เมื่อกติกา ‘ไม่เป็นธรรม’
คอลัมน์ : สามัญสำนึก
ผู้เขียน : สุดใจ ชาญชาตรีรัตน์
ไม่บ่อยนักที่จะเห็นผู้บริหารระดับสูงโตโยต้าออกมาเขย่านโยบายแบบเปิดหน้าชน
ล่าสุด “ศุภกร รัตนวราหะ” รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ออกมาส่งเสียงแบบจัดเต็ม ให้รัฐบาลและค่ายรถจีนได้ยินกันถ้วนหน้า
นัยว่ากติกาต่าง ๆ ที่ประเทศไทยกำหนดนั้น “ไม่เป็นธรรม” กับผู้ประกอบการที่เข้ามาลงหลักปักฐานในประเทศไทยมายาวนานหลายสิบปี ในฐานะที่เป็นผู้ร่วมลงทุนสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้แข็งแกร่ง ทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยี จ้างงานคนไทย และสร้างซัพพลายเชนไปถึงผู้ประกอบการไทย
แต่ดูเหมือนว่าเมื่อกติกาใหม่ ๆ ของการส่งเสริมการลงทุน กำลังทำร้ายและทำลายอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
ประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งที่ผู้บริหารโตโยต้าส่งสัญญาณและตั้งคำถามคือ นโยบายของรัฐบาลที่กำลังดำเนินการอยู่ “บิดเบี้ยว” หรือไม่
เพราะสิ่งที่รัฐบาลไทยทำนั้นเป็นการ “ส่งเสริมการใช้รถอีวี” แต่ไม่ได้ส่งเสริมอุตสาหกรรมอีวีในประเทศ
นโยบายและมาตรการที่ออกมาทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ หรือการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ระหว่างรถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทย กับรถยนต์นำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะรถจีน
แม้ว่ามาตรการอีวี 3.0 หรืออีวี 3.5 (สนับสนุนเงินมูลค่า 50,000-150,000 บาท) ของรัฐบาลด้วยการลดภาษีให้กับค่ายรถที่เข้าร่วมโครงการ โดยมีสัญญาว่าจะต้องเข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตรถในประเทศไทยเป็นการชดเชย
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่เป็นไปตามแผน และผลกระทบที่ตามมาอาจไม่ได้เป็นสิ่งที่รัฐบาลและสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้คาดการณ์ไว้
ที่ผ่านมาจึงเห็นค่ายรถอีวีจีนอย่าง “เนต้า” (NETA) ได้สิทธิตามมาตรการอีวี 3.0 นำรถเข้ามาขายราคาถูกโดยได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลไปกว่า 2 พันล้านบาท แต่สุดท้ายก็ปิดบริษัทหนี ไม่มีการลงทุนฐานผลิตในประเทศไทย ทำให้กรมสรรพสามิตต้องดำเนินคดีฟ้องเพื่อสืบทรัพย์และเรียกคืนเงินอุดหนุนคืน
รวมถึงประเด็นที่ผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์ไทยสะท้อนมาอย่างต่อเนื่อง คือการดึงดูดลงทุน “อีวีจีน” ที่ยกซัพพลายเชนจากจีนมาทั้งยวง แบบที่ผู้ประกอบการชิ้นส่วนไทยแทบไม่มีทั้งโอกาส และความสามารถการแข่งขัน เพราะด้วยข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) ทำให้ทั้งรถอีวีจีนและชิ้นส่วนที่นำเข้ามาในประเทศไทยไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า (0%) ทั้งต้นทุนการผลิตที่ต่ำ แถมได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอีก ทำให้ผู้ผลิตในประเทศเจอโจทย์ยาก
แน่นอนเป้าหมายของผู้บริหารโตโยต้าที่ออกมาส่งเสียงดังฟังชัดก็คือต้องการให้รัฐบาลปรับเกณฑ์โครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ เพื่อให้เกมการแข่งขันที่เป็นธรรมแบบ “แฟร์เพลย์”
แบบต้องไม่รอ “วัวหายแล้วล้อมคอก” พร้อมยืนยันว่า สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำไม่ใช่พยายามรักษาอดีต แต่ต้องตอบให้ได้ว่า “อะไรคือเหตุผลที่ในอนาคตนักลงทุนยังอยากเลือกประเทศไทย ?”
แม้หลายฝ่ายจะมองว่าเป็นการขู่ย้ายฐานของโตโยต้า แต่ข้อเท็จจริงก็ชัดเจนว่ากติกาการแข่งขันไม่เป็นธรรม
เรื่องนี้ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยอมรับว่า ประเด็นนี้เป็นข้อกังวลของกระทรวงการคลังมาตลอด เนื่องจากการแข่งขันการค้าโลกที่เปลี่ยนไป ขณะที่ไทยมีข้อตกลง FTA อยู่กับหลายประเทศ ทำให้มีข้อผูกพัน (ลด) ภาษีนำเข้า
ล่าสุดมีการหารือกับอธิบดีกรมสรรพสามิตและปลัดกระทรวงการคลัง เพื่อปรับเพดานภาษีสรรพสามิตรถอีวีนำเข้าโดยเร่งด่วนเพื่อให้ได้ข้อสรุปภายในเดือน ก.ย. นี้ ทำให้ต้นทุนรถนำเข้าสูงขึ้น โดยเป้าหมายสำคัญก็คือช่วยการผลิตในประเทศ การจ้างงาน และซัพพลายเชน
แต่นี่ก็เป็นเพียงปิดช่องโหว่หนึ่งเท่านั้น เพราะการจะพลิกฟื้นอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้แข็งแกร่ง รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงต้องรับฟังทุกภาคส่วนและสร้างการเปลี่ยนผ่านแบบครบวงจร