‘จากน้ำท่วม ถึงมดไม่ขึ้นโรงน้ำตาล’
คอลัมน์ : นอกรอบ
ผู้เขียน : รณดล นุ่มนนท์ อดีตรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
เหตุการณ์นํ้าท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ ด้านตะวันออกและชานเมือง เมื่อวันศุกร์ที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา ทำให้หลายคนต้องลุกขึ้นจากเตียงในช่วงที่กำลังหลับสนิท แต่ถือว่าสายเสียแล้ว เพราะ “น้องนํ้า” มาเยี่ยมถึงภายในบ้านโดยไม่ได้ทักทายกันล่วงหน้า เรียกได้ว่าตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้เรื่องนํ้าท่วมยังคงเป็นบทสนทนาประจำร้านกาแฟกันอยู่
สำหรับบ้านผมยังถือว่าโชคดี เพราะมีคลองลาดพร้าวช่วยรองรับ น้องน้ำจึงมาเยี่ยมเพียงบริเวณสนามหญ้า ก่อนจะค่อย ๆ ลากลับไป แต่ถึงน้ำจะไม่เข้าบ้านถนนรอบบ้านกลับถูกน้ำล้อมไว้แทบทุกด้าน จนรู้สึกเหมือนบ้านถูกตัดขาดจากโลกภายนอก กลายเป็นเกาะเล็ก ๆ ขึ้นมาเสียอย่างนั้น
เย็นวันเสาร์ที่แล้วผมจึงต้องหาวิธีกลับบ้านด้วยรถมอเตอร์ไซค์ ต้องลุยกลับไปตามถนนลูกรังข้างทางรถไฟ ช่วยกันยกรถข้ามเกาะกลางถนน และขี่ย้อนศรข้ามสะพานลอยบริเวณแยกเกษตรศาสตร์ เป็นการเดินทางกลับบ้านที่ไม่เคยคิดว่าจะต้องทำอีก หลังจากเคยผ่านมหาอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2554 มาแล้ว
เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ทำให้ผมเกิดคำถามง่าย ๆ ขึ้นมาคำถามหนึ่งว่า ทำไมอารยธรรมสำคัญของมนุษย์จึงมักเกิดขึ้นริมแม่น้ำ และเมื่อลองเปิดแผนที่โลกดูก็พบภาพที่น่าสนใจมาก อาทิ อารยธรรมอียิปต์โบราณเติบโตขึ้นริมแม่น้ำไนล์ อารยธรรมจีนยุคแรก ๆ เติบโตขึ้นบริเวณลุ่มแม่น้ำฮวงโห และแม่น้ำแยงซี
ในขณะที่อารยธรรมอินเดียโบราณมีแม่น้ำสินธุเป็นศูนย์กลางสำคัญ ฟังดูแล้วย้อนแย้ง น้ำเป็นทั้งผู้สร้างและผู้ทำลาย น้ำท่วมเพียงไม่กี่ชั่วโมงสามารถนำพาความเสียหายให้กับบ้านเรือน ถนน และพื้นที่เพาะปลูกได้อย่างมหาศาล แต่ในอีกด้านหนึ่งน้ำกลับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มนุษย์สามารถตั้งถิ่นฐาน ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และสร้างชุมชนขึ้นมาได้
เมื่อผู้คนมาอยู่รวมกันมากขึ้น เกิดการแลกเปลี่ยนอาหาร ภาษา ความรู้ และความคิด จากหมู่บ้านกลายเป็นเมือง จากเมืองกลายเป็นอาณาจักร และจากการสั่งสมสิ่งเหล่านี้ทีละเล็กทีละน้อยจึงค่อย ๆ พัฒนากลายเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า “อารยธรรม”
เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อสะดุดตาตั้งแต่เห็นครั้งแรก “มดไม่ขึ้นโรงน้ำตาล”
หนังสือของ คุณประภาส ชลศรานนท์ ศิลปินแห่งชาติ ผู้มีความสามารถพิเศษในการหยิบเรื่องธรรมดา ๆ ที่อยู่รอบตัวเรามาขยายให้กลายเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจ และทำให้เราหยุดคิดกับสิ่งที่เคยมองผ่านไป
ตอนแรกผมคิดว่าหนังสือเล่มนี้น่าจะเกี่ยวกับมดและน้ำตาล หรืออาจเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ที่พาเราไปย้อนดูเรื่องราวในอดีต แต่เมื่อได้อ่านจริง ๆ กลับพบว่าไม่ใช่ทั้งสองอย่าง หนังสือเล่มนี้ชวนเรามองโลกผ่านเรื่องเล็ก ๆ แล้วค่อย ๆ พาไปพบกับเรื่องใหญ่ที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็นอารยธรรม ความคิด ภาษา อาหาร ศิลปะ และวิถีชีวิตของมนุษย์
แม้แต่คำตอบ “ทำไมมดไม่ขึ้นโรงน้ำตาล” เพราะมดอยู่ไม่ได้กับอุณหภูมิที่ร้อนในโรงงาน กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้เราตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัวว่า เราเคยมองสิ่งต่าง ๆ อย่างเข้าใจจริง ๆ แล้วหรือยัง
คำว่า “อารยธรรม” เป็นคำที่ฟังดูใหญ่และอยู่ไกลตัว แต่ถ้าอธิบายให้เข้าใจง่ายผมคิดว่า อารยธรรมคือสิ่งต่าง ๆ ที่มนุษย์ร่วมกันสร้าง สั่งสม และส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต มันจึงไม่ได้มีแค่พระราชวัง โบราณสถานหรือสิ่งก่อสร้างยิ่งใหญ่
แต่ภาษา ตัวหนังสือ อาหาร การแต่งกาย ศิลปะ ดนตรี กฎหมาย การค้า ความเชื่อ ตลอดจนวิธีที่ผู้คนอยู่ร่วมกันล้วนเป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมทั้งสิ้น
คุณประภาสพาเราออกเดินทางไปสำรวจเรื่องเหล่านี้จากสิ่งที่เราคุ้นเคย ตั้งแต่เรื่องอาหารอย่างพิซซ่าและปลาดิบ ศิลปะของแวนโก๊ะ โมเนต์ และปิกัสโซ ไปจนถึงแนวคิดของโสกราตีสและคำพูดที่มักถูกนำมาอ้างถึงไอน์สไตน์
อ่านไปเรื่อย ๆ ทำให้ผมรู้สึกว่าอารยธรรมไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากเรื่องใหญ่เพียงไม่กี่เรื่อง แต่เกิดจากเรื่องเล็ก ๆ นับล้านเรื่องที่มนุษย์ค่อย ๆ สั่งสมและส่งต่อกันมา เรื่องหนึ่งที่ผมสนใจเป็นพิเศษคือ “แซ่”
ทั้งนี้ คนไทยเชื้อสายจีนได้ยินคำว่า “แซ่” แซ่ลิ้ม แซ่ตั้ง แซ่แต้ ไปจนถึงแซ่โง้ว ตั้งแต่เด็ก
แต่เคยถามตัวเองไหมว่า ทำไมคนจีนจึงมีแซ่ ? คำถามสั้น ๆ นี้พาเราย้อนกลับไปไกลในประวัติศาสตร์ของจีน แซ่ (xing) เป็นวิธีที่ใช้บอกสายตระกูลหรือกลุ่มเครือญาติ เพราะการรู้ว่า “เราเป็นใคร” ไม่ได้หมายถึงเพียงชื่อของเราเท่านั้น แต่ยังหมายถึงว่าเราเป็นลูกหลานของใคร มาจากตระกูลไหน
และมีความเกี่ยวข้องกับผู้คนกลุ่มใด แซ่จึงเป็นมากกว่าคำที่ตามหลังชื่อ แต่เป็นเหมือนร่องรอยของความทรงจำที่ครอบครัวส่งต่อให้กัน
ลองนึกถึงครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนครอบครัวหนึ่งในวันนี้ ลูกหลานอาจใช้นามสกุลไทย พูดภาษาไทยได้คล่องและใช้ชีวิตไม่ต่างจากคนไทยทั่วไป จนแทบไม่มีใครนึกว่าบรรพบุรุษเคยเดินทางมาจากเมืองจีน
แต่ถ้าย้อนกลับไปถามคุณปู่คุณย่าเราอาจได้ฟังเรื่องราวที่น่าสนใจ ว่าบรรพบุรุษมาจากมณฑลไหน พูดภาษาถิ่นอะไร เดินทางมาประเทศไทยเมื่อใด ทำอาชีพอะไร และเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างไร
เรื่องราวเหล่านี้ทำให้เราเห็นว่าแซ่เป็นเหมือนสะพานที่เชื่อมคนรุ่นปัจจุบันเข้ากับอดีต และนี่เองที่ทำให้ผมรู้สึกว่าเรื่อง “อารยธรรม” ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย
และเมื่อย้อนไปถึงเรื่องน้ำ น้ำอาจสร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือน แต่ในเวลาเดียวกันน้ำเคยเป็นจุดเริ่มต้นของเมืองและอารยธรรมมากมาย สิ่งเดียวกันจึงอาจมีทั้งด้านที่ทำลายและด้านที่สร้างสรรค์ ขึ้นอยู่กับว่าเรามองมันจากมุมไหน
ในบางครั้งเรื่องเล็ก ๆ ที่เราไม่ได้ให้ความสนใจอาจเปิดประตูไปสู่เรื่องราวที่ยิ่งใหญ่กว่าที่คิด
และอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ใหม่ที่อยู่รอบตัวเราในทุกวันนี้ ฉะนั้นมดไม่ขึ้นโรงน้ำตาล เพราะโลกมีอะไรให้คิดมากกว่าที่เห็น