เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เจ้าสัวเจริญ ปรับพอร์ตสินทรัพย์ทำเลทอง 1.1 หมื่นล้าน ปิดดีลขายได้แล้ว 20 แปลง
Real Estate เจ้าสัวเจริญ ปรับพอร์ตสินทรัพย์ทำเลทอง 1.1 หมื่นล้าน ปิดดีลขายได้แล้ว 20 แปลง
กทม.อนุมัติเงินช่วยน้ำท่วมแล้ว 3 แสนราย ระดมทีมช่าง เร่งประเมิน ขยายเวลารับคำร้อง
Economic กทม.อนุมัติเงินช่วยน้ำท่วมแล้ว 3 แสนราย ระดมทีมช่าง เร่งประเมิน ขยายเวลารับคำร้อง
ยูนิลีเวอร์ ย้ำไทย Regional R&D & Innovation Hub
Business ยูนิลีเวอร์ ย้ำไทย Regional R&D & Innovation Hub
ขานรับเกณฑ์ใหม่ซื้อขายหุ้น ‘InnovestX’ วิเคราะห์ดึงดูดฟันด์โฟลว์
Finance ขานรับเกณฑ์ใหม่ซื้อขายหุ้น ‘InnovestX’ วิเคราะห์ดึงดูดฟันด์โฟลว์
จับชีพจร ‘อสังหาฯ’ ‘นิคม’ มาแรง ‘ออฟฟิศ’ หั่นราคาเดือด 
Real Estate จับชีพจร ‘อสังหาฯ’ ‘นิคม’ มาแรง ‘ออฟฟิศ’ หั่นราคาเดือด 
‘พูนพงษ์’ วางกรอบงาน เข้ม ‘พาณิชย์จังหวัด-ทูตพาณิชย์’
Economic ‘พูนพงษ์’ วางกรอบงาน เข้ม ‘พาณิชย์จังหวัด-ทูตพาณิชย์’
ปิดฉากประชุม IMF ‘กอร์เกียวา’ ยกย่องผ้าไหมไทย หยอดหวานใส่ประชุมทุกวัน-ไทยคว้าเหรียญทอง
World ปิดฉากประชุม IMF ‘กอร์เกียวา’ ยกย่องผ้าไหมไทย หยอดหวานใส่ประชุมทุกวัน-ไทยคว้าเหรียญทอง
ลุุยพลิกฟื้น “อควาเรียมหอยสังข์” จากโปรเจ็กต์ร้าง 18 ปี สู่แลนด์มาร์กแห่งใหม่สงขลา
Real Estate ลุุยพลิกฟื้น “อควาเรียมหอยสังข์” จากโปรเจ็กต์ร้าง 18 ปี สู่แลนด์มาร์กแห่งใหม่สงขลา
เริ่มม.ค.70 ปิด ‘ถนนบรมราชชนนี’ สร้างส่วนขยาย ‘คู่ขนานลอยฟ้า’ เสร็จ ม.ค. 73
Real Estate เริ่มม.ค.70 ปิด ‘ถนนบรมราชชนนี’ สร้างส่วนขยาย ‘คู่ขนานลอยฟ้า’ เสร็จ ม.ค. 73
ASW ร่วมทุน ‘ญี่ปุ่น’ ผุดแคมปัสคอนโดฯ ย่านเกษตร
Real Estate ASW ร่วมทุน ‘ญี่ปุ่น’ ผุดแคมปัสคอนโดฯ ย่านเกษตร
ดูทั้งหมด

เงินเดือนของเราได้เท่าไหร่… ไม่สำคัญเท่ากับเพื่อนได้เท่าไหร่

21 ก.ย. 2568 | 10:10น.
คอลัมน์ : SD Talk 
ผู้เขียน : ธำรงศักดิ์ คงคาสวัสดิ์
https://tamrongsakk.blogspot.com

คำคำนี้มาจากประสบการณ์ของผมเองแหละครับ เพราะเรื่องเกี่ยวกับค่าตอบแทนของคนทำงาน โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือน มักจะเอามาเปรียบเทียบกันอยู่เสมอ ทั้ง ๆ ที่ทุกบริษัทก็มีกฎเกณฑ์คล้าย ๆ กันว่า…

“เรื่องเงินเดือนเป็นความลับ ห้ามเอามาบอกกัน”

บริษัทอุตส่าห์แจก Pay Slip ปกปิดกันเสียอย่างดี แต่พอแจกเสร็จพนักงานก็เอามาแลกกันดู ยิ่งตอนช่วงขึ้นเงินเดือนประจำปี ยิ่งมีดราม่าเรื่องนี้กันเยอะ บางคนโกรธหัวหน้าหาว่า ไม่ยุติธรรมบ้างล่ะ บ้างก็โกรธเพื่อนที่ได้ขึ้นเงินเดือนเยอะกว่า

ทั้ง ๆ ที่ (คิดเอาเอง) ทำงานเหมือน ๆ กัน ไม่ได้เก่งกว่าฉันสักหน่อย ทำไมแกถึงได้ขึ้นเงินเดือนมากกว่าฉัน บ้างก็ฟิวส์ขาดยื่นใบลาออก เข้าทำนอง ฆ่าได้หยามไม่ได้ ไปโน่น ฯลฯ

เช่น นายวิเชียรเพิ่งจบการศึกษาระดับปริญญาโทเงินเดือน 22,000 บาท วิเชียรมีเพื่อนทำงานในแผนกเดียวกัน เข้ามาทำงานพร้อม ๆ กัน เพิ่งจบปริญญาตรีเงินเดือน 18,000 บาท

แต่เพื่อนที่จบปริญญาตรีกลับได้เปอร์เซ็นต์ขึ้นเงินเดือนที่สูงกว่า คือได้ขึ้น 8%

ในขณะที่ตนเองได้ขึ้น 5% ก็เลยเกิดความคับข้องใจว่า ทำไมฉันจบระดับปริญญาโทถึงได้ขึ้นเงินเดือนน้อยกว่าเพื่อนที่จบปริญญาตรี ก็เลยเอาความคับข้องใจนี้มาถามที่ HR เพราะไม่กล้าไปถามจากหัวหน้างาน

แน่นอนว่า HR ไม่ใช่หัวหน้างาน จึงไม่รู้รายละเอียดหรอกครับว่า นายวิเชียรทำงานดีหรือไม่ดียังไง ถึงได้ขึ้นเงินเดือนคิดเปอร์เซ็นต์น้อยกว่าเพื่อนที่จบปริญญาตรี

แต่ในมุมของ HR คงจะตอบได้อย่างนี้ครับ

1.หลักการโดยทั่วไปแล้ว การพิจารณาขึ้นเงินเดือนประจำปีเป็นเรื่องของระบบ Rewards ที่เชื่อมโยงมาจากการประเมินผลการปฏิบัติงาน

เป็นการพิจารณาผลงานของพนักงานว่า สามารถทำงานได้ตามเป้าหมายที่ตกลงกันระหว่างหัวหน้ากับลูกน้องหรือไม่

ถ้าบริษัทหรือหน่วยงานมีตัวชี้วัดผลงานที่ชัดเจน ก็ยิ่งชัดเจนว่า พนักงานต้องทำยังไงถึงจะได้ผลการประเมินเกรดอะไร ซึ่งผลการประเมินก็จะแปรเป็นผลการขึ้นเงินเดือนว่าจะได้กี่บาท หรือกี่เปอร์เซ็นต์

ในกรณีนี้แสดงว่า วิเชียรน่าจะทำงานไม่ได้ตามเป้าหมายที่กำหนด จึงทำให้ได้รับการขึ้นเงินเดือนไม่ได้อย่างที่ตัวเองคาดหวัง

2.หรือแม้ว่าบางบริษัทจะยังไม่มีการประเมินผล โดยใช้ตัวชี้วัดที่ชัดเจน ยังใช้ระบบและวิธีการประเมินผลแบบ “จิตสัมผัส” หรือ Graphic Rating Scale คือการกำหนดหัวข้อ (หรือปัจจัย) ในการประเมิน 10-20 ข้อ แล้วก็ประเมินให้เกรด A, B, C, D, E หรือ 5, 4, 3, 2, 1 แล้วสรุปผลโดยรวมได้เกรดอะไรสักเกรดหนึ่งก็ตาม

แต่การประเมินผลการปฏิบัติงาน ไม่ใช่การประเมินเพื่อขึ้นเงินเดือนให้ตามวุฒิการศึกษานะครับ

และผมเชื่อว่าคงไม่มีองค์กรไหนที่พิจารณาขึ้นเงินเดือนพนักงานโดยเอาวุฒิการศึกษาเป็นตัวตั้ง โดยไม่ดูผลงานเป็นหลัก

ซึ่งหลักในการปรับขึ้นเงินเดือนควรจะต้องดูจากผลการปฏิบัติงานและความสามารถในงานเป็นหลัก

การเรียนจบคุณวุฒิที่สูงขึ้น ก็ไม่ได้แปลว่าจะทำงานได้ดีขึ้นเสมอไป

แต่ก็แปลกที่ยังมีคนคิดว่า คนที่จบวุฒิที่สูงกว่าจะทำงานได้ดีกว่า หรือมีความสามารถในงานเก่งกว่าคนที่จบวุฒิต่ำกว่า

3.จากที่ผมบอกมาข้างต้น ผลการปฏิบัติงานจึงเป็นเรื่องของตัวเราเองว่า เราสามารถทำงานได้บรรลุเป้าหมายหรือทำงานได้ผลออกมาเป็นยังไง ดังนั้นผลงานที่เราทำจึงอยู่ที่ตัวเราเอง

แทนที่วิเชียรจะไปคิดว่าคนอื่นเขาทำงานเก่งกว่าเรายังไงถึงได้ขึ้นเงินเดือนมากกว่าเรา

ลองมาเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ว่า “แล้วเราจะทำงานให้ดีขึ้นกว่านี้ได้ยังไง” โดยไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับคนอื่นจะดีกว่าไหม

4.สุดท้ายถ้าคิดดีแล้วและแน่ใจแล้วว่า เราก็ทำงานมีผลงานที่ดี เรามีฝีมือมีศักยภาพ แต่หัวหน้าไม่ยุติธรรม เลือกที่รักมักที่ชัง มองไม่เห็นฝีมือของเรา ไม่เห็นผลงานของเรา ฯลฯ ก็ลองไปสมัครงานที่ที่คิดว่าเหมาะสมกับตัวเรา จะดีกว่ามานั่งคิดเปรียบเทียบตัวเรากับคนอื่นไหมครับ

บางทีมันอาจจะถึงเวลาที่เรือเล็กควรออกจากฝั่งได้แล้ว

สำคัญว่า เรือเล็กมี “ของ” สะสมเสบียงที่พร้อมออกเดินทางแล้วหรือยัง

เพราะเส้นทางความก้าวหน้าของเรา ย่อมขึ้นอยู่กับตัวเรา ไม่ใช่ขึ้นกับคนอื่น อย่าเอาความก้าวหน้าของเราทั้งชีวิตไปฝากไว้กับคนอื่น

การไปบ่นหรือไปต่อว่าหัวหน้าก็คงไม่ได้ทำให้เขาเปลี่ยนเกรด เปลี่ยนผลการประเมิน แล้วมาเพิ่มเปอร์เซ็นต์ขึ้นเงินเดือนให้เราหรอกครับ

เอาเวลาไปมองหาสนามแข่งขันที่เหมาะกับศักยภาพและความสามารถของตัวเราดีกว่าครับ

อย่าไปลงแข่งในสนามที่เราไม่มีวันชนะ

ทั้งหมดที่ผมแชร์มานี้ คงจะทำให้ท่านที่กำลังคิดวนเวียนอยู่กับเรื่อง “เงินเดือนของเราได้เท่าไหร่..ไม่สำคัญเท่ากับเพื่อนได้เท่าไหร่” ได้คิดอะไรบางอย่างบ้างแล้วนะครับ

ขอตบท้ายด้วยประโยคคลาสสิกที่บอกไว้ว่า….

“มีแต่คนเสียสติเท่านั้นที่จะทำสิ่งเดิมซ้ำ ๆ แต่กลับหวังผลลัพธ์ที่แตกต่าง”