จัดระเบียบคุมดาต้าเซ็นเตอร์ เบรก 167 โครงการนับหนึ่งใหม่
นายกฯอนุทินนั่งหัวโต๊ะ ถกบอร์ดดาต้า เซ็นเตอร์ วางกฎเกณฑ์คุมเข้ม ตั้ง 4 อนุกรรมการคลอดเกณฑ์ใหม่ใน 1 เดือน กระทรวงพลังงานเปิด 4 แนวทางคุมไฟฟ้า กทม.เร่งทบทวนของเก่า-รายใหม่ เลขาฯสภาพัฒน์ เผยเปิดใช้แล้ว 35 โครงการ เบรก 167 โครงการ WHA ย้ำการลงทุนกระจุกใน EEC รับได้หากค่าไฟแพงขึ้น ชี้ไทยยังมีไฟฟ้าส่วนเกินมากเพียงพอรับมือ จี้รัฐวางแนวทางให้ชัดเจนเผื่ออนาคตด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายประกอบกิจการดาต้า เซ็นเตอร์ (บอร์ด Data Center) คิกออฟประชุม ครั้งที่ 1/2569 แล้วเมื่อ 4 กันยายน มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เป็นประธานประชุม ร่วมกับ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย และคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง
อนุทินสั่งเร่งคุม Data Center
นายอนุทินกล่าวเปิดประชุมว่า Data Center คือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลที่เป็นรากฐานในการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล สำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ปัจจุบันประเทศไทยได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศต่อเนื่อง จากความพร้อมด้านทำเลที่ตั้งและบทบาทการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจอาเซียน
การเติบโตนี้มาพร้อมความท้าทายเรื่องการใช้ทรัพยากรไฟฟ้า น้ำและที่ดินในปริมาณสูง รวมถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ที่รัฐบาลต้องเร่งกำกับดูแลให้สอดคล้องกับกฎหมายและผลประโยชน์ประเทศ ฉะนั้นขอให้คณะกรรมการร่วมกันพิจารณานิยามทางกฎหมายให้ชัดเจน รวมถึงสนับสนุนระบบนิเวศสำหรับ AI และ Cloud เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในปัจจุบัน
ตั้งในไทยต้องใช้เกณฑ์เดียวกัน
นายเอกนิติในฐานะประธานบอร์ด Data Center กล่าวว่า การประชุมครั้งแรกเพื่อกำหนดกรอบนโยบายจัดระเบียบและวางยุทธศาสตร์ Data Center เพื่อให้เกิดประโยชน์ และเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านดิจิทัลประเทศ
นอกจากนี้ต้องกำหนดระเบียบกฎเกณฑ์ขั้นต่ำเพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบกับผู้ประกอบการที่จะมาเปิด Data Center โดยจะดูเป็นรายพื้นที่ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ทั้งกลุ่มผู้ประกอบการในอดีตที่ดำเนินการไปแล้ว และในอนาคตต้องปรับให้ตรงเกณฑ์เดียวกัน
“วันนี้ใครจะมาใช้ประเทศไทยเป็นดาต้า เซ็นเตอร์ต้องเป็นไปตามยุทธศาสตร์ของประเทศไทย”
รมว.คลังระบุอีกว่า วิธีการกำหนดเกณฑ์จะมีการกำหนดขั้นต่ำ หากใครจะได้โครงการในอนาคตต้องสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทยสูงสุด ทั้งการสร้างรายได้ให้คนไทย ช่วยขับเคลื่อนประเทศสู่ Net Zero เป็นต้น สำหรับรูปแบบการให้ประกอบธุรกิจดาต้า เซ็นเตอร์ คณะกรรมการจะมีการออกแบบเกณฑ์ว่าจะมีข้อเสนออะไรเพื่อประโยชน์สูงสุด

ตั้ง 4 ทีมอรหันต์วางกฎ
ด้านนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) กล่าวว่า การกำหนดหลักเกณฑ์และนโยบายต่าง ๆ ครอบคลุมดาต้า เซ็นเตอร์ ทั้งในภาคบริการและผู้ใช้เอง โดยจะกำหนดหมวดธุรกิจเฉพาะซึ่งจะครอบคลุมทั้งหมด ต้องเข้าข่ายหลักเกณฑ์ที่ต้องควบคุมอย่างเข้มข้นในการกำกับดูแลช่วงถัดไป หลังจากนี้จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งข้อมูลมาให้ภายใน 1 สัปดาห์ ก่อนที่ฝ่ายเลขาฯ จะรวบรวมแบ่งใช้ชัด จากนั้นจัดประเภท ก่อนนำเสนอสู่ที่ประชุมอีกครั้ง
สำหรับการพิจารณาการใช้ประโยชน์ต่าง ๆ เช่น น้ำ ไฟ การตั้งกลไกการอนุมัติอนุญาตต่าง ๆ จะมีการตั้ง 4 อนุกรรมการขึ้นมาพิจารณา ซึ่งจะต้องสะท้อนต้นทุนทั้งทางตรงและทางอ้อม ประกอบด้วย 1.ด้านเศรษฐกิจ มี เลขาฯ สภาพัฒน์ และเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นประธาน เพื่อดูความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
2.ด้านโครงสร้างพื้นฐาน มีปลัดกระทรวงพลังงาน และเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นประธาน พิจารณาเกณฑ์การใช้น้ำ ใช้ไฟ
3.ด้านพื้นที่และอาคาร มีปลัดกระทรวงมหาดไทย และปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน พิจารณาเรื่องตำแหน่งที่ตั้งโครงการดาต้า เซ็นเตอร์ รูปแบบลักษณะอาคารเพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจ ความปลอดภัยด้านพลังงานเพื่อให้มีความปลอดภัย
และ 4.สิ่งแวดล้อม มีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน จะพิจารณาในเรื่องมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ แต่จะไม่ใช่ในลักษณะ EIA
วางเป้า 1 เดือนหลักเกณฑ์ชัด
นายเอกนิติกล่าวเสริมว่า ไทม์ไลน์การดำเนินงานบอร์ดดาต้า เซ็นเตอร์ 1 สัปดาห์หลังจากนี้จะให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการกำกับ อาทิ กระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ การไฟฟ้าและประปา ส่งข้อมูลเข้ามายังคณะคณะกรรมการ จากนั้นจะให้อนุกรรมการแต่ละชุดไปพิจารณาด้านต่าง ๆ เช่น เศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน อาคารสถานที่ตั้ง สิ่งแวดล้อม และนำเสนอมาตรฐานขั้นต่ำภายในสัปดาห์หน้า จากนั้นจะกำหนดนโยบาย ตั้งเป้าว่า 1 เดือนจะต้องมีนโยบายที่ชัดเจน ทั้งยุทธศาสตร์และเกณฑ์ขั้นต่ำ
“ต่อไปข้อมูลดาต้า เซ็นเตอร์ที่กระจัดกระจายต้องมารวมศูนย์ และจัดระเบียบให้ชัดเจน ใครไม่ทำตามระเบียบผิดกฎก็ต้องจัดการ”
ก.พลังงานเปิด 4 เกณฑ์คุมไฟ
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กล่าวว่า กระทรวงเดินหน้าวางหลักเกณฑ์การจ่ายไฟฟ้าสำหรับกลุ่มธุรกิจ Data Center โดยแบ่งออกเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำและเกณฑ์เชิงนโยบาย ครอบคลุม 4 มิติสำคัญ ประกอบด้วย
1.กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าเฉพาะกลุ่ม ซึ่งคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติเมื่อวันที่ 15 ก.ค. แยกประเภทผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่ม Data Center ออกมาเป็นการเฉพาะ โดยอัตราค่าไฟฟ้าต้องสะท้อนต้นทุนจริง รวมถึงภาระการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ เพื่อไม่ให้ภาระต้นทุนส่วนนี้กระทบต่อราคาค่าไฟฟ้าของภาคครัวเรือนและผู้ใช้ไฟทั่วไป พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์การขอจองไฟและการวางเงินมัดจำล่วงหน้า เพื่อนำเงินไปลงทุนพัฒนาปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าและพลังงานทดแทน
2.เกณฑ์การใช้พลังงานสะอาด กำหนดให้ Data Center ต้องใช้พลังงานสะอาดในสัดส่วนที่ไม่เป็นตัวถ่วงของประเทศในการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero โดยสัดส่วนการใช้ไฟสะอาดต้องสอดคล้องและไม่ช้าไปกว่าแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ซึ่งในแผนใหม่กำหนดเป้าหมายสัดส่วนพลังงานสะอาดไว้ไม่ต่ำกว่า 60%
3.มาตรฐานระบบไฟฟ้าสำรอง การสำรองข้อมูลและการสำรองไฟฟ้าของ Data Center ไม่ว่าจะใช้ระบบแบตเตอรี่หรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้าด้วยน้ำมัน ต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูง
4.ความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบโครงข่าย เนื่องด้วย Data Center มีปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงมาก จึงต้องมีเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การเชื่อมต่อเข้าระบบที่เข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้ความผันผวนจากการใช้ไฟ
สั่งชะลอที่ยังไม่สร้าง-ขออนุญาต
นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย กล่าวว่า การให้บริการไฟฟ้า น้ำประปา และผังเมืองในภาพรวมจะไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งมหาดไทยเตรียมสั่งชะลอการจ่ายระบบให้กับโครงการ Data Center ที่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างออกไปก่อน แม้ว่าบางแห่งจะมีการทำข้อตกลงล่วงหน้า เพื่อรอข้อสรุปมาตรการใหม่จากคณะกรรมการ จะเน้นกำกับดูแล 3 ด้านหลัก ได้แก่ ผังเมือง การให้บริการไฟฟ้า และน้ำประปา
ขณะที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า วันนี้ Data Center เข้าสู่หมวดอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้แก่ประชาชนใน 5 ด้าน ได้แก่ การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม การจัดวางผังเมืองเพื่อระบุพิกัดที่เหมาะสม การบังคับใช้กฎหมายควบคุมอาคารเรื่องระยะเว้นระยะร่น ความพร้อมในการดูแลความปลอดภัยของน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองอย่างเข้มงวดโดยกระทรวงพลังงาน ตลอดจนความพร้อมของระบบสาธารณูปโภคอย่างน้ำและไฟฟ้า
สำหรับสถานะของโครงการ Data Center ในพื้นที่ กทม. มีการขออนุญาตทั้งหมด 6 โครงการ ขนาดตั้งแต่ 9-23 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโครงการที่ได้รับอนุมัติและเปิดดำเนินการไปแล้ว 3 โครงการ ตั้งแต่ช่วงปี 2565-2567 ซึ่ง กทม. จะจัดส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สุ่มตรวจอย่างเข้มข้น เพื่อประเมินว่ามีผลกระทบ หรือสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้แก่ชุมชนรอบข้างหรือไม่
ส่วนอีก 3 โครงการที่ยังไม่อนุมัติในขั้นตอนสุดท้าย ยืนยันว่าจะสั่งชะลอไว้ก่อนเพื่อทบทวนรายละเอียดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด คาดว่าจะได้ข้อสรุปเชิงนโยบายที่ชัดเจนจากคณะกรรมการภายใน 1 เดือน
เปิดแล้ว 35 โครงการ-มีจ่ออีก
เลขาฯ สภาพัฒน์เปิดเผยว่า สถานะล่าสุดสำหรับโครงการ Data Center ภาพรวมในประเทศไทย ที่เปิดให้บริการแล้วมี 35 โครงการ ซึ่งผ่านการขออนุญาตบีโอไอ 11 โครงการ ที่เหลือดำเนินการขออนุญาตกันเอง แต่ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม มีเพียง 3-4 แห่งที่เป็นของสถาบันทางการเงิน ซึ่งมีที่ตั้งชัดเจนและมีเงื่อนไขของนิคมอุตสาหกรรมกำกับอยู่แล้ว
ส่วนกลุ่มที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ข้อมูล ณ ปัจจุบันมีอยู่ 50 โครงการอยู่ระหว่างรอการพิจารณา เบื้องต้นมีจำนวน 117 โครงการ รวมเป็น 167 โครงการ ที่ประชุมจึงให้ชะลอชั่วคราว จนกว่าหลักเกณฑ์ใหม่จะชัดเจน
ไทยมีดาต้าเซ็นเตอร์นานแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกระแสการต่อต้าน Data Center ในพื้นที่เมือง หลายฝ่ายเริ่มออกมาให้ข้อมูลอีกด้านว่า Data Center นั้นเป็นสิ่งที่มีมายาวนาน ควบคู่กับการใช้งานคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตของประเทศ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ในอดีตจึงมีการตั้ง “เซิร์ฟเวอร์” หรือคอมพิวเตอร์แยกไว้เป็นกระดูกสันหลังให้ระบบไอทีต่าง ๆ เช่น ของหน่วยงานรัฐ ของธนาคาร รวมถึงบริษัทเอกชน
ตามข้อมูลของ Data Map และ JustPow แม้จะแสดงจุดที่ตั้งของ Data Center ในกรุงเทพฯ แต่จะเห็นว่าปริมาณการใช้ไฟฟ้าหลายแห่งอยู่ในระดับ 0-2 MW ซึ่งไม่ได้มาก บางแห่งตั้งใช้ในอาคารสำนักงานตัวเอง แต่ล้วนจำเป็นต่อระบบไอทีที่ประชาชนใช้งานบริการต่าง ๆ ผ่านมือถือในทุกวันนี้
จับตารายใหญ่ใช้ไฟมากจริง
อย่างไรก็ตามความกังวลคือ Data Center ขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Hyperscale ซึ่งมีทั้งสร้างเพื่อใช้งานเอง และเป็น Colocation ให้ผู้อื่นมาใช้ กลุ่มนี้ใช้ไฟตั้งแต่ 5-20 MW ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบริการจำเป็นเมื่อเทคโนโลยี AI-Cloud ใช้งานมากขึ้น และกรุงเทพฯ คือพื้นที่ศูนย์กลางของธุรกิจ-องค์กรที่ใช้งานบริการการประมวลผล AI-Cloud เหล่านี้ การมาตั้งกลางกรุงนอกจากอาศัยกำลังไฟ แล้วยังได้ประโยชน์จากการอยู่ใกล้แหล่งเชื่อมต่อและสายเคเบิล ทำให้ความหน่วงต่ำ เหมาะกับบริการเทคโนโลยีระดับสูง
Hyperscaler รายยักษ์อย่าง AWS-Google ต่างใช้พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเป็น Data Center หลัก เนื่องจากใช้พลังงานน้ำและผลกระทบมากกว่า ส่วนในเมืองจะเป็นลักษณะของศูนย์เชื่อมต่อและตัวกระจายบริการเท่านั้น
WHA แนะเฟ้นโครงการที่ดี
นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร WHA Group กล่าวว่า แม้กรุงเทพฯ จะมีจำนวนโครงการ Data Center อยู่มาก แต่ส่วนใหญ่เป็นโครงการขนาดเล็ก ขณะที่โครงการขนาดใหญ่ประเภท Hyperscale และ AI Data Center มีแนวโน้มกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ EEC
การกำหนดพื้นที่ที่เหมาะสมจึงควรเป็นเรื่องของการวางผังเมือง โดยต้องพิจารณาความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานควบคู่ไปกับข้อจำกัดด้านพื้นที่ ชุมชน สิ่งแวดล้อม และระบบสาธารณูปโภค
ต้องเร่งมือสู้คู่แข่งหลายชาติ
แม้รัฐบาลจะมีการกำหนดเงื่อนไขและคัดเลือกโครงการมากขึ้น แต่ผู้ลงทุนยังมีความสนใจประเทศไทย เนื่องจากไทยมีศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานและสามารถเป็นฐานรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคได้ อย่างไรก็ตามรัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว เพราะหลายประเทศกำลังแข่งขันกันดึงดูดการลงทุน Data Center เช่นเดียวกัน
Data Center ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงอาคารหรือธุรกิจที่เข้ามาใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก แต่ควรมองในฐานะโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัล เพราะเป็นที่ตั้งของระบบ Cloud เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการประมวลผลและพัฒนา AI รวมถึงเป็นศูนย์กลางการจัดเก็บข้อมูลของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน
Data Center เปรียบเสมือนถนนของเศรษฐกิจดิจิทัล หากไม่มีโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว ประเทศก็ไม่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างเต็มศักยภาพ ดังนั้นการลงทุน Data Center จึงควรพิจารณาในมิติของการสร้างขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะผลกระทบด้านการใช้ไฟฟ้า
ผลิตไฟฟ้าในไทยเหลือเพียบ
สำหรับศักยภาพด้านไฟฟ้า ประธาน WHA Group ระบุว่าไทยยังมีความสามารถในการรองรับการเติบโตของ Data Center ปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้ารวมประมาณ 49,000 MW ขณะที่ใช้งานจริงประมาณ 34,000 MW มีกำลังสำรองอยู่ประมาณ 15,000 MW เมื่อเทียบกับ Data Center ที่ได้รับอนุมัติและมีความต้องการใช้ไฟฟ้าประมาณ 4,000 MW จึงยังไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่ไฟฟ้าไม่เพียงพอในทันที
อย่างไรก็ตามหากในอนาคตความต้องการใช้ไฟฟ้าจาก Data Center และอุตสาหกรรมใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลต้องวางแผนจัดหาไฟฟ้าล่วงหน้า ทั้งการเปิดประมูลโรงไฟฟ้าใหม่ การเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนผลิตไฟฟ้า การพัฒนาเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR รวมถึงการเปิดโอกาสให้ผู้พัฒนา Data Center ลงทุนโรงไฟฟ้าเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองในรูปแบบ Power Plant