Skip to content

คารวะ 30 บาท

12 พ.ย. 2568 | 11:14น.
คารวะ 30 บาท
คอลัมน์ : สามัญสำนึก
ผู้เขียน : อิศรินทร์ หนูเมือง

เมื่อประเทศไทยเข้าสู่ สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ Complete Aged Society ทุกบ้านมีคนแก่ มีคนป่วย

ถ้าย้อนเวลาไปก่อนหน้าปี 2544 หากบ้านไหนมี พ่อ-แม่ เจ็บป่วยเรื้อรัง ต้องรักษาในโรงพยาบาลต่อเนื่อง ไม่ว่าจะมากหรือน้อย ต้องมีเงินสำรองไว้ใช้จ่ายสำหรับยอดนี้

บางบ้านพ่อ-แม่ พี่-น้อง ต้องรักษาตัว จนวาระสุดท้าย ค่าใช้จ่ายหลักหลายแสนบาท ครอบครัวต้องลงขัน แม้กระทั่งต้องขายทรัพย์สินบางชิ้นออกไป เพื่อเอาเงินมาจ่ายในโรงพยาบาล

วันที่คนไข้ได้ออกจากโรงพยาบาล เป็นวันชี้ชะตา ว่า “ยอดหนี้” ที่ต้องจ่ายจะมหาศาลแค่ไหน และจะดึงเงินยอดไหนของครอบครัวมาชำระ

ไม่เพียงแต่ทุกข์เรื่องอาการไข้-แต่ทุกข์ใจเรื่องค่าใช้จ่ายยอดใหญ่ เจ็บไม่แพ้กัน

กระทั่ง 24 ปีที่ผ่านมา มีกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “กองทุนบัตรทอง” บริหารโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งให้สวัสดิการรักษาพยาบาลแก่คนไทยที่มีสิทธิราว 47 ล้านคน (ตัวเลข ณ เดือน ก.ย. 68)

คนไทยเกินครึ่งประเทศ ใช้สิทธิบริการรักษาฟรี ผ่านโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ หรือผู้ป่วยบัตรทอง ทั้งในโรงพยาบาลรัฐกว่า 1,000 แห่ง และโรงพยาบาลเอกชน-คลินิกเอกชนที่ร่วมเป็นพันธมิตร

รัฐบาลจัดงบประมาณเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี ปีนี้มีวงเงิน 168,296.8867 ล้านบาท ผู้ป่วยแต่ละรายมีค่าใช้จ่ายรายหัว 3,856.08 บาท

แม้ว่า สปสช.อยู่ในภาวะ “ขาดทุน” ค้างจ่ายโรงพยาบาลทั่วประเทศทั้งภาครัฐและเอกชน ประมาณ 8,000 ล้านบาท แต่ผู้บริหาร สปสช.ให้ความมั่นใจ จะสามารถใช้งบฯกลาง เคลียร์หนี้ในส่วนนี้ได้

ผู้เขียนได้ไปทำภารกิจเฝ้าคนป่วยในโรงพยาบาลรัฐ นับ 10 วัน ในช่วงที่ผ่านมา ได้เห็นคนเจ็บจากอุบัติเหตุ-ผู้ป่วยเรื้อรัง-ผู้ป่วยระยะประคับประคอง เข้าไปรับการรักษาคลาคล่ำ ทั้ง 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเช้าของทุกวัน ภาพคนป่วย-คนดูแลหนาแน่นเต็มลานตรวจ แถวยาวแน่นทุกห้องที่มีแพทย์ประจำการ

ยอดขาดทุนค้างจ่าย 8,000 ล้าน จึงรู้สึกน้อยกว่าสิ่งที่เห็นไปมาก แต่ปลดความทุกข์ใจ ให้คนเกิด-แก่-เจ็บ-ตาย ค่อนประเทศ

บุคลากรทางการแพทย์ ทั้งหมอ พยาบาล ผู้ช่วย เภสัชกร เจ้าหน้าที่ทุกระดับ ทำงานตรากตรำ เข้าเวรวันหนึ่ง ๆ เกินกว่า 8 ชั่วโมง

คนไข้ทุกคนต้องได้รับการรักษาตามสิทธิ ทั้งค่ายา ค่าอุปกรณ์การแพทย์ ทั้งที่ใช้ในโรงพยาบาล และส่งให้คนไข้ถึงบ้าน

ผู้ป่วยยากไร้ หรือก่อนหน้านี้ต้องเรียกว่า “ผู้ป่วยอนาถา” บางรายไม่มีญาติเฝ้าไข้ ไม่มีคนดูแล ภาระตกหนักแก่บุคลากรในโรงพยาบาล เกือบทั้งหมด

กลุ่มคนป่วยโรค NCD หรือกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เป็นกลุ่มโรคที่มีสาเหตุจากการกิน-การอยู่ ที่ไม่ถูกสุขลักษณะ และต้องรักษาแบบต่อเนื่อง มีนัดกับหมอทุกเดือน บางรายทุกสัปดาห์ ยาวนานหลายปี เรียกว่าเป็นขาประจำของโรงพยาบาล เช่น โรคความดันโลหิตสูง, โรคเบาหวาน, โรคไขมันในเลือดสูง, โรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมอง, โรคมะเร็ง, โรคถุงลมโป่งพอง และโรคไตเรื้อรัง

จำนวนคนไข้กลุ่มนี้ ประเมินจากภาพที่เห็นในโรงพยาบาลระดับจังหวัดใหญ่แห่งหนึ่ง แทบจะกินพื้นที่ราว 90% ของคนไข้ทั้งหมด ทั้งที่มาพบหมอรับยากลับบ้าน และต้องนอนพักในหอผู้ป่วยแน่นขนัด ต้องขยายเตียงคนไข้ไปถึงหน้าลิฟต์-โถงทางเดิน-ระเบียงตึก

ญาติผู้ป่วยมะเร็งบางราย เคยตกอยู่ในภาวะเกือบล้มละลาย แต่เมื่อ 4 ปีก่อน สปสช.ปลดล็อก ด้วยนโยบาย “มะเร็งรักษาได้ทุกที่” ในโรงพยาบาลที่มีศักยภาพทั่วประเทศ โดยใช้ใบส่งตัวจากโรงพยาบาลที่มีสิทธิ

ในปีหน้า (2569) สปสช. จัดงบฯกว่า 18 ล้าน เพื่อเปิดบริการรักษามะเร็งขั้นสูง 9 กลุ่มโรค เช่น มะเร็งเต้านม ปอด และตับ ด้วยเทคโนโลยี เครื่องฉายรังสีสามมิติ MR Linac ที่โรงพยาบาลศิริราช รองรับผู้ป่วยได้ปีละ 150 ราย

ทุกวันนี้ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ได้รับบริการ “ล้างไตฟรีด้วยตัวเองที่บ้าน” โดยโรงพยาบาลที่ส่งอุปกรณ์ให้อย่างไม่ขาดพร่องภายใต้นโยบาย “30 บาทรักษาทุกที่ ฟอกไตฟรีทุกแห่ง”

รุ่นพี่ผู้เขียนคนหนึ่ง เคยจ่ายค่ารักษาโรคไตเรื้อรังที่โรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพฯ เดือนละหลายแสน ปัจจุบันเหลือเพียงหลักพันบาท

ไม่ว่าโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ ที่ขับเคลื่อนโดย สปสช. จะพบปัญหาหนักหนาเพียงใด ในฐานะคนที่ได้ร่วมใช้บริการ ได้รับประโยชน์ทางอ้อม ปฏิบัติเป็นอื่นไม่ได้นอกจาก ต้องคารวะ “30 บาท”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

30 บาทรักษาทุกที่