‘เอกนิติ-วิทัย’พลิกฟื้นเศรษฐกิจ เร่งลงทุนเปลี่ยนผ่าน ตัดช่องลำเลียง‘ทุนเทา’
“เอกนิติ-วิทัย” ขึ้นเวทีประชาชาติธุรกิจประกาศนโยบาย “Thailand Transition” เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย แก้โจทย์เศรษฐกิจไทยโตต่ำ-ซึมลงเรื่อย ๆ รองนายกฯเอกนิติ ชูแผนเพิ่มลงทุนใหม่ทุกมิติ เปลี่ยนผ่านทุกระดับ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดึงคนไทยพ้นจาก K-Shape ขาลง ดูดเม็ดเงินอุตสาหกรรมอนาคต เข้าสู่ “ประเทศปลอดภัย” ใช้พลังงานสะอาด ผู้ว่าฯแบงก์ชาติเดินหน้าพลิกฟื้นเศรษฐกิจ ขยายบทบาทแก้ 4 โจทย์หลัก “หนี้ครัวเรือน-เข้าไม่ถึงแหล่งเงิน ยกระดับการกำกับคุม BNPL และน็อนแบงก์” ผนึกกำลังสถาบันการเงินประกาศตัดช่องทางลำเลียง “ทุนเทา” เปิดข้อมูลเกาะติดสินทรัพย์ดิจิทัล พบเส้นทางเงินผิดปกติหลายแสนล้าน
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “Thailand Transition #เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย” ในงานสัมมนา “Beyond ESG : Thailand Transition #เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย” จัดโดยประชาชาติธุรกิจ ว่า การเปลี่ยนผ่าน เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย หรือ Transition เป็นหนึ่งในคำสำคัญที่ใช้ในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ เพราะวันนี้โลกเปลี่ยนเร็วมาก ทุกอย่างอยู่ที่การเลือกข้าง เกิดสงครามตะวันออกกลาง ที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง และมีการกีดกันทางการค้า
ช่วยกลุ่ม K-Shape ขาลง
“ทั้งโลกมันเปลี่ยนเราจะไม่เปลี่ยนได้ยังไง เราต้องเปลี่ยนเร็วด้วย เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ต้องคว้าโอกาสให้ได้ ผมเชื่อว่าหลายคนได้ยินคำว่า K-Shape ซึ่งใครจับกระแสการเปลี่ยนผ่านได้อยู่ข้างบน K ขาขึ้น ก็จะพุ่งปรี๊ด คือ เศรษฐกิจดี อย่างหุ้นกลุ่มที่เกาะกระแสขาขึ้น เช่น ที่เกี่ยวกับ AI ดิจิทัล เป็นต้น จะเรียกว่า 7 นางฟ้า 8 เทวดา หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ใครที่เกาะไม่ทันก็เป็น K ขาลง”
ดังนั้น ต้องดูแลกลุ่มคนที่เกาะเส้น K-ขาขึ้นไม่ทันให้อยู่ได้ มีโอกาสในช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างมีเสถียรภาพและมีทิศทางสำหรับอนาคต ภายใต้ 3 แนวทาง คือ 1. Stabilize Today – คือการดูแลกลุ่มเปราะบาง ต้องช่วยพยุงด้วยมาตรการไทยช่วยไทย พลัส 2.Transition Now – คือการเปลี่ยนผ่านเดี๋ยวนี้ 3.Invest for Tomorrow ต้องลงทุนวันนี้เพื่ออนาคต ใครไม่ลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านก็ถูก Disrupt หลุดออกไปจากตลาด
รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เป็นการช่วยพ่อค้าแม่ค้าตามท้องถนน ที่มีปัญหาค่าครองชีพ มีต้นทุนที่สูงขึ้น คำว่าไทยช่วยไทย คือ พวกเรามาช่วยเขา ในช่วงที่ราคาน้ำมันแพง จากสงครามตะวันออกกลาง ที่ไม่มีใครรู้ว่าจะกระทบนานขนาดนี้ ขณะที่การช่วยเปลี่ยนผ่าน คือ นำ AI นกกระซิบไปสอนให้ร้านค้าเหล่านี้ขายของออนไลน์เป็น
“ตัวเลขพิสูจน์มาแล้วว่าคนที่เคยค้าขาย ทำก๋วยเตี๋ยวขายแค่ปากซอย ขายหมูปิ้ง ไก่ย่าง แค่ในตลาด พอเขาทำอร่อย ขายออนไลน์เป็น โพสต์ลงโซเชียลมีเดียเป็น รายได้เขาเพิ่มขึ้น แม้โครงการจบไปแล้ว รายได้เพิ่มขึ้นในช่วงโครงการประมาณ 500-600% หลังโครงการก็ประมาณ 100-200% นี่คือการเปลี่ยนผ่านเขา”
ดร.เอกนิติกล่าวว่า การเปลี่ยนทันที-Transition Now คือสิ่งที่ยากที่สุด เพราะต้องปรับตัว ซึ่งประเทศไทย ผ่านการเปลี่ยนผ่านมาหลายครั้ง แต่ครั้งนี้ใหญ่ที่สุด เพราะโลกมันเปลี่ยนจริง ๆ ทั้งสงครามการค้า เทคโนโลยีสมัยใหม่ อย่าง AI ที่ใครไม่ใช้ หรือใช้ไม่เป็น ก็ตกขอบแน่นอน เป็น K ขาลงแน่นอน แทนที่จะเป็น K ขาขึ้น
“มนุษย์ทุกคนไม่ชอบการเปลี่ยน ผมเองก็เปลี่ยนผ่านจากข้าราชการมาอยู่ทางการเมือง เมื่อกี้เห็นหน้าตัวเองยังตกใจว่าแก่ขึ้นมาเยอะ เพราะว่าทุกคนต้องเปลี่ยนผ่าน ต้องปรับตัว วันหนึ่งเคยนอน 6 ชั่วโมง วันนี้นอน 2 ชั่วโมง เพราะต้องปรับตัว เสาร์-อาทิตย์ก็ต้องไปลงทุน ไปดริปวิตามินบ้าง ผมก็ต้องลงทุนเพื่ออนาคตเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นจะเอาตัวไม่รอด”

ทุนโลกแห่เข้าประเทศปลอดภัย
ดร.เอกนิติกล่าวว่า เมื่อโลกแตกขั้วนักลงทุนไม่ได้ต้องการแค่ไฟฟ้าที่มีความเสถียร แต่ต้องการไฟฟ้าสะอาด ทุกคนไม่ต้องการย้ายฐานการลงทุนไปในจุดที่ค่าแรงถูกที่สุด แต่ต้องการความปลอดภัย มีโครงสร้างพื้นฐานครบ อุตสาหกรรมที่มาลงทุนผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) มากที่สุดไม่ใช่รถยนต์แบบเดิมแล้ว แต่เป็น Smart Electronics เป็นการลงทุนเกี่ยวกับ AI ที่วันนี้คนพูดกันว่า Data Center เข้ามาเป็นอันดับหนึ่ง ต้องขอแก้ข้อมูลว่าปัจจุบันตัวเลขที่ลงทุนอันดับหนึ่ง คือ AI, Smart Electronics 250,000 ล้านบาท
ขณะที่ตัวเลขการลงทุนในช่วงครึ่งปีแรกรวมกันกว่า 500,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากกลุ่ม AI ที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีการส่งข้อมูลด้วยแสง (Optical Transceiver) ซึ่งบริษัทที่เป็นอันดับ 1-2 ของโลกมาลงทุนในเมืองไทย มีการจ้างงานอยู่ที่สระบุรี 20,000 คน มีการทำวิจัยและพัฒนากับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และกำลังจะเริ่มไปที่อ่างทอง
“วันนี้เราทำยุทธศาสตร์ใหม่กับ BOI ต่อไปต้องพิจารณาเรื่องมูลค่าเพิ่มจากการลงทุนในเมืองไทย ไม่ใช่แค่เม็ดเงินลงทุนอย่างเดียว เม็ดเงินอุตสาหกรรมที่มาใหม่ ที่เข้ามาเยอะเพราะประเทศไทยปลอดภัย มีน้ำ มีไฟ ไฟยังเสถียรอยู่ แต่อนาคตเขาอาจจะต้องการไฟสะอาด”
ดร.เอกนิติกล่าวว่า วันนี้อุตสาหกรรมกำลังขยาย ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมด้วย อย่าง Data Center ที่เป็นเทคโนโลยีมาใหม่ ก็ต้องตามให้ทัน เมื่อเข้ามาเป็นประธานบอร์ดบีโอไอ จึงสั่งให้หยุดโครงการไว้ก่อน เพื่อออกกฎกติการับการเปลี่ยนผ่าน เพราะโลกเปลี่ยนเร็ว ต้องคว้าโอกาสให้มากที่สุด ทำยังไงให้คนไทยคว้าโอกาสให้ได้ คนไทยจะได้มีรายได้มากขึ้น

จี้อุตฯ รถยนต์ปรับตัว-ลุยปรับภาษี
รองนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมรถยนต์ด้วยว่า ใครไม่ปรับตัวก็แย่ลง รถยนต์ไฟฟ้า-EV เมื่อ 3 ปีก่อนหน้านี้ไทยเปิดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิต เพื่อให้ได้ภาษีถูกลง จนถึงขณะนี้มี 9 โรงงาน หลายโรงงานเร่งผลิตเพื่อการส่งออก แสดงให้เห็นว่าถ้าประเทศเราไม่เริ่มทำตั้งแต่วันนั้น วันนี้เราจะไม่มีอะไรเลย
“เมื่อสงครามแตกขั้ว โลกทะเลาะกัน ทุกคนที่เคยส่งออกไปอเมริกาก็ส่งไม่ได้ ก็จะส่งไปประเทศที่ไม่มีกำแพงภาษี เมื่อลมแห่งการลงทุนพัดมาทางอาเซียน ตรงกับช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทย จึงมีเสียงสะท้อนจากค่ายรถยนต์ว่าเขาอุตส่าห์มาตั้งโรงงานเมืองไทย แต่บริษัทแม่จะเอารถมาแข่งกับเขา อย่างนี้เขาก็แข่งสู้ไม่ได้ ไทยจึงต้องชี้แจงว่าการขึ้นภาษีศุลกากรทำไม่ได้ เพราะลงนามไว้ใน FTA ไปแล้ว จึงต้องใช้มาตรการภาษีสรรพสามิต นี่คือต้องปรับตัวเร็ว”
โดยแนวคิดคือ หากค่ายรถอยากมาตั้งโรงงานในประเทศไทย จะใช้อัตราภาษีถูกเหมือนเดิมก็ได้ แต่จะกำหนดให้ใช้ Local Content ด้วย ไม่อย่างนั้นก็ต้องนำเข้าอย่างเดียว ซึ่งช่วงแรก ๆ อาจจะกำหนด Local Content น้อย แล้วค่อยเพิ่มขึ้น ปัจจุบันก็ขึ้นมาประมาณ 40-50% แล้ว
“นี่คือภาพการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ เราใช้โอกาสที่โลกแตกขั้ว ทะเลาะกัน คว้าโอกาสนั้น ที่ลมพัดมาอาเซียน และเมืองไทย แล้วก็คว้าโอกาสนั้น ให้ช่วงของการเปลี่ยนผ่าน สร้างงานให้คนไทย สร้างคุณภาพให้คนไทย สร้างรายได้ให้คนไทย โดยที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและสังคม นี่คือมาตรการที่จะต้องใช้ เพราะโลกมันเปลี่ยนเร็ว”
เปลี่ยนผ่านพลังงานสู้ขาดดุล
ดร.เอกนิติกล่าวถึงการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดว่า เมื่อนักลงทุนต้องการพลังงานสะอาด การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มีแผนจะลงทุนในพลังงานสะอาด ในขณะนี้การผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติต้องนำเข้า 65% ซึ่งแหล่งผลิตในประเทศโอมานก็โดนถล่มจากการสู้รบ ดังนั้น ราคาพลังงานก็ยังแพงอยู่ ส่งผลกระทบต่อดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยด้วย จากที่เคย
เกินดุลมาตลอดก็ต้องมาขาดดุล โดยในไตรมาส 2 ที่ผ่านมาขาดดุลกว่า 6 แสนล้านบาท
“เดี๋ยวนี้นักลงทุนต้องการพลังงานสะอาด เรามีแสงแดด ซึ่ง กฟผ. รู้ตัวว่าอีกหน่อยจะขายไฟไม่พอ แล้วไม่ได้ด้วย เพราะนักลงทุนไม่ได้สนใจแค่มีไฟเสถียรอย่างเดียว แต่ต้องไฟสะอาด ดังนั้น
กฟผ. ก็จะไปลงทุนทำโซลาร์ฟาร์ม ทำ Floating Solar ผมก็สนับสนุน แต่ผมต้องคุมหนี้สาธารณะไม่ให้สูง ก็ต้องไปใช้ Thailand Future Fund หรือ Infrastructure Fund ระดมทุนจากตลาด ลดการนำเข้าไม่ให้ต้องขาดดุลมากขนาดนี้ นี่คือหัวใจ นี่คือการลงทุนเพื่ออนาคต”
รมว.คลังระบุว่า ไทยต้องเร่งลงทุน และต้องลงทุน Smart Grid ด้วย ภาคประชาชนเปลี่ยนผ่านด้วยการลงทุนระบบโซลาร์เซลล์ ด้วยการใช้หลังคาบ้านรับพลังงานแสงแดด รัฐจะให้เงินอุดหนุน ส่วนหนึ่งเพื่อช่วยเหลือ ช่วยคนที่ K-Shape ขาล่าง แทนที่เขาจะจ่ายค่าไฟทุกเดือน ถ้าเขาผลิตไฟได้ก็ขายคืน กฟผ. ได้ มีรายได้ด้วย หรืออย่างน้อยก็ลดค่าไฟ
“วันนี้การเปลี่ยนผ่านสำคัญมาก ๆ ต้องคว้าโอกาส ซึ่งไม่ทำก็ได้ แต่ประเทศไทยและคนไทยอาจจะเป็น K-Shape ขาลง แต่เราต้องการให้ประเทศไทยเป็น K-Shape ขาขึ้น ถึงเน้นว่าต้องลงทุน ลงทุน ลงทุน ให้การลงทุนเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ- Investment-led Growth ให้การลงทุนเป็นการสร้างรายได้ในอนาคต”

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนา Beyond ESG : Thailand Transition #เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย หัวข้อ “นโยบายการเงิน พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย” จัดโดยประชาชาติธุรกิจ เมื่อวันที่ 3 ก.ย.2569 ว่า การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของประเทศไทยจะขับเคลื่อนผ่าน 2 ด้าน ได้แก่ นโยบายการเงินผ่าน ธปท. และนโยบายการคลัง โดยกระทรวงการคลัง โดยทั้งสองนโยบายจะต้องประสานงานและดำเนินไปด้วยกัน ซึ่งไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างต้องเห็นด้วยกันทั้งหมด มีความเห็นที่แตกต่างกันได้ แต่ต้องเดินไปในทิศทางที่สนับสนุนกัน
นโยบายการเงินของ ธปท. มีเป้าหมายเพื่อดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งประกอบด้วย 3 ด้านด้วยกัน ได้แก่ 1.เสถียรภาพด้านราคา คือ อัตราเงินเฟ้อ ซึ่งในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาอยู่ในกรอบเป้าหมาย 1-3% หรือต่ำกว่าขอบล่างจากปัจจัย Supply ราคาน้ำมันเป็นหลัก 2.เสถียรภาพระบบการเงิน จะเห็นว่าสถาบันการเงินปัจจุบันค่อนข้างเข้มแข็ง มีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS) สูงกว่า 20% หรือสูงเกือบ 2 เท่าของเกณฑ์กำหนดที่ 11% ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและกำไรต่ำมาก และ 3.เสถียรภาพระบบการชำระเงิน ไทยมีระบบชำระเงินพร้อมเพย์ และ QR Code เป็นมาตรฐานระดับโลกที่ไม่มีค่าใช่จ่ายเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ปัจจุบันจะเห็นว่าเสถียรภาพทั้ง 3 ด้านค่อนข้างดีมาก
เศรษฐกิจไทยซึมลงเรื่อย ๆ
นายวิทัยกล่าวว่า ปัจจุบันความเสี่ยงของประเทศอยู่ที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำลงเรื่อย ๆ ก่อนวิกฤตปี 2540 ประเทศไทยเคยเติบโตประมาณ 7% หลังวิกฤตปี 2540 การเติบโตเหลือ 5.3% หลัง Global Crisis เหลือ 3.7% และหลังโควิด-19 เศรษฐกิจไทยเติบโต 2.4% และปีนี้ ธปท.เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะเติบโตประมาณ 2.3%
ทั้งนี้ด้วยบริบทที่เปลี่ยนไปความเสี่ยงของประเทศในระยะยาวไม่ได้มีเพียงเรื่องเสถียรภาพ แต่มีความเสี่ยงว่าเศรษฐกิจจะเติบโตต่ำลงเรื่อย ๆ และซึมลงเรื่อย ๆ รายได้ของคนในประเทศและรายได้ของธุรกิจก็จะลดต่ำลงเรื่อย ๆ ทำให้ที่สุดจะมีปัญหาเอ็นพีแอล (หนี้เสีย) เพราะรายได้ไม่พอกับรายจ่าย ทำให้บริษัทขนาดเล็กต้องปิดตัวลง จะเหลือบริษัทขนาดใหญ่ที่สามารถอยู่รอดได้ ซึ่งหากไม่เข้ามาเร่งแก้ไขปัญหา เศรษฐกิจในระยะต่อไปจะได้รับผลกระทบ
“ธปท.ไม่ได้มีหน้าที่เป็นผู้นำหรือเป็นแนวหน้าในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เข้ามาแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นปัจจัยทำให้เศรษฐกิจค่อย ๆ ซึมลง ธปท.จึงเลือกปัญหาเชิงโครงสร้างบางเรื่องมาดำเนินการ โดยออกมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด เป็นส่วนขยายของนโยบายการเงิน”
ธปท.ขยายบทบาท 4 เรื่อง
ขณะที่นโยบายการเงินปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1% ต่ำกว่าสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมองว่าดอกเบี้ยปัจจุบันต่ำจริง แต่ยังเหมาะสมที่จะประคองเศรษฐกิจ และหากสถานการณ์เปลี่ยนมีช็อกเกิดขึ้น ธปท. ก็สามารถลดดอกเบี้ยลงได้อีก 0.50% เหมือนที่เกิดขึ้นในช่วงโควิด-19 แต่หากสถานการณ์ไม่เปลี่ยนไปการลดดอกเบี้ยก็คงไม่เหมาะ เพราะดอกเบี้ยต่ำมีผลเสียต่อผู้ฝากเงิน จึงมองว่าจังหวะดอกเบี้ยตอนนี้ยังคงเหมาะสมกับสถานการณ์
นอกจากนี้ การส่งผ่านดอกเบี้ยมีผลจำกัด และใช้เวลายาว 8-12 เดือน และไม่สามารถแก้ปัญหาเฉพาะจุดได้ ซึ่งภายใต้ความผันผวนและความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นตลอด แปลว่า ไทยจะต้องมีความยืดหยุ่นและทนทาน (Resilience) และต้องพร้อมปรับตัว Transform หากไทย Resilience จะสามารถรับช็อกได้ รวมถึงจะต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของไทย ไม่สามารถออกมาตรการเดียวแล้วจบทันที
โดยที่ผ่านมา ธปท. พยายามขยายบทบาทและเอื้อมมือให้ไกลที่สุดในการแก้ปัญหาภายใต้อำนาจหน้าที่ ซึ่งในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา ธปท. ได้ทำไปแล้ว 4 เรื่อง คือ 1.แก้หนี้ครัวเรือน 2.การเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs และรายย่อย 3. Fairness ในการใช้บริการทางการเงิน และ 4.เงินเทา และคอร์รัปชั่น

โจทย์ SMEs เข้าไปถึงแหล่งเงิน
ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs ที่มีต้นทุนความเสี่ยง (Credit Cost) สูงมากราว 9.7% ขณะที่รายใหญ่มีต้นทุนความเสี่ยง 2% ส่งผลให้ธนาคารต้องการปล่อยสินเชื่อให้รายใหญ่มากกว่า และอาจปล่อยมากเกินไป พร้อมให้ดอกเบี้ยที่ต่ำเกินไป
ขณะที่อัตราส่วนหนี้ต่อกำไร หรือ Debt to EBITDA เมื่อเทียบกับช่วงก่อนปี 2563 จะเห็นว่าธุรกิจกู้เงินมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับความสามารถในการทำกำไร โดยสินเชื่อขนาดใหญ่เริ่มฟื้นตัวและเริ่มเป็นบวกเพิ่มขึ้นประมาณ 66% แต่สินเชื่อเอสเอ็มอีติดลบต่อเนื่องหลายไตรมาส ทั้งหมดเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างต้องใช้เวลา และการส่งผ่านดอกเบี้ยมีผลจำกัด
“ดอกเบี้ย หรือนโยบายการเงินไม่ได้ Perfect และไม่ได้สามารถทำได้ทุกอย่าง หากดอกเบี้ยต่ำมากเกินไปจะส่งผลกระทบต่อความมั่งคั่ง และประสิทธิผลของนโยบายก็ไม่ได้มีอย่างสมบูรณ์ นโยบายการเงินมีผลกับทั้งประเทศ เมื่อลดดอกเบี้ยทุกคนที่มีเงินกู้จะมีต้นทุนลดลง แต่ข้อเสียคือไม่สามารถกำหนดให้ช่วยเฉพาะจุดได้ หากต้องการช่วย SMEs หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งนโยบายการเงินไม่สามารถทำได้แบบเฉพาะเจาะจง”
ขณะที่นโยบายการคลังสามารถส่งผลเป็นจุด ๆ และส่งผลได้เร็วกว่า นโยบายการเงินมีผลกระทบสูงในระยะยาว แต่ใช้เวลาในการส่งผ่านประมาณ 8-12 เดือน ขณะที่นโยบายการคลังสามารถส่งผลได้เร็วกว่า อีกทั้งนโยบายการเงินสามารถกระตุ้น Demand ได้ จึงส่งผลต่อการบริโภค แต่ไม่ได้ส่งผลต่อด้าน Supply มากนัก
โจทย์เศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง
นายวิทัยกล่าวว่า นอกจาก GDP ที่โตลดลงเรื่อย ๆ โลกยังมีความเสี่ยงเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไทย ได้แก่ คุณภาพการศึกษา ประชากรสูงวัย รวมถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับหนี้สูงที่สุดประเทศหนึ่งในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ ดังนั้นหากไม่แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนต่อให้ใช้นโยบายการเงินอย่างไรประสิทธิภาพก็จะต่ำมาก เพราะการกระตุ้น Demand ทำได้ไม่เต็มที่จากการที่ประชาชนไม่มีกำลังซื้อ
รวมทั้งปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ ทั้งด้านการศึกษา โอกาสด้านรายได้ และการเข้าถึงสิ่งต่าง ๆ และอีกปัญหาคือ Productivity จากที่ไม่ได้มีการลงทุนอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน ในขณะที่กำลังเกิด Cycle Investment ขึ้นมาใหม่ เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้ประเทศไทยได้โอกาสการลงทุนใน AI และ Digital ประเทศไทยถือว่าโชคดี จากสถานการณ์ที่การลงทุนในบางพื้นที่ทำได้ยาก เงินลงทุนจำนวนมากจึงต้องหาที่ลง โดยไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญ
ผู้ว่า แบงก์ชาติกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม เรื่องความสามารถในการแข่งขันยังเป็นประเด็นสำคัญ เพราะประเทศไทยยังผลิตอุตสาหกรรมเก่าอยู่ ทั้งมีปัญหาเรื่องการเข้าถึงการเงิน สินเชื่อ ธุรกิจ กฎหมาย และคอร์รัปชั่น โดย ธปท.พยายามส่งสัญญาณให้เห็นว่าเรื่องเหล่านี้มีจำนวนมาก และพยายามแก้ปัญหาเชิงฐานราก เพราะเชื่อว่าเป็นจุดที่ทำให้เกิดปัญหาและทำให้เศรษฐกิจโตต่ำ
“อย่างไรก็ดี ธปท.ไม่ได้แก้ทุกเรื่อง ไม่ได้แก้สังคม ไม่ได้แก้เรื่องการศึกษา และไม่ได้แก้เรื่องการเมือง แต่เลือก 4 เรื่องเข้ามาแก้ ได้แก่ การเข้าถึงสินเชื่อ, ปัญหาหนี้ครัวเรือน, การจัดการเงินเทา คอร์รัปชั่น รวมถึงการกำกับดูแลระบบการเงิน และการดำเนินการในส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งหมดเป็นการยกระดับการกำกับและโครงสร้างการจัดการของธปท.”
ตัดช่องทางลำเลียง “ทุนเทา”
นายวิทัยกล่าวว่า วันที่ 10 ก.ย. นี้ ธปท. จะเดินหน้าประกาศจุดยืน “หนึ่งเจตนารมณ์ ผสานพลัง ปกป้องภาคการเงินไทย” โดยได้ร่วมมือกับภาคการเงินภายใต้การกำกับทั้งสถาบันการเงิน และผู้ประกอบธุรกิจที่มิใช่สถาบันการเงิน (น็อนแบงก์) ประกาศเจตนารมณ์ไม่ต้องการให้ภาคการเงินตกเป็นเครื่องมือ ทางผ่าน หรือสนับสนุนธุรกรรมผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์เชิงรุกร่วมปกป้องระบบเศรษฐกิจไทยจากเงินทุจริตและการฟอกเงิน
แนวทาง ธปท. มุ่งเน้นสกัดกั้นจากต้นทางผ่านกลไกสถาบัน เนื่องจากเงินทุจริตทุกประเภท ทั้งจากสแกมเมอร์ การคอร์รัปชั่น หรือพนันออนไลน์ จะต้องผ่านระบบธนาคารก่อนจะถูกผันไปสู่สินทรัพย์อื่น จึงจำเป็นต้องเริ่มต้นตัดทางลำเลียงที่ระบบธนาคารจึงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพที่สุด
จากประสบการณ์ตรงที่เคยทำงานทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน พบว่าปัญหาคอร์รัปชั่นในไทยมีความร่วมมือกันเป็นเครือข่ายสลับซับซ้อนเหมือน “ใยแมงมุม” ระหว่างนักการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจขนาดใหญ่ สลับซับซ้อน เงินเทาทั้งนั้น
พร้อมออกมาตรการอป้องกันเรื่องเงินเทา โดยกำหนดให้กาฝากเงินสด5 ล้านบาทขึ้นไป ตั้งแต่ตุลาคมนี้ ต้องชี้แจงแหล่งที่มาของเงิน หลังจากเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้ประกาศให้ต้องรายงานการถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ทำให้ธุรกรรมลดลง จากเดือนละประมาณ 100,000 ล้านบาทช่วงเดือน ม.ค. 2569 ลดลงเหลือ47,000 ล้านบาทในเดือน มิ.ย. 2569 หรือลดลงถึง 52%
รวมถึงดำเนินมาตรการคุมทองคำแท่ง 2 กิโลกรัม เพราะหลังจากคุมเงินสด ขบวนการเงินเทาหันไปซื้อทองคำแท่ง ธปท. จึงขอความร่วมมือร้านทองรายงานชื่อคนซื้อขายหรือเบิกทองคำแท่งน้ำหนัก 2 กิโลกรัมขึ้นไป คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10 ล้านบาท ซึ่งไม่ได้ห้ามซื้อขาย แค่ขอรายงานชื่อ ซึ่งปรากฏว่ายอดธุรกรรมดังกล่าวลดลงทันทีถึง 70% ในช่วงเดือน มิ.ย. 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา
เกาะติดธุรกรรมดิจิทัลแสน ล.
ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้เส้นทางการเงินหลังจากโดนบล็อกทั้งเงินสดและทองคำ ขบวนการเหล่านี้หันไปใช้ช่องทางตราสารต่างประเทศ (FX) และยังมีเรื่องสินทรัพย์ดิจิทัล ประเภท USDT จึงมีการประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเฝ้าระวังวอลุ่มการเทรดเหรียญ USDT ที่พุ่งสูงผิดปกติในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา โดย กลต. กำลังตามปิดเส้นทางนี้อยู่ เนื่องจากพบปริมาณธุรกรรมที่สูงผิดปกติหลายแสนล้านบาท ซึ่งเกี่ยวข้องกับธุรกิจผิดกฎหมาย เช่น พนันออนไลน์
โดยปัจจุบันพนันออนไลน์เลี่ยงไปใช้ บริการรับใช้บัตรเงินสด กลุ่มน็อนแบงก์ในการเติมและหมุนเงิน ธปท. จึงจำเป็นต้องขยายการกำกับดูแลเข้าไปตรวจธุรกิจน็อนแบงก์ทั้งหมดเพื่อปิดช่องโหว่นี้
คุมเข้ม BNPL-น็อนแบงก์
นายวิทัยกล่าวว่า มาตรการทางการเงินอีกด้านหนึ่ง ธปท.จะเข้าไปควบคุมธุรกิจ “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” (Buy Now Pay Later – BNPL) เนื่องจากธุรกิจนี้มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 10 เท่าตัว ในระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ทำให้จำนวนผู้ใช้เพิ่มจาก 600,000 คน เป็น 6 ล้านคน รวมถึงมีเด็กรุ่นใหม่กว่า 45% กู้เงินครั้งแรกผ่านระบบ BNPL ธปท. เตรียมเข้ามากำกับดูแล ที่กำหนดให้ธุรกิจนี้ต้องขอใบอนุญาต ภายใต้เกณฑ์สินเชื่อส่วนบุคคล (Personal Loan) โดยกำลังจัดทำเฮียริ่งหลักเกณฑ์ในช่วงสิ้นเดือน ก.ย. และคาดว่าจะสามารถออกหลักเกณฑ์ได้ในช่วงไตรมาสที่สี่ของปีนี้
ด้านน็อนแบงก์ที่มีผู้ประกอบกิจการประมาณ 3,624 แห่ง รวม 24 ประเภท ซึ่งมีการให้สินเชื่อวงเงินรวมถึง 55% ของยอดสินเชื่อคงค้าง และจำนวนบัญชีของสินเชื่อ 75% ของบัญชีสินเชื่อทั้งหมด มีสัดส่วนที่ใหญ่กว่าแบงก์รัฐและแบงก์พาณิชย์รวมกัน รวมถึงมีการคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมที่ซ้ำซ้อน ทำให้ ธปท. อยู่ระหว่างพัฒนานำระบบดาต้าและเอไอเข้ามาร่วมใช้กำกับดูแลเพิ่มขึ้นเช่นกัน
ทั้งนี้ หากไม่ทำในรูปแบบดังกล่าวจะทำให้การกำกับดูแลทำได้ยาก จุดประสงค์หลักของการกำกับ Non-Bank ไม่ได้มีเพียงการดูเรื่องการคืนเงินฝาก แต่ต้องดูเรื่อง Customer Protection หรือการคุ้มครองผู้บริโภคด้วย เช่นกรณีที่ตรวจพบการคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมในรูปแบบซับซ้อน