ตรุษจีน’69 ลุ้นท่องเที่ยว 9.5 พันล้านทริป ‘ไทย-เกาหลีใต้’ ติดท็อปเดสติเนชั่น
คอลัมน์ : Market Move
ตรุษจีน เป็นหนึ่งในจังหวะสำคัญของธุรกิจท่องเที่ยวทั้งในไทยและทั่วโลก เนื่องจากเป็นช่วงหยุดยาวที่ชาวจีน ไม่เพียงเดินทางกลับบ้านเกิดในประเทศจีน แต่ยังเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศกันอย่างคึกคักด้วยเช่นกัน
โดยตรุษจีนปี 2026 นี้ เป็นอีกปีที่ทั้งภาครัฐและเอกชนในธุรกิจท่องเที่ยวของจีนคาดว่า การเดินทางทั้งในและนอกประเทศจะทะลักด้วยจำนวนเที่ยวเดินทางถึง 9,500 ล้านทริป
สำนักข่าวนิกเคอิ เอเชีย รายงานว่า รัฐบาลจีนเผยคาดการณ์ตัวเลขท่องเที่ยวช่วงตรุษจีนปี 2026 นี้ โดยคาดว่าชาวจีนจะเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศมากถึง 9,500 ล้านทริป เพิ่มขึ้น 5% จากตรุษจีนปี 2025 และทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์
สาเหตุของการเดินทางที่เพิ่มขึ้นจนทะลุสถิติเดิมนี้มาจาก 2 ปัจจัยคือ ตรุษจีนปี 2026 นี้ชาวจีนได้หยุดยาวเป็นพิเศษ โดยยาวถึง 9 วัน ตั้งแต่ 15-23 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งยาวกว่าปีที่แล้ว 1 วัน และสื่อท้องถิ่นของจีนระบุว่า การหยุดยาว 9 วันนี้ยาวที่สุดตั้งแต่มีการเก็บข้อมูลมาอีกด้วย
อีกปัจจัยคือ แผนกระตุ้นเศรษฐกิจ ของรัฐบาลจีน โดยสำนักข่าวซินหัวรายงานว่า กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของจีนมีแผนกระตุ้นการบริโภคที่กำลังชะลอตัว ด้วยการแจกบัตรกำนัลและเงินอุดหนุนมูลค่ารวม 360 ล้านหยวน หรือประมาณ 51.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการส่งเสริมวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว
ขณะเดียวกัน เนื่องจากประมาณ 80% ของการเดินทางในช่วงตรุษจีนจะเป็นการใช้รถยนต์ส่วนตัว ดังนั้น รัฐบาลจีนจึงอนุญาตให้รถยนต์ส่วนบุคคลสามารถใช้ทางด่วนได้ฟรีเป็นกรณีพิเศษ
ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจีนคาดว่าจำนวนเที่ยวการเดินทางครอบคลุมช่วงเวลา 40 วัน รอบวันหยุดยาวตรุษจีน ซึ่งสิ้นสุดในวันที่ 13 มีนาคม จะเพิ่มขึ้นทั้งทางรถไฟและเครื่องบิน โดยการเดินทางโดยรถไฟจะเป็นรูปแบบการขนส่งหลักด้วยจำนวน 539 ล้านเที่ยว เพิ่มขึ้น 5% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ส่วนการเดินทางโดยเครื่องบินจะมีจำนวน 95 ล้านเที่ยว เพิ่มขึ้น 5% เช่นกัน
ด้านการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศช่วงตรุษจีน 2026 นั้น ตามข้อมูลของ Tongcheng Travel หนึ่งในแพลตฟอร์มจองการเดินทางรายใหญ่ ซึ่งมียอดผู้ใช้กว่า 47.7 ล้านราย/เดือน พบว่าจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับ 1 เป็นกรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้ ส่วนอันดับ 2 เป็นกรุงเทพฯ ของไทย ตามด้วยสิงคโปร์ และกัวลาลัมเปอร์ ของมาเลเซีย
สำหรับญี่ปุ่นซึ่งเคยเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาวจีนระดับติดท็อป 10 มาอย่างยาวนานนั้น ในช่วงตรุษจีนปีนี้กลับไม่มีชื่อเมืองของญี่ปุ่นติดกลุ่ม Top 10 ของโผล Tongcheng Travel เลยแม้แต่เมืองเดียว
แม้แพลตฟอร์มจะไม่เปิดเผยเงื่อนไขการจัดอันดับ แต่สังเกตได้ว่าจุดหมายปลายทางในกลุ่ม Top 10 ต่างเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างดีกับจีน
ทั้งสาเหตุอาจมาจากความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและจีนตึงเครียดขึ้น นับตั้งแต่ที่นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่นกล่าวถึงวิกฤตการณ์ที่อาจเกิดขึ้นกับไต้หวันเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ก่อนที่เดือนเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศของจีนจะเรียกร้องให้พลเมืองจีนงดการเดินทางไปญี่ปุ่น
ตามด้วยการรับลูกของบรรดาสายการบินจีนที่ออกข้อเสนอให้ผู้โดยสารสามารถยกเลิกตั๋วบินไปญี่ปุ่นได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ส่งผลให้การลดเที่ยวบินและการยกเลิกบริการไปยังประเทศญี่ปุ่นกลายเป็นเรื่องปกติ
นอกจากนี้ เมื่อวันจันทร์ที่ 26 มกราคม 2026 กระทรวงการต่างประเทศของจีนยังออกประกาศย้ำเตือนชาวจีนเกี่ยวกับการเดินทางไปญี่ปุ่นในช่วงวันหยุดตรุษจีนอีกครั้งด้วย
โดยประกาศดังกล่าวระบุว่า พลเมืองจีนในญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับภัยคุกคามด้านความปลอดภัยอย่างร้ายแรง โดยอ้างถึงการเพิ่มขึ้นของอาชญากรรมและเหตุการณ์อันตรายอื่น ๆ ขณะเดียวกัน นอกจากไทยและเกาหลีใต้แล้ว เวียดนามเป็นอีกประเทศที่ได้รับประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวจากความตึงเครียดระหว่างจีน-ญี่ปุ่น หลังข้อมูลจากหลายแหล่งสะท้อนตรงกันว่า ในปี 2025 ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าเวียดนามมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปี 2024 อาศัยเที่ยวบินไปเวียดนามที่เพิ่มมากขึ้น และนโยบายฟรีวีซ่าช่วยให้สามารถจัดทริปแบบไปเช้า-เย็นกลับได้ง่าย ๆ
โดยตามข้อมูลของสำนักงานสถิติของเวียดนามชี้ว่า ปี 2025 ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าเวียดนามทะลุ 5 ล้านคน สอดคล้องกับข้อมูลของ ไชน่า เทรดดิ้ง เดส (China Trading Desk) บริษัทด้านการตลาดสัญชาติจีนที่ระบุว่า ปี 2025 ชาวจีนเดินทางเข้าเวียดนามประมาณ 5.3 ล้านคน ทำให้เวียดนามขยับจากอันดับ 4 ขึ้นมาเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 3 ของนักท่องเที่ยวจีนแทนที่ไทย และเป็นรองเพียงจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้
ทั้งนี้ เดิมในปี 2024 เวียดนามอยู่อันดับ 4 รองจากไทย ด้วยนักท่องเทียวจีน 3.7 ล้านคน ส่วนไทยรับนักท่องเที่ยวจีน 7 ล้านคน
สำหรับสิ่งที่ผลักดันนักท่องเที่ยวจีนให้เปลี่ยนใจนั้น นอกจากประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแล้ว ยังมีเรื่องพฤติกรรมท่องเที่ยวของหนุ่มสาวชาวจีน ไปจนถึงกลุ่ม Gen Z ที่เปลี่ยนไปนิยมเที่ยวด้วยตนเองมากกว่าซื้อทัวร์
“บิช ฟอง” ไกด์ชาวเวียดนามที่พูดภาษาจีนได้ และมีประสบการณ์นำเที่ยวมา 15 ปีระบุว่า ปัจจุบันชาวจีนอายุต่ำกว่า 40 ปี เดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวเองมากขึ้น ต่างจากสมัยก่อนที่นักท่องเที่ยวแบบแบ็กแพ็กส่วนใหญ่เป็นชาวตะวันตก แต่ตอนนี้กลับเป็นชาวจีนแทน ขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวจีนยังกล้าผจญภัยมากขึ้น โดยมักหาทัวร์แบบไปเช้าเย็นกลับ และจองที่พักเองผ่านโทรศัพท์มือถือ
ความเคลื่อนไหวและข้อมูลตัวเลขการท่องเที่ยวนี้ ฉายแววถึงการแข่งขันดุเดือดในธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งประเทศต่าง ๆ จะพยายามชิงตำแหน่งเดสติเนชั่นสุดโปรดแห่งใหม่ของนักท่องเที่ยวจีนแทนญี่ปุ่น