LINE MAN เตรียมอัดงบฯกระตุ้น ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เพิ่ม หลังรัฐบาลไปต่อเฟส 2
LINE MAN เผยมีร้านค้าเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” กับแพลตฟอร์ม 59,000 ร้าน กระจายเงินอุดหนุนจากรัฐกว่า 2,570 ล้านบาท รวม 16 ล้านออร์เดอร์ทั่วประเทศ สำหรับเฟส 2 (ต.ค.-พ.ย. 2569) เตรียมปรับแผน-อัดงบฯเพิ่ม จากที่ผ่านมาใช้งบฯกระตุ้นแคมเปญเฉลี่ย 100 ล้านบาท/เดือน
นายยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai ประเมินภาพรวมของตลาดฟู้ดดีลิเวอรี่ว่า ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมายังเติบโตอย่างดี ตลาดขยายตัวจากปีก่อนประมาณ 20% ส่วนช่วงไตรมาส 4/2569 ที่กำลังจะมาถึงมีแนวโน้มโตต่อเนื่อง เพราะมีปัจจัยหนุนทั้งเทศกาลเฉลิมฉลองที่ผู้บริโภคมีความต้องการจับจ่ายสูง และคาบเกี่ยวกับช่วงปิดเทอมที่เด็ก ๆ อยู่บ้านสั่งอาหารมาทาน
ขณะเดียวกันโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” นับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหนุนที่ช่วยให้ตลาดฟู้ดดีลิเวอรี่เติบโต ซึ่งที่ผ่านมา LINE MAN มีการทำแคมเปญการตลาดควบคู่ไปด้วยอยู่แล้ว
และเมื่อมีการต่ออายุโครงการเพิ่มอีก 2 เดือน ก็จำเป็นต้องปรับแผนการทำงานบางอย่าง รวมถึงเตรียมงบประมาณเพิ่ม เพื่ออัดฉีดด้านการตลาด และชดเชยค่า GP ที่เก็บจากร้านค้าในอัตราที่ต่ำกว่าปกติ (ออร์เดอร์ปกติเก็บสูงสุดที่ 30%)
“แม้ว่างบประมาณที่ใช้ในการซัพพอร์ตแคมเปญไทยช่วยไทยพลัสจะเยอะพอสมควร เฉลี่ยต่อเดือนใช้ไปประมาณ 100 ล้านบาท แต่ก็มีข้อดีตรงที่แพลตฟอร์มมีผู้ใช้มากขึ้น ส่วนร้านค้ามียอดขายเพิ่มขึ้นตามไปด้วย”
นายยอดกล่าวด้วยว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสรอบปัจจุบันมีร้านค้าเลือกเข้าร่วมผ่าน LINE MAN เป็นอันดับ 1 กว่า 59,000 ร้าน คิดเป็นการกระจายเงินอุดหนุนจากรัฐกว่า 2,570 ล้านบาท รวม 16 ล้านออร์เดอร์ สู่ร้านค้ารายย่อยครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด และ 266 อำเภอทั่วประเทศ
โดยผลลัพธ์จากการเชื่อมโครงการรัฐเข้ากับแพลตฟอร์มเทคโนโลยีช่วยให้ร้านค้าได้รับประโยชน์ใน 3 ด้าน ได้แก่


1.ขายดีด้วยโครงการรัฐ
ข้อมูลจาก LINE MAN Wongnai พบว่า ยอดขายรวมของร้านค้า “ไทยช่วยไทยพลัส” สูงถึง 1.8 เท่า ของ “คนละครึ่งพลัส” แม้ยังไม่สิ้นสุดโครงการ โดยมีปัจจัยหนุนจากวงเงินงบประมาณที่เพิ่มขึ้น และการกระจายเม็ดเงินเข้าสู่ร้านค้าอย่างต่อเนื่องในแต่ละเดือน คาดว่าเมื่อสิ้นสุดโครงการ ยอดขายรวมร้านค้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ขณะที่ข้อมูลจากโครงการรัฐรอบก่อนพบว่า ยอดขายร้านค้ายังเติบโตต่อเนื่องราว 10% หลังสิ้นสุดโครงการ
ตัวอย่างร้านที่มียอดขายเติบโตขึ้นหลังร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ผ่าน LINE MAN เช่น ประจักษ์ เป็ดย่าง ร้านเก่าแก่ย่านบางรัก ยอดขายโต 130% สามารถขยายฐานลูกค้าใหม่ได้กว่า 3,500 คน และตำยำยั่ว by โบตั๋น ยอดขายโต 44% ขยายฐานลูกค้าใหม่กว่า 2,600 คน
2.โตยั่งยืนด้วยเทคโนโลยี
การนำระบบจัดการร้านอาหาร (POS) มาใช้ ช่วยให้ร้านค้าเปลี่ยนจากแค่ขายได้ดีระยะสั้นสู่การบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยร้านที่เข้าร่วมโครงการรัฐมีอัตราการอยู่รอดของธุรกิจถึง 84% และหากใช้งานระบบ POS ร่วมด้วย อัตราการอยู่รอดของธุรกิจจะพุ่งสูงถึง 93%
3.สร้างโอกาสเข้าถึงเงินทุน
ข้อมูลการขายจากระบบ POS ช่วยให้ร้านค้ามีข้อมูลการดำเนินธุรกิจที่เป็นระบบ และสามารถนำไปประกอบการพิจารณาสินเชื่อ SMEs เพื่อเข้าถึงเงินทุนและต่อยอดธุรกิจจาก LINE MAN Wongnai และพาร์ตเนอร์
โดยในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมามีร้านค้าเข้าถึงเงินทุนหมุนเวียนผ่านระบบของ LINE MAN Wongnai แล้วกว่า 30,000 ร้าน และเร็ว ๆ นี้จะสามารถนำข้อมูลจากยอดขายไปขอรับการพิจารณาสนับสนุนหลักประกัน จากโครงการค้ำประกันสินเชื่อนาโนพลัสของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ได้อีกด้วย
“การเชื่อมโครงการรัฐเข้ากับเทคโนโลยี ไม่ได้สร้างเพียงผลลัพธ์ในระดับร้านค้า แต่ช่วยวางรากฐานให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีรายได้ที่เติบโต บริหารธุรกิจได้อย่างเป็นระบบ และเข้าถึงเงินทุนเพื่อขยายกิจการ พร้อมได้รับการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและเอกชนในการ Upskill-Reskill ยกระดับศักยภาพของร้านค้ารายเล็กให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้ในระยะยาว”