราะเป็นรากฐานที่ทำให้เด็กสื่อสารและศึกษาค้นคว้าต่อได้ ไม่เช่นนั้น AI จะกลายเป็นเครื่องมือที่ใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่
เขายังเปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการและสภาการศึกษากำลังพัฒนาระบบคลังหน่วยกิตสำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐานตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 รวมถึงสายอาชีวศึกษา เพื่อให้เด็กสามารถสะสมหน่วยกิตจากการเรียนรู้ในสถานที่ต่าง ๆ ได้ ไม่จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียนแบบเดิม โดยมีระบบตรวจสอบความก้าวหน้าเพื่อยืนยันมาตรฐาน
AI แบ่งเด็กเป็นสองกลุ่ม
รศ.ธีรวัฒน์ ประกอบผล อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ให้มุมมองเชิงเทคนิคว่า เป้าหมายของการศึกษายุคนี้ไม่ใช่การสอนให้เด็กเก่งทำโจทย์ เพราะ AI ทำแทนได้หมดแล้ว แต่ต้องสอนให้เด็กทำเป็นจริง ๆ
เขายกตัวอย่างการทดลองให้เด็กสองกลุ่มใช้ AI ทำโจทย์คณิตศาสตร์ กลุ่มแรกให้ AI ทำแทนทั้งหมดแล้วส่งครู ส่วนอีกกลุ่มทำเองก่อนแล้วให้ AI ช่วยตรวจและแนะแนวทางที่ดีกว่า ผลลัพธ์ปรากฏว่าเกรดออกมาเท่ากัน แต่ทักษะที่ได้ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ธีรวัฒน์ยังเชื่อมโยงถึงโครงสร้างอำนาจของ AI โลกที่กระจุกตัวอยู่ในบริษัทหลักไม่กี่แห่งจากสหรัฐอเมริกาและจีน โดยระบุว่า เด็กจีนได้เปรียบเพราะมีวินัยและพื้นฐานที่แน่นก่อนนำ AI มาต่อยอด ขณะที่การศึกษาไทยบางส่วนยังข้ามขั้นตอนพื้นฐานไปสู่การต่อยอดโดยตรง ซึ่งเขามองว่าเป็นความเสี่ยงที่ทำให้เด็กไทยเก่งในการสอบ แต่ทำของขายจริงไม่ได้

เรียน 3 ปีเต็มยังจำเป็นหรือไม่
ประเด็นที่ถูกถกเถียงต่อเนื่องคือ การเรียนระดับมัธยมปลาย 3 ปีเต็มยังจำเป็นอยู่หรือไม่
ตรีณัฐมองว่า หากคำนวณชั่วโมงเรียนจริงตลอด 3 ปีจะพบว่ามีช่วงปิดเทอมที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์เต็มที่ หากเด็กมีศักยภาพเพียงพอ
โรงเรียนจึงได้เปิดหลักสูตร Pearson BTEC International Level 3 Extended Diploma ซึ่งเทียบเท่าวุฒิมัธยมศึกษาตอนปลายของไทยแต่เรียนจบภายใน 1 ปี สามารถใช้ยื่นระบบ TCAS ได้ตามเกณฑ์ที่ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กำหนด และได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัยในหลายประเทศ โดยเน้นการเรียนแบบโครงงาน (Project-based Learning) ที่ให้นักเรียนผลิตผลงานจริงเพื่อใช้ยื่นสมัครในรอบพอร์ตโฟลิโอ
เขามองว่าการเรียนให้จบเร็วขึ้นเพื่อเข้าสู่โลกการทำงานหรือมหาวิทยาลัยได้เร็วกว่าเดิมก็อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกับบางคน
ขณะที่ ดร.บัณฑิตย์ยืนยันในมุมนโยบายว่า ระบบการศึกษาไทยปัจจุบันมีความยืดหยุ่นมากพอที่จะไม่บังคับเรียนครบ 3 ปีเสมอไป โดยยกตัวอย่างการสอบเทียบวุฒิที่ใช้ยื่นเข้ามหาวิทยาลัยได้โดยไม่ต้องรอจบตามระบบปกติ
ด้านธีรวัฒน์แสดงความเห็นต่างเล็กน้อย โดยมองว่าในเชิงวิชาการอาจไม่จำเป็นต้องใช้เวลาถึง 3 ปี แต่เด็กที่จบออกไปต้องมีความเป็นคนรอบด้าน ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ ไม่ใช่แค่เก่งวิชาการอย่างเดียว
เขาเสนอแนวทางว่า อาจนำเนื้อหาระดับมหาวิทยาลัยลงมาสอนตั้งแต่มัธยมปลายเพื่อย่นระยะเวลาการเรียนซ้ำในระดับอุดมศึกษา แต่ยังต้องคงกิจกรรมด้านสังคมและการทำงานกลุ่มไว้ให้ครบ โดยเฉพาะในสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ต้องอาศัยการฝึกปฏิบัติต่อเนื่อง
เกรดยังสำคัญ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด
ในประเด็นเรื่องเกรด ตรีณัฐระบุว่า เกรดยังคงเป็นสิ่งแรกที่นายจ้างและมหาวิทยาลัยใช้พิจารณา เพราะเป็นสิ่งที่แสดงถึงความตั้งใจและวินัยของผู้เรียน โดยเฉพาะกับเด็กจบใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์ทำงานมาก่อน
“เกรดไม่ใช่ทั้งหมด เพราะผู้ที่มีประสบการณ์ทำงานจริงมาก่อนอาจได้รับการพิจารณาต่างออกไป”
ดร.บัณฑิตย์เสริมว่า ระดับมัธยมศึกษาของไทยแทบไม่มีเด็กซ้ำชั้นเลย ทำให้เกรดในระบบไทยบอกได้เพียงว่าเด็กคนหนึ่งเป็นอย่างไร แต่ไม่ได้ยืนยันว่าเก่งจริงหรือไม่เมื่อเทียบกับมาตรฐานการแข่งขันระดับโลก ภาครัฐจึงเปิดช่องทางรับเข้าศึกษาต่อแบบพิเศษสำหรับเด็กที่มีความสามารถเฉพาะทางแม้เกรดเฉลี่ยจะไม่สูง เช่น เด็กที่ทำโครงงานหรือพัฒนาแอปพลิเคชั่นได้ดี เพื่อไม่ให้ระบบเกรดกลายเป็นอุปสรรคต่อเด็กที่มีศักยภาพจริงแต่ไม่ถนัดการสอบ
ท้ายที่สุดข้อสรุปร่วมของเวทีเสวนาครั้งนี้คือ ระบบการศึกษาไทยยังไม่จำเป็นต้องเซตซีโร่ในความหมายของการรื้อทิ้งทั้งระบบ แต่ต้องเร่งเพิ่มองค์ประกอบใหม่เข้าไปให้ทันกับโลกที่ AI เข้ามาเป็นศูนย์กลาง ทั้งทักษะด้านธุรกิจ การเงิน ผู้ประกอบการ ควบคู่กับวิชาความรู้หลักเดิม
ต้องปรับกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นการลงมือปฏิบัติจริงมากขึ้น โดยไม่ทิ้งพื้นฐานด้านภาษา การคิดคำนวณ และการคิดวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ ซึ่งเป็นทักษะที่ AI ยังให้ไม่ได้