Take Toys ปั้น IP สัญชาติไทย ส่งตุ๊ตาชิงตลาดแคแร็กเตอร์
Take Toys เปิดตัว “ตุ๊ตา” แคแร็กเตอร์สัญชาติไทยตัวแรก ต่อยอดโนว์ฮาวธุรกิจลิขสิทธิ์กว่าครึ่งทศวรรษสู่เจ้าของ IP เพิ่มโอกาสสร้างมูลค่าทางธุรกิจ ก่อนผลิตสารพัดสินค้าไลฟ์สไตล์ชิงเม็ดเงินลูกค้าวัยผู้ใหญ่ พร้อมมุ่งสื่อสารเล่าเรื่อง-สร้างผูกพัน ประเดิมผุดพ็อป-อัพสโตร์ทรงวาด ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 1,200 ล้านบาท ก่อนส่งร้าน Seek and Keep Club ปักหมุดเอเชีย
นางสาวอักษร จันทรโรจน์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทค ทอยส์ จำกัด ผู้ถือลิขสิทธิ์แคแร็กเตอร์ อาทิ Care Bears, Sesame Street, Teletubbies และอื่น ๆ กล่าวว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ แต่ยังมีโอกาสทางธุรกิจจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ไม่ได้เลือกซื้อสินค้าจากประโยชน์ใช้สอยเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับเรื่องราวของแบรนด์ ความผูกพันกับแคแร็กเตอร์ และประสบการณ์ที่ได้รับมากขึ้น
เพื่อต่อยอดพฤติกรรมนี้ บริษัทจึงตัดสินใจลงทุนสร้างทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property – IP) ของตัวเอง ด้วยการเปิดตัวแคแร็กเตอร์สัญชาติไทย “ตุ๊ตา” (Tuta) โดยต่อยอดประสบการณ์ดำเนินธุรกิจบริหารลิขสิทธิ์และจัดจำหน่ายสินค้าแคแร็กเตอร์ระดับโลกมานานกว่า 6 ปี เพื่อเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจในระยะยาว และลดการพึ่งพาลิขสิทธิ์จากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว
ประเดิมด้วยการเปิดตัว “ตุ๊ตา” ใน Pop-up Store แห่งแรกบนถนนทรงวาด เพื่อสร้างการรับรู้และประสบการณ์ร่วมกับผู้บริโภคตั้งแต่เริ่มต้น เนื่องจากทรงวาดมีเอกลักษณ์ด้านศิลปะ วัฒนธรรม และไลฟ์สไตล์ให้สอดคล้องกับบุคลิกของแคแร็กเตอร์ พร้อมออกแบบร้านภายใต้แนวคิด “ร้านยาทางใจ” เพื่อให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นมากกว่าจุดจำหน่ายสินค้า




จากผู้ซื้อลิขสิทธิ์ สู่เจ้าของ IP
นางสาวอักษรอธิบายว่า ที่มาของแคแร็กเตอร์ “ตุ๊ตา” นั้น เกิดจากการตกผลึกประสบการณ์บริหารธุรกิจ ซึ่งเริ่มจากการเป็นตัวแทนจำหน่ายแคแร็กเตอร์ ก่อนพัฒนาไปสู่การซื้อลิขสิทธิ์จากเจ้าของแบรนด์โดยตรง และขยายพอร์ตแคแร็กเตอร์มาอย่างต่อเนื่อง
ตอนแรกเราเริ่มจากการเป็นตัวแทนจำหน่าย Care Bears ก่อน พอผลตอบรับดีขึ้นเราก็เริ่มมีโปรไฟล์และสามารถไปติดต่อลิขสิทธิ์แบรนด์อื่น ๆ ได้
จากประสบการณ์ทำให้บริษัทมองว่าธุรกิจแคแร็กเตอร์ไม่ได้แข่งขันกันเพียงการจำหน่ายสินค้า แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่การสร้างเรื่องราว การสื่อสาร และการสร้างความผูกพันกับผู้บริโภค ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้แคแร็กเตอร์เติบโตได้ในระยะยาว
แนวคิดดังกล่าวถูกนำมาต่อยอดสู่การสร้าง “ตุ๊ตา” แคแร็กเตอร์ที่บริษัทพัฒนาขึ้นเองทั้งหมด ตั้งแต่แนวคิด การออกแบบ บุคลิก และเรื่องราว ขณะเดียวกันยังกำหนดเรื่องราวให้เป็นสิ่งมีชีวิตจากต่างดาวที่เข้ามาเรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนรุ่นใหม่ในประเทศไทย
นางสาวอักษรกล่าวต่อว่า การมี IP เป็นของตัวเองช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ ทั้งการพัฒนาสินค้า การร่วมมือกับพันธมิตร และการต่อยอดสิทธิการใช้แคแร็กเตอร์ในอนาคต โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของเจ้าของลิขสิทธิ์ต่างประเทศ
ขณะเดียวกัน บริษัทได้พัฒนาช่องทางค้าปลีกของตัวเองผ่านร้านค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์ Seek and Keep Club เพื่อทำหน้าที่เป็นทั้งช่องทางจำหน่ายสินค้าและพื้นที่ทดลองตลาดสำหรับแคแร็กเตอร์ใหม่ รวมถึงใช้เป็นช่องทางในการเรียนรู้พฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อนำข้อมูลไปพัฒนาสินค้าและวางแผนธุรกิจต่อไป

ผู้ใหญ่ขึ้นแท่นกำลังซื้อหลัก
นางสาวอักษรเปิดเผยว่า ตลาดแคแร็กเตอร์ในปัจจุบันไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยกลุ่มเด็กเพียงอย่างเดียว แต่ขยายสู่กลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานที่มีกำลังซื้อสูงขึ้น และมองสินค้าแคแร็กเตอร์เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ ทำให้การแข่งขันไม่ได้อยู่ที่การออกแบบสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการสร้างเรื่องราวของแบรนด์และประสบการณ์ให้กับผู้บริโภค
บริษัทจึงพัฒนา “ตุ๊ตา” ให้ต่อยอดได้มากกว่าตุ๊กตาหรือของสะสม โดยขยายไปสู่สินค้าไลฟ์สไตล์หลากหลายประเภท เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าถึงแบรนด์ในชีวิตประจำวัน



“เราไม่ได้มีแค่ตุ๊กตา แต่มีทั้งเครื่องใช้ เครื่องเขียน หมอน ผ้าห่ม และสินค้าไลฟ์สไตล์ เพราะอยากให้ลูกค้าสามารถใช้แคแร็กเตอร์ในชีวิตประจำวันได้”
ขณะเดียวกัน บริษัทวางสินค้าหลายระดับราคา ตั้งแต่พวงกุญแจราคาเริ่มต้น 99 บาท ไปจนถึงสินค้าพรีเมี่ยมที่ราคา 1,000 บาท เพื่อขยายฐานลูกค้า พร้อมตรึงราคาสินค้าบางรายการ แม้ต้นทุนค่าลิขสิทธิ์จะปรับสูงขึ้น เพื่อให้สินค้าลิขสิทธิ์แท้สามารถแข่งขันกับสินค้าลอกเลียนแบบได้
นอกจากการพัฒนาสินค้า บริษัทให้ความสำคัญกับการสื่อสารผ่านคอนเทนต์ โดยนำประสบการณ์จากการทำตลาด Care Bears มาปรับใช้กับ “ตุ๊ตา” เพื่อสร้างการรับรู้และความผูกพันกับผู้บริโภค ผ่านการเล่าเรื่องและบุคลิกของแคแร็กเตอร์อย่างต่อเนื่อง
ต่อยอด IP ไทยสู่ตลาดโลก
นางสาวอักษรระบุว่า บริษัทตั้งเป้าผลักดัน “ตุ๊ตา” ให้เติบโตในตลาดต่างประเทศ และสร้างฐานผู้ติดตามในระดับสากล โดยมีแผนขยายร้าน Seek and Keep Club จากปัจจุบัน 9 สาขา ไปยังประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย ก่อนขยายสู่ตลาดโลก พร้อมมองหาโอกาสร่วมทุนกับนักลงทุนหรือพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ เพื่อสนับสนุนการเติบโตในระยะต่อไป
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนต่อยอดผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรในกลุ่มแฟชั่น อาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงสินค้าไลฟ์สไตล์ เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจของแคแร็กเตอร์ในอนาคต
ทั้งนี้ปัจจุบัน Take Toys มียอดขายประมาณ 700 ล้านบาท และเมื่อรวมธุรกิจค้าปลีก Seek and Keep Club จะมียอดขายรวมราว 800 ล้านบาท โดยปีนี้บริษัทตั้งเป้ารายได้รวม 1,200 ล้านบาท