ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
ยศชนัน ขึ้นเวที Water Resilience Forum ครั้งที่ 3 ซึ่งจัดโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชูแนวคิด “Local Wisdom-Localize Technology” ดันชุมชนบริหารจัดการน้ำได้เอง พร้อมเปลี่ยนน้ำจากความเสี่ยงให้เป็นต้นทุนสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ
ศูนย์กันก่อนท่วม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกกำลังเครือข่ายพันธมิตร จัดงาน Water Resilience Forum ครั้งที่ 3 ภายใต้แนวคิด “WATER SMART COMMUNITIES – คนเปลี่ยนน้ำ น้ำเปลี่ยนอนาคต” โดยระดมผู้นำจากภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคชุมชน ร่วมถอดบทเรียนจากชุมชนต้นแบบ
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “วิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และอนาคตของ Water Smart Communities” โดยกล่าวว่า เมืองในปัจจุบันถูกแบ่งตามเขตการปกครอง ซึ่งก่อให้เกิดปัญหา เนื่องจากน้ำไม่รู้จักเขตแดน การบริหารจัดการน้ำจึงควรพิจารณาตามแผนที่น้ำ และแบ่งความรับผิดชอบให้สอดคล้องกับแนวทางดังกล่าว
โดยยกตัวอย่างว่า ในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีเทคโนโลยีพร้อมอยู่แล้ว แต่อยากให้เริ่มต้นจาก “local wisdom” และ “localize technology” คือการนำเทคโนโลยีมาปรับให้เข้ากับบริบทของแต่ละพื้นที่ จึงจะเกิดเป็นระบบจัดการน้ำอัจฉริยะ ทำให้คนในพื้นที่สามารถบริหารจัดการกันเองได้ พร้อมยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นที่บริหารจัดการน้ำได้อย่างแนบเนียน จนแทบไม่รู้สึกว่าน้ำท่วมเป็นปัญหา ด้วยการพัฒนาเมืองให้มีสวนสาธารณะและพื้นที่แก้มลิงแฝงอยู่ภายใน
“การแก้ปัญหาเรื่องน้ำและภาวะโลกร้อนคือสิ่งที่ยั่งยืนที่สุดที่ต้องทำ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) บางข้อจำเป็นต้องลงมือทำทันที และต้องทำให้ชุมชนเข้าใจในบทบาทของตนเอง รวมถึงเรื่องการจัดเก็บข้อมูล ซึ่งหากไม่สามารถทำได้ด้วยวิธีปกติ ก็ควรนำระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยสนับสนุน”

แพลตฟอร์มความร่วมมือเพื่อป้องกันอุทกภัย
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ศูนย์กันก่อนท่วม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นแพลตฟอร์มและเวทีให้ทุกภาคส่วนได้มาร่วมแสดงความคิดเห็นว่าจะป้องกันอุทกภัยได้อย่างไร โดยที่ผ่านมาศูนย์ฯ ได้จัดเวทีระดมความคิดจากผู้เชี่ยวชาญทั้งจาก MIT สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ และทุกภาคส่วนของไทยมาแล้วหลายครั้ง
สำหรับหัวข้อในวันนี้คือ “คนเปลี่ยนน้ำ น้ำเปลี่ยนคน” ซึ่งชี้ให้เห็นว่าชุมชนคือจุดที่สำคัญที่สุดในการทำให้คนสามารถปรับตัวอยู่ร่วมกับน้ำได้ ป้องกันภัยได้ และใช้ประโยชน์จากน้ำได้ ประเด็นสำคัญคือทำอย่างไรจึงจะนำเทคโนโลยีที่มีอยู่ เช่น สถานีวัดน้ำฝนบนยอดเขา ไปสู่ชุมชน เพื่อให้ชุมชนรู้ล่วงหน้าว่าน้ำจะมาเมื่อไหร่ และต้องเตรียมตัวอย่างไร เพราะชุมชนเองรู้ดีว่าเมื่อฝนตกแล้วน้ำจะไหลลงมาจากเทือกเขาใด และควรเตรียมพร้อมอพยพอย่างไร
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ กล่าวต่อว่า เทคโนโลยีกับชุมชนต้องอยู่ร่วมกัน และชุมชนต้องได้รับการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างมูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ที่ได้จัดตั้งชุมชนเตือนภัยไว้ 19 แห่งทั่วประเทศ
งานในวันนี้ได้เชิญผู้นำชุมชนและสถาบันต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันในเรื่องการเตือนภัย การบริหารจัดการน้ำ การป้องกันภัย และการอพยพ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับน้ำได้โดยไม่เกิดความเสียหายฝ่ายเดียว แต่สามารถใช้ประโยชน์จากน้ำได้ด้วย เนื่องจากอุทกภัยมีแนวโน้มเกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต จึงต้องหาแนวทางบริหารจัดการน้ำให้เกิดรายได้ ไม่ใช่นำมาซึ่งความสูญเสียเพียงอย่างเดียว

4 แนวทางเปลี่ยนวิกฤตน้ำ สู่เศรษฐกิจมั่นคง
รองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานศูนย์กันก่อนท่วม ได้นำเสนอ 4 แนวทางหลักภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนวิกฤตน้ำ สู่เศรษฐกิจมั่นคง” ได้แก่
Blue Infrastructureการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจจากน้ำเหนือ น้ำฝน และน้ำหนุน พร้อมเปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนรูปแบบ PPP (Public-Private Partnership) ระหว่างภาครัฐและเอกชน, Integrated Water Data Platform การเชื่อมโยงข้อมูลน้ำแบบเรียลไทม์ (Real-time) เพื่อการคาดการณ์ เตือนภัย และวางแผนเชิงรุก,
Water Smart Communityการเสริมพลังให้ชุมชนร่วมบริหารจัดการน้ำกับภาครัฐ ทั้งในด้านการรับมือและการใช้ประโยชน์จากน้ำอย่างยั่งยืน และ ยกระดับการบริหารจัดการน้ำเป็นวาระแห่งชาติ เชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงานด้านน้ำทุกภาคส่วนให้เป็นระบบเดียวกัน
Water Resilience Forum ครั้งที่ 3 ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยมีทั้งองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และต้นแบบการจัดการน้ำที่ใช้ได้จริง พร้อมผลักดันแนวทางการจัดการน้ำเชิงป้องกันให้ขยายผลไปสู่ทุกจังหวัด
ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนจากการรอรับมือเมื่อเกิดภัยพิบัติ ไปสู่การรู้ล่วงหน้า เตรียมพร้อม และบริหารจัดการน้ำก่อนที่จะเกิดความเสียหาย พร้อมทั้งเปลี่ยนน้ำจาก “ความเสี่ยง” ให้กลายเป็น “ต้นทุน” ในการสร้างคุณภาพชีวิตและมูลค่าทางเศรษฐกิจ หรือที่เรียกว่า Water Economy