SLD ถอดรหัส ‘ความหรู’ ยุคใหม่ เมื่อดีไซน์ต้องให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน
ปัจจุบัน “ความหรูหรา” ถูกเปลี่ยนนิยามในหลายอุตสาหกรรม รวมถึงภาคการออกแบบและอุตสาหกรรมการบริการ (Hospitality) ที่นิยาม “ความหรูหรา” จากอดีตที่อาจหมายถึงเสาโรมันหรือแชนเดอเลียร์สีทองสว่างไสว สู่ความเรียบง่ายและความรู้สึกสบายใจคล้ายอยู่บ้าน
“ประชาชาติธุรกิจ” ได้มีโอกาสล้อมวงคุยกับ นิโคลัส เหลียง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ Steve Leung Design Group (SLD) และ ใหม่ จงไชโย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสร้างสรรค์ Steve Leung Hospitality Ltd. (SLH) ถึงวิสัยทัศน์ ทิศทางในอนาคตของงานออกแบบ ตลอดจนการก้าวเข้าสู่การเป็นบริษัทระดับสากลที่พร้อมปรับตัวรับมือกับเทคโนโลยีอย่าง AI และเทรนด์ของโลกที่เปลี่ยนไป
และนี่คือเรื่องราวน่าสนใจจากมุมมองของทั้ง 2 ผู้บริหาร

จากงานอยู่อาศัย สู่ “Home Away from Home”
ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 20 ปีก่อน Steve Leung ผู้ก่อตั้งบริษัท ได้สร้างจุดเปลี่ยน (Game Changer) ให้กับวงการออกแบบในฮ่องกงด้วยโปรเจกต์ Symphony Bay โดยกล้าที่จะปฏิเสธความหรูหราแบบดั้งเดิม และนำเสนอความเรียบง่าย (Minimalist) ที่ยังคงความหรูหราขั้นสุดไว้
ขณะเดียวกัน SLD ขยับจากรากฐานความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบบ้านพักอาศัยให้กับกลุ่มมหาเศรษฐี ก้าวสู่การออกแบบพื้นที่บริการอย่างเต็มตัว โดยมีโปรเจกต์ Marina Bay Sands (MBS) เป็นหมุดหมายสำคัญ
“MBS เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เรานำ ‘Residential Mindset’ หรือกรอบความคิดแบบการออกแบบที่อยู่อาศัยเข้ามาใช้” ผู้บริหารของ SLD เล่า
“ห้อง Presidential Suite ในปัจจุบัน ลูกค้าไม่ได้คาดหวังให้เป็นแค่ห้องพักโรงแรมทั่วไป แต่มันคือเพนต์เฮาส์ เป็นบ้านพักตากอากาศที่พวกเขาจินตนาการถึงการใช้ชีวิตประจำวันได้ หรือที่เรียกว่า ‘Home Away from Home'”
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของการออกแบบคือการหา “จุดตัด” ระหว่างความหรูหราที่เป็นภาษาสากล (Universal language for luxury) กับความต้องการเฉพาะทางวัฒนธรรม เช่น การออกแบบพื้นที่สำหรับลูกค้าชาวญี่ปุ่นที่ต้องถอดรองเท้าเมื่อเข้าห้องพัก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความหรูหราไม่ใช่สูตรสำเร็จแบบ One-size-fits-all
ความสร้างสรรค์แบบไทย + ระบบมืออาชีพแบบฮ่องกง
เมื่อพูดถึงแผนการขยายธุรกิจสู่ระดับโลก SLD อธิบายว่า ได้เลือก “กรุงเทพมหานคร” เป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญ โดยเข้ามาเปิดสำนักงานได้กว่า 5 ปีแล้ว และมีทีมงานเติบโตเกือบ 30 คน
เหตุผลสำคัญไม่ได้มีเพียงเพราะไทยเป็นศูนย์กลางด้าน Hospitality ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่เป็นเพราะศักยภาพของคนไทย
“ทุกครั้งที่มาสวรรค์แห่งนี้ เราประทับใจในความคิดสร้างสรรค์และความใส่ใจในรายละเอียด (Crafting to detail) ของคนไทยมาก ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากคาเฟ่และร้านอาหารต่างๆ”
สิ่งที่น่าสนใจคือ การนำความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย มาเจียระไนผ่านโครงสร้างการบริหารจัดการแบบมืออาชีพของฮ่องกง
การผสมผสานดังกล่าว จะช่วยสนับสนุนทรัพยากรที่เหมาะสม ทำให้ดีไซเนอร์ไทยสามารถปลดล็อกศักยภาพสูงสุด และก้าวไปรับผิดชอบโปรเจกต์ระดับโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ โดยทำลายกำแพงความเชื่อเดิม ๆ ที่ว่า งานระดับโลกต้องพึ่งพานักออกแบบชาวตะวันตกเท่านั้น
เทรนด์อนาคต เน้น Bespoke
เมื่อพูดถึงเทรนด์ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า SLD มองข้ามเรื่องของเทคโนโลยีฉาบฉวย แต่เจาะลึกไปที่ “Bespoke Lifestyle” หรือการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เฉพาะบุคคล
“ลองนึกภาพอัลกอริทึมของ TikTok หรือ Instagram ที่แต่ละคนจะเห็นฟีดไม่เหมือนกันตามความชอบ อนาคตของงาน Hospitality ก็จะเป็นแบบนั้น” ผู้บริหารอธิบาย
“โรงแรมจะรู้ล่วงหน้าว่าคุณชอบเตียงระดับความนิ่มเท่าไหร่ มีลูกวัยไหน หรือแม้กระทั่งการออกแบบทริปข้ามจังหวัดที่เจาะจง เช่น ถ้าคุณไม่ชอบแดดและทะเล ระบบอาจจะเสนอเส้นทาง กรุงเทพฯ – อยุธยา แทนที่จะเป็นภูเก็ต”
ส่วนเรื่อง Wellness ผู้บริหาร SLD มองว่าไม่ใช่แค่การสร้างสปา แต่คือสิ่งที่ถูกหลอมรวมอยู่ในทุกองค์ประกอบของการบริการโดยอัตโนมัติ (Integral part) เช่น การออกแบบร้านอาหารจีน China House ที่ Mandarin Oriental ซึ่งรวมเอาปรัชญา “อาหารเป็นยา” และคุณภาพของวัตถุดิบเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้ Wellness เกิดขึ้นผ่านวิถีการกินอยู่โดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีที่ซับซ้อนเสมอไป
AI | ความยั่งยืน | ร่วมสมัย
ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาท SLD มองเรื่องนี้ในเชิงบวกอย่างมาก “AI คือเครื่องมือที่ทรงพลัง เป็นเหมือนการมาถึงของคอมพิวเตอร์เมื่อ 30 ปีก่อนที่มาแทนที่การเขียนแบบด้วยมือ”
ผู้บริหารอธิบายเพิ่มเติมว่า AI ช่วยสร้างสรรค์ทางเลือก (Options) ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ดีไซเนอร์มีเวลาโฟกัสกับความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น แต่ท้ายที่สุดแล้ว “มนุษย์” ก็ยังคงเป็นผู้ตัดสินใจ (End product) ในการเลือกสิ่งที่เหมาะสมที่สุด
นอกจากนี้ การทำงานกับลูกค้ากลุ่มมหาเศรษฐีหรือคาสิโนระดับโลก ย่อมหนีไม่พ้นเรื่องของ ฮวงจุ้ย (Feng Shui) ที่มีข้อจำกัดเฉพาะตัว เช่น ห้ามใช้เลข 4 (ความตาย) หรือห้ามมีนาฬิกาในคาสิโน
SLD มองว่าซินแสคือหนึ่งใน “ที่ปรึกษา” (Consultant) ของโปรเจกต์ ซึ่งทีมงานพร้อมประนีประนอมผสานศาสตร์นี้เข้ากับงานออกแบบ แต่ก็พร้อมที่ยืนหยัดปฏิเสธหากข้อเรียกร้องนั้นขัดต่อหลักการทางสถาปัตยกรรมอย่างสิ้นเชิง
ขณะที่เรื่องของความยั่งยืน (Sustainability) ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวระดับลักชัวรี แม้จะเป็นไปได้ยากที่จะทำให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ 100% (เนื่องจากยังต้องมีการเดินทางหรือใช้พลังงาน) แต่มันคือ “ความรับผิดชอบพื้นฐาน” ที่ดีไซเนอร์ต้องระลึกไว้เสมอผ่านการเลือกใช้วัสดุและกระบวนการคิด
ก้าวต่อไป “Rejuvenation”
ผู้บริหาร SLD เล่าถึงก้าวต่อไปในทศวรรษหน้าขององค์กร โดยวางวิสัยทัศน์ว่า Rejuvenation ซึ่งไม่ได้หมายถึงการจ้างพนักงานที่อายุน้อยลง แต่หมายถึง “การปรับวิธีคิดให้ร่วมสมัย” ผ่าน 3 เรื่องหลัก
ปรับวิธีคิดและงานดีไซน์ให้เด็กลง
ผู้บริหารของ SLD ย้ำว่า Rejuvenation ไม่ใช่การมุ่งจ้างพนักงานที่อายุน้อยลง แต่หมายถึง “การปรับเปลี่ยนวิธีคิด” (Way of thinking) ในการทำงานออกแบบ
เนื่องจากบริษัทเปิดมาเกือบ 30 ปี พวกเขาตระหนักดีว่าไม่สามารถพึ่งพาสูตรสำเร็จ (Formula) ที่เคยใช้เมื่อ 10 ปีก่อนเพื่อมาประยุกต์ใช้กับปัจจุบันได้อีกต่อไป
การจะประสบความสำเร็จต่อไปได้ องค์กรจะต้องพัฒนาสูตรใหม่ๆ ท้าทายตัวเอง และกล้าคิดใหม่ทำใหม่เพื่อบุกเบิกสิ่งใหม่ๆ (Pioneer) อยู่เสมอ เพื่อไปถึงเป้าหมายในการลดอายุของงานดีไซน์ให้ดูสดใหม่ ร่วมสมัย และมีพลัง (Vital) มากยิ่งขึ้น
“Rejuvenation ก็คือเราต้องการให้คุณภาพของดีไซเนอร์เราเด็กลง จะลดอายุของงานดีไซน์ให้มันไวทัล (Vital) ขึ้น มันไม่ใช่คำว่าอายุ แต่มันเป็นคำว่าวิธีคิดให้มันร่วมสมัยมากขึ้น ให้มันตอบโจทย์”
เปลี่ยนผ่านจาก “บุคคล” สู่ “ทีมเวิร์ค”
อีกหนึ่งแก่นสำคัญของ Rejuvenation คือการเตรียมพร้อมองค์กรสำหรับอนาคต เนื่องจากชื่อบริษัท “Steve Leung Designers” ผูกติดกับผู้ก่อตั้งอย่าง Steve Leung ซึ่งอยู่ในวงการมานานร่วม 30 ปีและวันหนึ่งก็จะต้องเกษียณอายุ
บริษัทจึงกำลังเปลี่ยนผ่านโครงสร้างจากเดิมที่อาจพึ่งพาบุคคลคนเดียว ไปสู่การทำงานแบบส่วนรวมหรือแบบทีม โดยในอนาคต จิตวิญญาณหรือวิธีคิดของผู้ก่อตั้งจะถูกใช้เป็น “มาตรฐาน” พื้นฐาน แล้วนำมาบวกเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ของดีไซเนอร์คนอื่น ๆ ในทีม เพื่อขับเคลื่อนงานต่อไป
สนับสนุนทีมไปถึงจุดสูงสุด
การสร้างความสดใหม่ยังหมายถึงการดึงศักยภาพสูงสุดของคนในทีมออกมา องค์กรมีหน้าที่จัดการเรื่องทรัพยากรและการบริหารจัดการต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนพนักงานที่มีพรสวรรค์ให้สามารถโฟกัสกับการออกแบบได้อย่างเต็มที่
เมื่อพนักงานอยู่ในสภาวะที่ได้รับการสนับสนุนที่ดี พวกเขาก็จะสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่ยอดเยี่ยม และทำให้ทีมสามารถรับมือกับโปรเจกต์ระดับโลกที่ยากเกินกว่าจะทำได้ด้วยตัวคนเดียว