ปลด ‘สรณ’ ย้อนปมเก้าอี้เลขาฯ กสทช. ระส่ำ องค์กรรัฐแสนล้าน
ปมปลด ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ พ้นประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ไม่เพียงการเมืองเรื่องตำแหน่งแห่งที่ แต่สะเทือนถึงโครงสร้างการบริหารงานขององค์กรกำกับดูแลอุตสาหกรรมโทรคมนาคม 8 แสนล้านบาท ซึ่งมีรายได้พึ่งพาตนเองมากถึง 5 หมื่นล้านบาท เป็นหนึ่งในขุมรายได้ที่ใหญ่ที่สุดของรัฐ แม้ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจด้วยซํ้า
โครงสร้างบริหารสํานักงาน กสทช. มีตําแหน่งเลขาธิการ กสทช. เป็นมือเป็นไม้ในการขับเคลื่อนการปฏิบัติงาน ที่ให้คุณให้โทษต่อประชาชนผู้บริโภค ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงภาครัฐ แม้เกือบทุกอย่างต้องผ่านมติเห็นชอบจากบอร์ด กสทช. ซึ่งในตอนนี้ติดอยู่ในสภาวะสุญญากาศ กระตุ้นให้หวนนึกว่า ผลลัพธ์ของความขัดแย้งทั้งหมดทั้งมวลที่ระเบิดออกมาในวันนี้ จุดเริ่มต้นหนึ่งมาจากเรื่องการสรรหาเลขาธิการ กสทช. ที่สร้างความขัดแย้งฝังไว้ จนถึงการพิจารณาคุณสมบัติของประธาน กสทช. ในตอนนี้
การสรรหาเลขาฯ ที่ทำให้เกิด “ประชุมล่ม” หลายครั้งติดกันในช่วงปี 2566
อยู่ในสำนักงานเป็นหมาตัวหนึ่ง
ความสัมพันธ์ของสำนักงาน กสทช. ต่อความขัดแย้งเรื่องการปลด นพ.สรณถูกจับตาอีกครั้ง เมื่อ ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต1 ใน 4 กรรมการ กสทช.ที่วอล์กเอาต์ ได้เปิดใจระบายว่า การอยู่ในสำนักงาน กสทช.นี้เหมือนเป็นหมาตัวหนึ่ง เป็นเหมือน กสทช.ชั้น 2 พร้อมเท้าความเรื่องปมการฟ้องร้องกันไปมาภายในบอร์ด ถึงคดีความเก่าเรื่องการสนับสนุนเงิน 600 ล้านบาทของ กสทช.ซื้อสิทธิถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2022 นั่นคือหนึ่งในจุดเริ่มต้นปัญหาว่าด้วย “เลขาฯ กสทช.” ผู้นำฝ่ายบริหารขององค์กร
การวอล์กเอาต์ครั้งล่าสุด ดร.พิรงรองส่งบันทึกข้อความกระทุ้งให้สำนักงาน กสทช. ในฐานะหน่วยงานธุรการ ให้อำนวยความสะดวกจัดประชุมบอร์ด 6 คนที่เหลืออยู่ตามหน้าที่
“อรดา เทพยายน” ผู้ช่วยเลขาธิการ กสทช. เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ว่า การที่สำนักงานยังต้องเชิญ นพ.สรณเข้าประชุม เพราะการพ้นจากตำแหน่งต้องมีการโปรดเกล้าฯ เสียก่อน
“ประเด็นข้อกฎหมายที่สำนักงานมีความเข้าใจแตกต่างจากกรรมการ กสทช.ทั้ง 3 คน สำนักงานอ้างอิงคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาคณะใหญ่ และคำพิพากษาศาลฎีกาในกรณีที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ซึ่งระบุว่าต้องรอให้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งก่อน สำนักงานจึงยังคงจัดการประชุมและเชิญกรรมการทั้ง 7 คนเข้าร่วม ทันทีที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้น ถึงจะเข้าเงื่อนไขในมาตรา 20 ที่ทางสำนักงานพร้อมจะรับดำเนินการต่อไป จึงเป็นเหตุผลที่เราไม่สามารถที่จะกันบุคคลหนึ่งบุคคลใดออกไปจากกระบวนการจัดประชุมได้”
ปม “เลขาฯ” ฟ้องกันนัวยืดเยื้อ
เหตุการณ์ในช่วงไม่กี่วันนี้จึงเรียกว่า “สะกิดแผลเก่า” ระหว่างกรรมการ กสทช. นำโดย พิรงรอง รามสูต, ศุภัช ศุภชลาศัย, ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ รวมถึง สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ กับ “สรณ บุญใบชัยพฤกษ์-ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล” ให้เปิดอ้าอีกครั้ง
เป็นความบาดหมางที่เกิดตั้งแต่ปี 2566 เมื่อมีการแต่งตั้ง กสทช.ครบ 7 คน ตามด้วยการเร่งดำเนินการสรรหาเลขาธิการตัวจริงแทน “ฐากร ตัณฑสิทธิ์” ที่ลาออกในปี 2563
เกิดความเห็นต่างในอำนาจการคัดเลือกเลขาฯ เมื่อฝั่งหนึ่งมองว่าประธาน กสทช.มีอํานาจในการเสนอชื่อเลขาฯ ขณะที่ฝั่ง 4 กสทช.เสียงส่วนใหญ่มองว่าเป็นอํานาจของบอร์ดทั้งคณะ จังหวะนั้น 4 กสทช.ชิงเปิดเกมสอบสวนปมการสนับสนุนงบประมาณ 600 ล้านบาทซื้อสิทธิฟุตบอลโลก ลาก “ไตรรัตน์” มาเป็นคู่ขัดแย้ง และ “ไตรรัตน์” คือหนึ่งในผู้สมัครชิงตำแหน่งเลขาฯ ตัวจริง
ปี 2566 บอร์ด กสทช.มีมติ 4 ต่อ 2 ต่อ 1 ให้ไตรรัตน์พ้นจากการทำหน้าที่รักษาการ พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย แต่ นพ.สรณเบรกมติดังกล่าว ยืนยันให้ไตรรัตน์ทำหน้าที่ต่อ
เรื่องนี้จุดชนวนสงครามฟ้องร้อง โดย 4 กสทช.ฟ้องศาลปกครอง ที่ นพ.สรณไม่ดำเนินการตามมติ ขณะเดียวกันไตรรัตน์ก็ฟ้องกลับว่า 4 กสทช. และ 1 รองเลขาฯ ใช้อำนาจโดยมิชอบ พร้อมเด้ง “ภูมิศิษฐ์ มหาเวสน์ศิริ” รองเลขาฯ ที่ถูกผลักดันให้ขึ้นมาแทนไตรรัตน์ เพื่อสอบปมฟุตบอลโลกออก และภูมิศิษฐ์ก็ฟ้อง นพ.สรณ ต่อกรณีไม่เซ็นคำสั่งตั้งตนตามมติบอร์ด
ขณะเดียวกัน นพ.สรณพลิกเกม หันมาเสนอชื่อ “ไตรรัตน์” ชื่อเดียวต่อบอร์ด กสทช. เพื่อให้เห็นชอบเป็นเลขาฯ ตัวจริง ทั้งที่มีผู้สมัครถึง 9 ราย
อีกจุดเปลี่ยนคือ “สุรางคณา วายุภาพ” หนึ่งในผู้เสนอชื่อชิงเลขาฯ ที่ได้รับการปฏิเสธคุณสมบัติ ฟ้องศาลปกครองเพิกถอนคำสั่ง หรือประกาศ หรือคำวินิจฉัยผลการคัดเลือกเลขาฯ โดยระบุว่าเป็นการใช้อำนาจ “ตามอำเภอใจ” คาไว้อีกคำรบหนึ่ง
ขณะที่ภายในบอร์ด การเสนอวาระเลขาฯ ทำให้การประชุม “ล่ม” มากกว่า 4 ครั้งในปี 2566 จนกระทั่ง 17 ม.ค. 2567 การประชุมเกิดขึ้น และมีการเสนอชื่อ “ไตรรัตน์” เป็นเลขาฯ แต่บอร์ดมีมติ 4 ต่อ 3 ไม่เห็นชอบกระบวนการสรรหา ต่อมา “ไตรรัตน์” ได้ฟ้อง 4 บอร์ดอีก เนื่องจากเห็นว่าทั้ง 4 ไม่ควรมาลงมติ เพราะเป็น “คู่กรณี” จากคดีเก่าเรื่องการใช้อำนาจปลดตนโดยมิชอบ (ปมมติปลดไตรรัตน์ เพื่อสอบสวนคดีฟุตบอลโลก)
ในเดือน มิ.ย. 2568 ศาลปกครองก็ตัดสินคดี “สุรางคณา” โดยชี้ชัดว่าให้เริ่มกระบวนการสรรหาเลขาฯ ใหม่ ด้วยอำนาจการสรรหาเลขาฯ เป็นของบอร์ดทั้งคณะ ไม่ใช่ของประธาน กสทช.ฝ่ายเดียว
สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ “เกียร์ว่าง” ไม่มีการพูดถึงกระบวนการสรรหาเลขาธิการตัวจริงอีก และ “ไตรรัตน์” อยู่ในตำแหน่งรักษาการเข้าสู่ปีที่ 6 ยาวนานกว่าอายุของเลขาฯ ตัวจริง
เก้าอี้สำคัญบริหารเงินแสนล้าน
ความขัดแย้งเรื่องการสรรหาเลขาฯ ในอดีตนั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ด้วยอำนาจบริหารงบประมาณมหาศาล เต็มมือที่ต้องจัดสรร จัดการ เสนอต่อบอร์ดแล้วนำไปขับเคลื่อน
โดยในปี 2568 สำนักงาน กสทช.มีรายได้รวม 49,930.56 ล้านบาท และมีรายจ่ายรวม 49,837.04 ล้านบาท โดยมีการนำส่งรายได้แผ่นดินประมาณ 35,000 ล้านบาท มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวน 9,081.53 ล้านบาท และมีรายได้ค้างรับ 121,761.99 ล้านบาท ซึ่งมาจากการประมูลคลื่นความถี่ทั้งเก่าและใหม่
ขณะที่งบฯ บริหารภายในมากกว่า 4,000-5,000 ล้านบาทต่อปี
ยังไม่รวมถึงอำนาจในการกำกับดูแล ออกใบอนุญาต อนุมัติ ตั้งแต่คลื่นความถี่วิทยุ โทรทัศน์ ดาวเทียม ไปจนถึงการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งตามการประเมินของสำนักงาน กสทช.เองระบุว่า อุตสาหกรรมสื่อสารของไทยมีมูลค่าราว 8 แสนล้านบาทในปี 2569
“เก้าอี้” เลขาธิการจึงเป็นมือไม้สำคัญในการบริหารจัดการ “ขุมทรัพย์” แสนล้านของรัฐ ซึ่งยังคงเป็นที่น่าจับตาว่า หลังฝุ่นควันสงบลงวาระเรื่องเลขาธิการตัวจริงจะถูกหยิบยกมาถกเถียงกันอีกครั้งหรือไม่