รู้จัก ‘Chipflation’ ภาวะต้นทุนชิปเฟ้อ สะเทือนสเป็ก-ดันราคาสินค้าไอทีพุ่ง
การใช้งาน AI ที่เพิ่มขึ้นทั้งในระดับบุคคลและองค์กร ส่งแรงสั่นสะเทือนถึงซัพพลายเชนการผลิต “ชิป” อย่างหนัก เพราะเหล่าผู้ผลิตชิปต่างเทสรรพกำลังไปยังการผลิตหน่วยความจำที่เกี่ยวกับดาต้าเซ็นเตอร์ และการประมวลผลบนคลาวด์ ทำให้โลกเข้าสู่ภาวะ “Chipflation” ที่ต้นทุนชิปและหน่วยความจำปรับตัวสูงขึ้น
Chipflation กำลังสร้างแรงกดดันต่อ “ราคา” และ “สเป็ก” ของสินค้าหลายประเภท เพราะเมื่อหน่วยความจำบางประเภทมีปริมาณจำกัด และชิ้นส่วนต้นทางแพงขึ้น กลุ่มผู้ผลิตสินค้าไอทีก็ต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย จนนำไปสู่การปรับราคา สเป็ก โปรโมชั่น และรุ่นสินค้าที่นำมาขาย
จากรายงานของบริษัทวิจัยตลาด TrendForce พบว่าหนึ่งในชิ้นส่วนที่มีราคาสูงขึ้นมาก คือชิปหน่วยความจำที่ใช้ในมือถือ โดยไตรมาส 2/2569 ราคา LPDDR5X ซึ่งเป็นหน่วยความจำที่ใช้ในสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า 78-83% ส่วน LPDDR4X ที่ใช้ในสมาร์ทโฟนอีกหลายรุ่นเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 70-75%
หากย้อนกลับไปดูตั้งแต่ช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมา จะเห็นว่าราคาเฉลี่ยของสมาร์ทโฟนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่ออ้างอิงจากราคาขายปลีกในไตรมาส 1/2569 เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 21% มาอยู่ที่ 375 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 12,000 บาท) นั่นทำให้ผู้บริโภคเริ่มเข้าสู่โหมด “คิดเยอะก่อนซื้อ” และตัดสินใจชะลอรอบการเปลี่ยนเครื่องออกไป
สอดคล้องกับข้อมูลของ Counterpoint Research ที่ระบุว่า ยอดจัดส่งสมาร์ทโฟนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ ไตรมาส 2/2569 ลดลง 15% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2568 ถือเป็นการลดลงแรงที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2566 โดยมือถือราคาต่ำกว่า 150 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5,000 บาท) มียอดจัดส่งลดลงถึง 38% เนื่องจากสินค้าราคาประหยัดได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้นมากกว่ากลุ่มอื่น
ไม่ใช่แค่กับมือถือเท่านั้น คอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊คก็ได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน โดยข้อมูลของ Counterpoint Research พบว่ายอดจัดส่ง PC ทั่วโลกในไตรมาส 2/2569 ลดลง 4% เหลือประมาณ 65 ล้านเครื่อง ซึ่งต้นทุนหน่วยความจำที่สูงขึ้นทำให้ผู้ผลิตบางรายต้องเลือกระหว่างการปรับราคา ปรับสเป็กของสินค้าราคาประหยัด หรือหันไปทำตลาดในรุ่นที่ให้กำไรต่อเครื่องสูงขึ้นแทน
ขณะที่ในฝั่งของทีวี TrendForce พบว่าสัดส่วนต้นทุนของหน่วยความจำเพิ่มจากราว 2.5-3% เป็น 6-7% เมื่อรวมกับราคาหน้าจอและวัตถุดิบอื่นที่สูงขึ้น จึงเพิ่มแรงกดดันต่อราคาทีวีรุ่นใหม่ ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีระบบเชื่อมต่อหรือฟังก์ชันอัจฉริยะ ก็ต้องใช้ชิปเป็นส่วนประกอบเพิ่มขึ้นเช่นกัน
เช่นกันกับรถยนต์ที่รถรุ่นใหม่ต้องใช้ชิปและหน่วยความจำมากขึ้น ตั้งแต่ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ หน้าจอภายในรถ ไปจนถึงระบบเชื่อมต่อข้อมูล โดยราคาเฉลี่ยตามสัญญาของ NOR Flash และ SLC NAND ซึ่งเป็นชิปหน่วยความจำที่ใช้ในหลายอุตสาหกรรม รวมถึงรถยนต์ อุปกรณ์อุตสาหกรรม และระบบเครือข่าย เพิ่มขึ้นสะสมมากกว่า 100% ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569
ภาวะ Chipflation ที่เกิดขึ้นกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สะท้อนแนวโน้มของราคาสินค้าไอทีในช่วงต่อจากนี้ ยิ่งต้นทุนชิปและหน่วยความจำยังมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การปรับขึ้นราคาสินค้ารอบใหม่ก็ยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอเช่นกัน