ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด ยกระดับบริการสู่ Global Privileges ปั้นโปรดักต์ Non-Visa ขายคนไทย
กว่า 20 ปีที่บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด (Thailand Privilege Card : TPC) หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “ไทยแลนด์ อีลีท คาร์ด” ในช่วงแรกของการเปิดดำเนินการ ซึ่งกำกับดูแลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อให้บริการวีซ่าและอำนวยความสะดวกให้กับสมาชิกด้วยบริการพิเศษระหว่างการพำนักด้วยสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ แก่กลุ่มชาวต่างชาติสำหรับการพำนักระยะยาวในประเทศไทย
รายได้ก้าวกระโดดทุบสถิติทุกปี
“ประชาชาติธุรกิจ” ได้ร่วมสัมภาษณ์ “มนาเทศ อันนวัฒน์” ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด (TPC) หรือทีพีซี ถึงภาพรวมการดำเนินงาน นโยบายการทำการตลาดเชิงรุกเพื่อเพิ่มรายได้ รวมถึงแผนธุรกิจในอนาคต
“มนาเทศ” บอกว่า ในปีงบประมาณ 2569 นี้ (สิ้นสุดเดือนกันยายน) คาดว่ารายได้รวมของบริษัทไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด หรือ TPC จะมีอัตราการเติบโตประมาณ 30% สูงสุดตั้งแต่เปิดดำเนินการมา โดยมีรายได้รวมกว่า 4,000 ล้านบาท
“ตั้งแต่หลังเกิดโควิด-19 เรามียอดขายบัตรไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด และรายได้รวมเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา อีกทั้งยังสามารถทำและเป็น Break the Record หรือทุบสถิติได้ทุกปีด้วย”
โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อการเติบโตอย่างก้าวกระโดดนั้นประกอบด้วย เทรนด์ของ Global Citizen ที่คนทั่วโลกมีการย้ายถิ่นฐานมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องอยู่แค่ในประแทศใดประเทศหนึ่ง รวมถึงเทคโนโลยีของการสื่อสารที่ก้าวหน้าขึ้น ทั้งสำหรับการทำงานและการลงทุน ทำให้เกิดกระแสการไหลของถิ่นอาศัย (Mobility)
และเรื่องของ Geopolitics การเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาคส่งผลบวกต่อประเทศไทยอย่างมาก เนื่องจากประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย หรือ Safe Haven คนทั่วโลกจะรู้สึกว่าปลอดภัยเมื่อมาอยู่เมืองไทย ซึ่งก็สอดรับกับทิศทางการทำการตลาดของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
ปรับกระบวนทำงานทุกมิติ
ขณะเดียวกัน TPC เองก็มุ่งเน้นเรื่องของการทำการตลาดเชิงรุกอย่างหนักในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา โดยเดินสายทำการตลาดในต่างประเทศแทบทุกเดือน และกำหนดตลาดเป้าหมายชัดเจนว่าตลาดไหนเป็นตลาดหลัก ตลาดไหนเป็นตลาดรอง และตลาดไหนบ้างที่จะเป็นตลาดใหม่
“ในช่วงแรกส่วนใหญ่เราโฟกัสตลาดหลัก ถัดมาเราก็ขยายไปหาตลาดรอง ตอนนี้เราจะโฟกัสไปที่ตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ตลาด 1 ใน 10 แต่เป็นตลาดใหญ่และเห็นว่ามีศักยภาพ เช่น อินเดีย รัสเซีย กลุ่มประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง และตลาด GCC (Gulf Cooperation Council) เมียนมา เป็นต้น”
ไม่เพียงเท่านี้ยังปรับในส่วนของ Distribution Channel จากเดิมที่มีตัวแทน (Master Agent) เจ้าเดียว ปัจจุบันนี้เปิดให้ผู้สนใจเป็น Master Agent ได้หมด รวมทั้งปรับรูปแบบการโฆษณาประชาสัมพันธ์โดยใช้พันธมิตรที่มีเพื่อเพิ่มการมองเห็นหรือการถึงแบรนด์ในหลาย ๆ ที่ทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทย เช่น สื่อภายในสนามบิน สื่อในสายการบิน เนื่องจากยอดขายบัตร 30% จะมาจากต่างชาติในประเทศ และอีก 70% มาจากที่ไปทำตลาดที่ต่างประเทศ
นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นในเรื่องของการจัดกิจกรรมสำหรับสมาชิกแบบเดือนเว้นเดือน และจะเป็นเพิ่มเป็นทุกเดือนในปีหน้า รวมถึงการใช้อินฟลูเอนเซอร์ที่เป็นเมมเบอร์เพื่อไปบอกต่อ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์
“เราทบทวนแผนการตลาดและแผนการขายอย่างต่อเนื่อง ทุกปีจะทำแผนการขายร่วมกับเอเย่นต์ทุกราย รีวิวตัวเลขทุกไตรมาส รวมถึงมีกระบวนการในการติดตามผลและอัพเดตแผนการตลาด และวัดผลในเรื่องความคุ้มค่าในการลงทุนกันทุกเดือน”
ทั้งหลายทั้งปวงนี้คือการเปลี่ยนกระบวนการทำงานใหม่ในทุกมิติ ทั้งในเรื่องของบุคลากร กระบวนการทำงาน เทคโนโลยี โดยมีการทำเทรนนิ่ง เรื่อง Succession Plan ฯลฯ เปิดกว้างให้บุคลากรรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วม
“จีน” ครองสัดส่วนสมาชิกอันดับ 1
“มนาเทศ” บอกด้วยว่า ปัจจุบัน Thailand Privilege มีสมาชิกกว่า 42,000 คน เพิ่มขึ้นมากกว่า 100% เมื่อเทียบกับปี 2565 ที่มีสมาชิกราว 19,000 สะท้อนความมั่นใจและความต้องการพำนักระยะยาวในประเทศอย่างเห็นได้ชัด
โดยผู้ถือบัตรรายประเทศสูงสุด 5 อันดับแรกคือ จีน คิดเป็นสัดส่วน 44% (ราว 18,500 คน) รองลงมาคือญี่ปุ่น ประมาณ 7-8% (ราว 2,500 คน) สหรัฐอเมริกา สัดส่วนประมาณ 5-6% (ราว 2,500 คน) สหราชอาณาจักร (UK) สัดส่วนประมาณ 5-6% (ราว 2,500 คน) และรัสเซีย/ไต้หวัน สัดส่วนประมาณ 3-4% (ราว 2,000 คน)
“หากนับจีนรวมไต้หวัน ฮ่องกง และชาวจีนแปลงสัญชาติ จะมีสัดส่วนเกินกว่า 50%”
ส่วนตลาดดาวรุ่งใหม่ (Potential Markets) ที่เติบโตอย่างน่าสนใจ เช่น เมียนมา ที่ขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 8 รวมถึงอินเดียและเกาหลีใต้
เข้มกระบวนการคัดกรอง
นอกจากนี้ ยังยกระดับกระบวนการคัดกรองและตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครอย่างละเอียดรอบคอบ โดยมีหน่วยงานตรวจสอบทั้งหมดถึง 5 องค์กร คือ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.), กรมการกงสุล, กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB), สำนักข่าวกรองแห่งชาติ
ล่าสุดคือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อเพิ่มการตรวจสอบเส้นทางการเงินในบางกรณี เช่น กลุ่มที่มีการแปลงสัญชาติ หรือกลุ่มที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับสแกมเมอร์ หรือกลุ่มที่มีความเสี่ยง เพื่อป้องกันการแอบอ้างใช้วีซ่าผิดวัตถุประสงค์ จากเดิมที่ตรวจสอบเพียงแค่ 2 หน่วยงาน คือ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และกรมการกงสุล
ยกระดับสู่ Global Privileges
ปัจจุบัน “ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด” มีเครือข่ายพันธมิตรทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น บริการต้อนรับที่สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินนานาชาติภูเก็ต (Elite Personal Assistant – EPA) เจ้าหน้าที่บริการการติดต่อกับหน่วยงานภาครัฐ (Elite Personal Liaison – EPL) ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องต่าง ๆ ระหว่างการพำนัก เจ้าหน้าที่ศูนย์บริการสมาชิก (Member Contact Center) ที่ให้บริการทั้งหมด 5 ภาษา ได้แก่ ภาษาไทย อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี
รวมถึงสิทธิประโยชน์ด้านการเดินทางไลฟ์สไตล์ สุขภาพ และ Wellness ตลอดจนประสบการณ์พิเศษเหนือระดับ เพื่อให้สมาชิกได้รับมากกว่าสิทธิการพำนัก และเชื่อมโยงสมาชิกเข้ากับประสบการณ์และสิทธิพิเศษในประเทศไทย โดยจับมือพันธมิตรในไทยกว่า 400 แห่ง เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ ซึ่งค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของสมาชิก 1.5 ล้านบาท/คน/ปี สร้างรายได้ให้ประเทศมากกว่า 60,000 ล้านบาทต่อปี
พร้อมทั้งขยายสิทธิประโยชน์ไปยังต่างประเทศ โดยยกระดับการให้บริการสู่ Global Privileges เช่น บริการรถรับส่งสนามบินที่ครอบคลุม 66 จุดหมายปลายทางใน 33 ประเทศ โรงแรมที่พักกว่า 2,000,000 ล้านแห่งทั่วโลก สนามกอล์ฟกว่า 1,000 สนามทั่วโลก และอยู่ระหว่างดำเนินการขยายการให้บริการต้อนรับที่สนามบิน (Meet & Assist) ไปยังสนามบินในต่างประเทศในอนาคตอันใกล้นี้
เล็งขายโปรดักต์ Non-Visa คนไทย
ผู้จัดการใหญ่ทีพีซียังบอกอีกว่า เพื่อสร้างความยั่งยืน (Sustainability) และความยืดหยุ่นทางการเงินให้แก่บริษัทในระยะยาว ขณะนี้บริษัทได้ศึกษาแนวคิดที่จะพัฒนาโปรดักต์ใหม่ที่เป็นในลักษณะ Non-Visa Product เพิ่มขึ้น เช่น การนำเสนอบริการผู้ช่วยพิเศษ ณ สนามบิน, เลานจ์, รถลิมูซีนรับ-ส่ง, ช่อง Fast Track ฯลฯ
โดย Non-Visa Product ดังกล่าวนี้มีแนวคิดที่จะขายให้แก่คนไทยในอนาคตด้วย เพื่อลดการพึ่งพารายได้จากผลิตภัณฑ์วีซ่า ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 95% ของรายได้ทั้งหมด
ทั้งนี้ ได้นำเสนอแผนดังกล่าวไปยังการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในฐานะผู้ถือหุ้นแล้ว ปัจจุบันยังต้องรอความชัดเจนว่าจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ ซึ่งต้องพิจารณาข้อกฎหมาย และวัตถุประสงค์การจัดตั้งบริษัทอย่างรอบคอบ