‘ซักเคอร์เบิร์ก’ รวยเพิ่ม 8.3 แสนล้าน รับเทคโนโลยีใหม่ ก่อนงาน Meta Connect
มูลค่าทรัพย์สินของ “มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก” เจ้าพ่อเฟซบุ๊กหรือ Meta CEO ทะยานพุ่งสูงถึง 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือมูลค่าราว 8.3 แสนล้านบาท ขณะที่ Meta เตรียมพร้อมเปิดฉากงานประชุมใหญ่ Meta Connect ในสัปดาห์นี้
รายงานจาก ฟอร์บส (Forbes) ระบุว่า เพียงแค่วันเดียวของการซื้อขาย ราคาหุ้นที่ทะยานขึ้นของ Meta ส่งผลให้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของ “มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg)” เพิ่มขึ้นถึง 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 8.3 แสนล้านบาท
แม้ความผันผวนระดับนี้จะไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับมหาเศรษฐีระดับโลก แต่ในครั้งนี้ มูลค่าบริษัทที่พุ่งสูงขึ้นเป็นผลมาจากการที่ Meta เดินหน้าผลักดันสองนวัตกรรมเทคโนโลยีซึ่งเป็นที่จับตามองของผู้คนทั่วโลก ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแว่นตา AI เทคโนโลยีเสริมความจริง (AR)
ปัจจุบันซักเคอร์เบิร์กอยู่ที่อันดับ 6 ในบัญชีมหาเศรษฐีแบบเรียลไทม์ของฟอร์บส และกำลังขยับเข้าใกล้ เซอร์เกย์ บริน (Sergey Brin) ผู้ร่วมก่อตั้ง Google มากขึ้น โดยมูลค่าทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นในวันเดียวของเขายังแซงหน้า อีลอน มัสก์ แชมป์อันดับหนึ่ง ที่มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3.98 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ ฟอร์บสระบุว่า ความสนใจของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากการที่ธนาคารเวลส์ ฟาร์โก (Wells Fargo) ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายหุ้น Meta ซึ่งเชื่อมโยงกับยอดผู้ใช้งาน Muse ผู้ช่วย AI ตัวใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไป
ที่สำคัญไปกว่านั้น สายตาของทั่วโลกกำลังจับจ้องไปที่ Meta เนื่องจากงานประชุมประจำปี Meta Connect กำลังจะจัดขึ้นในวันที่ 23-24 กันยายน พ.ศ. 2569 ณ เมนโล พาร์ค รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา
คาดว่า Meta จะแสดงให้เห็นถึงการเบี่ยงทิศทางออกจากแนวคิด “Metaverse” หรือโลกเสมือนจริง 3 มิติ ที่ซักเคอร์เบิร์กเคยทุ่มสุดตัวถึงขั้นเปลี่ยนชื่อบริษัทในช่วงปลายปี 2021
ในทางกลับกัน Meta น่าจะแสดงให้เห็นว่าแผนการครองตลาด AI ของตนมีความก้าวหน้าไปมาก นอกจากนี้ยังมีข่าวลือว่า บริษัทอาจเปิดตัวแว่นตา AI เวอร์ชันใหม่ที่ไม่มีกล้องเพื่อลดการละเมิดความเป็นส่วนตัว แม้จะมีความเป็นไปได้เช่นกันว่าจะมีการเปิดตัวเวอร์ชันที่ติดกล้องชั้นสูงขึ้นก็ตาม
Meta สัญญาว่า Muse ซึ่งเปิดตัวเมื่อวันที่ 8 กันยายน คือ “เอเจนต์ AI ส่วนบุคคลตัวแรกของโลกที่สร้างขึ้นเพื่อทุกคน” โดยอ้างว่าพัฒนาขึ้นบนพื้นฐานความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว ระบบ AI Agent นี้ถือเป็นความพยายามของ Meta ในการนำ AI มาสู่คนทั่วไปในฐานะเครื่องมือช่วยประหยัดเวลา ซึ่งสามารถทำงานแทนบุคคลข้ามแอปพลิเคชันที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เรียนรู้จากการสนทนา นำสิ่งที่ผู้ใช้ให้ความสำคัญมาปรับใช้ และเก่งขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลา
แม้จะเปิดตัวได้ไม่นาน แต่ Muse ก็ได้รับความนิยมอย่างสูง จนแซงหน้าแอปคู่แข่งอย่าง ChatGPT และ Claude บนอันดับดาวน์โหลดของ Apple App Store
โดยนักวิเคราะห์ให้สัมภาษณ์กับ ซีเอ็นบีซี (CNBC) ว่า สาเหตุความนิยมมาจาก AI Agent ส่วนใหญ่ในตลาดไม่ได้ถูกปรับแต่งมาสำหรับการใช้งานของคนทั่วไป แต่ Muse ถูกออกแบบมาเพื่อ “คนธรรมดา” ไม่ใช่แค่การเพิ่มประสิทธิภาพให้กับคนทำงานออฟฟิศเท่านั้น
สิ่งนี้ยังเป็นก้าวสำคัญสู่เป้าหมายระยะยาวของซักเคอร์เบิร์กในการกระจาย AI ให้ทุกคนเข้าถึงได้ โดยซักเคอร์เบิร์กเรียกเป้าหมายนี้ว่า “ปัญญาประดิษฐ์ซูเปอร์อัจฉริยะส่วนบุคคล” หรือ Personal Superintelligence ซึ่งเขาอธิบายไว้ในบทความบล็อกปี 2025 ว่า คือการช่วยให้ “มนุษยชาติเร่งอัตราการพัฒนา” ผ่าน “ยุคใหม่แห่งการเสริมอำนาจส่วนบุคคล” ด้วยเครื่องมือ AI ที่ช่วยยกระดับมนุษย์
แผนการนี้ครอบคลุมทั้งเครื่องมือ AI ประกอบไปด้วย
- Muse
- อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์อย่างแว่นตา Ray-Ban AI
ซึ่งอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ ‘แว่นตา Ray-Ban AI’ ติดตั้งกล้องและไมโครโฟนสำหรับการควบคุมและป้อนข้อมูลเข้าสู่โมเดล AI ช่วยให้เกิดการปฏิสัมพันธ์กับ AI ในโลกจริงอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การแปลภาษาต่างประเทศแบบเรียลไทม์ หรือการจดจำวัตถุ ซึ่งในบล็อกของ Meta อธิบายว่า ระบบจดจำวัตถุนี้ช่วยผู้พิการทางสายตาได้ และยังมีประโยชน์ในชีวิตจริงอีกมากมายที่ทุกคนพอจะจินตนาการถึงได้
ทว่า ในจุดนี้เองที่ชื่อเสียงอันด่างพร้อยของ Meta ด้านความเป็นส่วนตัวได้ก้าวเข้ามามีบทบาท แม้แว่นตา AI รุ่นที่มีอยู่จะได้รับความนิยมอย่างมาก แต่ในปีนี้กลับมีข่าวลือว่า บริษัทวางแผนใส่ซอฟต์แวร์จดจำใบหน้าอัตโนมัติลงในแว่นตา ส่งผลให้เกิดกระแสต่อต้านอย่างหนักจากผู้บริโภค
นอกเหนือจากความกังวลเรื่องการแอบอัดวิดีโอแล้ว ยังมีประเด็นแยกต่างหากที่เปิดเผยว่า พนักงานบริษัทภายนอก (Third-party) ได้แอบดูวิดีโอของผู้ใช้ ซึ่งรวมถึงคลิปที่มีเนื้อหาส่วนตัวอย่างยิ่งด้วย
แต่ AI กลับหาทางเข้าถึงข้อมูลจนได้ด้วยการเฝ้าติดตามและจดจำ “ข้อความแจ้งเตือน” ที่เด้งขึ้นบนหน้าจอ ซึ่งเอเทนตั้งข้อสังเกตว่า การใช้ AI Agent ต้องอาศัยความไว้วางใจระดับหนึ่ง แต่นั่นไม่ได้หมายถึงการให้สิทธิ์เข้าถึงแบบครอบจักรวาลอย่างที่ Muse แอบทำ
เวลาอาจเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าสาธารณชนจะมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อ Muse ในระยะยาว และ Meta จะสามารถกู้คืนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อแว่นตา AI ได้หรือไม่ ซึ่งเหลือเวลาอีกเพียงอีดใจเดียวในการรอจับตาดูว่าอุปกรณ์และเครื่องมือซอฟต์แวร์ใหม่ๆ ที่ Meta วางแผนไว้จะมีอะไรบ้าง