ประมวลเหตุ สำนักงานศาลปกครอง X สำนักงาน กสทช.
สำนักงาน กสทช. โต้วุ่น หลังสำนักงานศาลปกครอง เตือน เอกสารข่าวขัดเนื้อหาวินิจฉัย-คำสั่งศาลฯ คดีระหว่าง “นพ. สรณ” และ คณะกรรมการสรรหา กสทช. จ่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังศาลปกครองสูงสุด กลับคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น (2 ก.ย.) และให้รับคำฟ้องของนายสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ผู้ฟ้อง และคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (คณะกรรมการสรรหา กสทช.) ผู้ถูกฟ้องคดี เรื่องคดี พิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการไม่ชอบด้วยกฎหมาย
โดย นพ.สรณ ได้ร้องว่า คณะกรรมการฯ ดังกล่าวไม่มีอำนาจทางกฎหมาย ในการพิจารณคุณสมบัติการเป็นประธาน กสทช. ทำให้ปมคุณสมบัติที่ยังไม่ชัดเจนของ “นพ.สรณ” เป็นชนวนเหตุให้เกิดการล่มประชุม บอร์ด กสทช. 8 ครั้ง
การรับคำฟ้องของ ศาลปกครองสูงสุด ทำให้เกิดความแย้งอีก กล่าวคือ
ฝั่ง นพ. สรณ ประกาศน้อมรับคำสั่งและยืนยันลุยงานต่อ โดยตีความว่าตนเองยังมีอำนาจเป็นประธานนั่งหัวโต๊ะ เพราะกระบวนการยังไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการ
ขณะที่ฝั่ง กสทช. 3 ราย ได้แก่ ศ.กิตติคุณ พิรงรอง รามสูต, พลอากาศโท ดร.ธนพันธ์ หร่ายเจริญ และ รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย กลับมองตรงกันข้ามว่า ศาลเพียงแค่ “รับคำฟ้องไว้พิจารณา” เท่านั้น ไม่ได้สั่งคุ้มครองชั่วคราวให้กลับมาทำงานได้ ดังนั้น สถานะตามมติคณะกรรมการสรรหาฯ เดิมถือว่าพ้นตำแหน่งไปแล้ว นพ.สรณ จึงไม่มีอำนาจทำหน้าที่ประธาน
และเมื่อวันที่ 3 ก.ย.ยังกระทุ้งให้ สำนักงาน กสทช. เร่งจัดประชุมกรรมการ 6 คนที่เหลือโดยไม่มี นพ.สรณ เพื่อไม่ให้งานราชการสะดุด
ขณะเดียวกัน ในวันที่ 3 ก.ย. ฝั่งสำนักงาน กสทช. มีการออกข่าวแจงข้อมูล “เอกสารข่าวฉบับที่ 85/2569” เผยแพร่ข้อมูลคำสั่งศาลปกครองสูงสุด เนื้อหาด้านในเน้นเขียนถึงเหตุผลทำนองว่า “หากให้ นพ.สรณ หยุดปฏิบัติหน้าที่ความเสียหายจะลุกลาม” และ “ไม่ควรตีความยึดโยงผลที่จะตามมา”
ต่อมาช่วงกลางวันของ 4 ก.ย. สำนักงานศาลปกครอง ออกแถลงการณ์ด่วน ชี้แจงว่าเอกสารข่าวที่สำนักงาน กสทช. เผยแพร่เมื่อวันที่ 3 กันยายน “ไม่ตรงกับความเป็นจริงและคลาดเคลื่อนอย่างร้ายแรง” เนื้อหาบางส่วนในเอกสารข่าว กสทช. เหล่านั้นเป็น คำกล่าวอ้างในใบยื่นอุทธรณ์ของ นพ.สรณ เอง ไม่ใช่เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาล การนำข้อความบางส่วนไปตัดทอนเผยแพร่บิดเบือนอาจเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย และศาลเตรียมดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้เกี่ยวข้อง
(รายละเอียดเนื้อหา ตามเอกสารที่ปรากฎด้านล่าง โปรดอ่านเพิ่มเติม)
ต่อมาในช่วงหัวค่ำ ล่าสุด สำนักงาน กสทช. ได้ออกเอกสาร “ชี้แจงกรณี สำนักงาน กสทช. ให้ข้อมูลเกี่ยวกับคำสั่งศาลปกครองสูงสุดรับฟ้องคดีนายแพทย์สรณ”
เนื้อหาระบุว่า
สำนักงาน กสทช. ขออภัยในความคลาดเคลื่อนและขอแก้ไขข่าวสำนักงาน กสทช. เกี่ยวกับคำสั่งศาลปกครองสูงสุดเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 คดีระหว่างนายสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ผู้ฟ้องคดีและคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดี ดังนี้
1) คดีนี้เป็นกรณีที่นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ยื่นฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช. ว่าไม่มีอำนาจในการพิจารณา ตามมาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ที่จะพิจารณาให้กรรมการซึ่งมีคุณสมบัติต้องห้ามตามมาตรา8(2) ได้เนื่องจากอำนาจของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ได้สิ้นสุดลงแล้วตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีได้นำรายชื่อขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง และมีคำขอเกี่ยวกับมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาของผู้ฟ้องคดีด้วย
2) ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งในวันที่ 7 สิงหาคม 2569 เห็นว่าผู้ฟ้องคดียังไม่ได้รับความเดือดร้อนหรือความเสียหายหรืออาจจะได้รับความเดือดร้อนหรือความเสียหายอันนี้อาจหลีกเลี่ยงได้ จึงไม่รับฟ้องคดีนี้ไว้ และไม่จำต้องพิจารณาคำขอเกี่ยวกับมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาของผู้ฟ้องคดี จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
3) ผู้ฟ้องคดียื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ในประเด็นที่เกี่ยวกับว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายแล้วเนื่องจากเกิดจากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ว่าให้พ้นจากตำแหน่งทั้งที่คณะกรรมการสรรหาไม่มีอำนาจที่จะดำเนินการในเรื่องนี้เลย
4) ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งลงวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2569 กลับคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง ว่าให้รับฟ้องคดีของผู้คดีไว้พิจารณาและมีคำสั่งในเรื่องคำขอเกี่ยวกับมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนพิจารณาคดีของผู้ขอต่อไป
5) สำหรับในเนื้อหาของการพิจารณาคดีของศาลปกครองสูงสุด ยังไม่ได้มีการวินิจฉัยว่าคณะกรรมการสรรหา กสทช. มีอำนาจหรือไม่มีอำนาจแต่อย่างใด และเนื้อหาในบางส่วนที่มีการกล่าวถึงว่าผู้ฟ้องคดีไม่มีคุณสมบัติตามมาตรา 8(2) นั้น เป็นการกล่าวอ้างถึงคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. เพื่อจะได้มีคำสั่งว่าผู้ฟ้องคดีได้รับการกระทบสิทธิแล้วเท่านั้น ซึ่งในที่สุดศาลปกครองสูงสุดก็มีคำสั่งว่าให้รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณาดังกล่าว
ดังนั้นสำนักงาน กสทช. จึงขอเรียนว่า สำนักงาน กสทช. น้อมรับคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดในการที่จะให้การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมที่กำลังดำเนินต่อไป
ทั้งนี้ สำนักงาน กสทช. ขอยืนยันการยึดหลักปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และให้ความเป็นธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเป็นแนวทางที่ตรงกับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี โดยเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้แจ้งเวียนเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 เพื่อเวียนย้ำหนังสือแนวปฏิบัติปี 2564 และ ปี 2561 ซึ่งหากกระบวนการยุติธรรมยังไม่สิ้นสุด หรือมีข้อโต้แย้งทางกฎหมายตามที่ยังไม่ถึงที่สิ้นสุดกระบวนการ ไม่ควรดำเนินการใดๆ ที่จะกระทบต่อการทำงานของบุคคลนั้น รวมถึงทุกเรื่องที่ยังอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งหากกระบวนการยังไม่ถึงที่สิ้นสุดก็ย่อมไม่ได้รับผลกระทบเช่นกัน



