เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
FlyDubai สอบสวน เหตุระทึกขวัญแทงกัปตัน-แจ้งสัญญาณฉุกเฉิน เจอจี้เครื่องบิน ?
World FlyDubai สอบสวน เหตุระทึกขวัญแทงกัปตัน-แจ้งสัญญาณฉุกเฉิน เจอจี้เครื่องบิน ?
‘อาเซียน’ จับมือ EU ลุยการค้าดิจิทัล ถก UK ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว ผนึกรัสเซียดันการค้า ลงทุน
Economic ‘อาเซียน’ จับมือ EU ลุยการค้าดิจิทัล ถก UK ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว ผนึกรัสเซียดันการค้า ลงทุน
สทนช.เร่งระบายน้ำลงอ่าวไทย ก่อนฝนกลับ 5-7 ต.ค. เจ้าพระยาจ่อเพิ่มเป็น 2,400 ลบ.ม./วินาที
Economic สทนช.เร่งระบายน้ำลงอ่าวไทย ก่อนฝนกลับ 5-7 ต.ค. เจ้าพระยาจ่อเพิ่มเป็น 2,400 ลบ.ม./วินาที
“รพีภัทร์” นั่งปลัดเกษตรฯ คนใหม่ วางโจทย์ ดันเกษตรมูลค่าสูง-เพิ่มขีดแข่งขัน
Economic “รพีภัทร์” นั่งปลัดเกษตรฯ คนใหม่ วางโจทย์ ดันเกษตรมูลค่าสูง-เพิ่มขีดแข่งขัน
เกษตรฯ เร่งสำรวจพืชเสียหายน้ำท่วม “นาข้าว” เสี่ยงสูง เตรียมเยียวยาตามความเสียหายจริง
Economic เกษตรฯ เร่งสำรวจพืชเสียหายน้ำท่วม “นาข้าว” เสี่ยงสูง เตรียมเยียวยาตามความเสียหายจริง
“ธนากร” ชงรัฐตั้ง War Room Air Cargo เร่งเคลียร์สินค้าค้างสุวรรณภูมิ หวั่นกระทบออร์เดอร์ส่งออก
Economic “ธนากร” ชงรัฐตั้ง War Room Air Cargo เร่งเคลียร์สินค้าค้างสุวรรณภูมิ หวั่นกระทบออร์เดอร์ส่งออก
“Go Healthy with Taiwan 2026” ทุบสถิติ 832 โครงการ ประกาศรายชื่อ 20 สุดยอดนวัตกรโลก
Biz Movement “Go Healthy with Taiwan 2026” ทุบสถิติ 832 โครงการ ประกาศรายชื่อ 20 สุดยอดนวัตกรโลก
มท. ยัน ‘ประกันภัยพิบัติฯ’ จ่ายหมื่นใน 15 วัน ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมยืนยัน
Politics มท. ยัน ‘ประกันภัยพิบัติฯ’ จ่ายหมื่นใน 15 วัน ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมยืนยัน
ราคาทองวันนี้ (1 ต.ค. 69) ปรับลง 150 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 67,200 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (1 ต.ค. 69) ปรับลง 150 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 67,200 บาท
ดีลเดือด 6 กสทช. X เลขาฯ กระชับอำนาจบอร์ด ชิงกำหนดวาระ
Tech ดีลเดือด 6 กสทช. X เลขาฯ กระชับอำนาจบอร์ด ชิงกำหนดวาระ
ดูทั้งหมด

วิจัยเผย แรงงานอาหารทะเล ค่าจ้างไม่พอชนเดือน โควิดซ้ำเติมเข้าไม่ถึงเยียวยา 

18 ส.ค. 2564 | 15:44น.

งานวิจัยเผย แรงงานอาหารทะเลไทย ค่าจ้างไม่พอชนเดือน พบช่องว่างรายได้ ผู้หญิงเงินเดือนน้อยกว่าผู้ชาย 30% โควิดยิ่งซ้ำเติม เข้าไม่ถึงการเยียวยา 

วันที่ 18 สิงหาคม 2564 ภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่ออาหารทะเลที่เป็นธรรมและยั่งยืน ซึ่งเป็นการรวมตัวกันขององค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านสิทธิแรงงานและความยั่งยืนทางทะเล 14 องค์กร เปิดเผยงานวิจัยล่าสุดเรื่อง “ชีวิตไม่มั่นคงและโรคระบาด : บทสำรวจปัญหาค่าจ้างและผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ต่อแรงงานข้ามชาติในอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทย” ซึ่งชี้ให้เห็นว่าแรงงานซึ่งมีความเปราะบางด้านรายได้และคุณภาพชีวิตอยู่แล้ว ยิ่งประสบปัญหามากขึ้นในวิกฤติโรคระบาดโควิด-19

รายได้แรงงานน้อยกว่า “ค่าแรงขั้นต่ำคิดเป็นรายเดือน”

งานวิจัยชิ้นนี้สำรวจแรงงานข้ามชาติในอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทย 4 กลุ่ม ได้แก่ ประมง ประมงต่อเนื่อง โรงงานแปรรูปอาหารทะเล และฟาร์มกุ้ง ในพื้นที่ 8 จังหวัดของประเทศไทย โดยใช้ ‘ค่าแรงขั้นต่ำคิดเป็นรายเดือน’ ซึ่งได้มาจากค่าแรงขั้นต่ำรายวันตามกฎหมายไทยคูณด้วย 30 วัน เป็นเกณฑ์พื้นฐานของรายได้ขั้นต่ำที่สุดที่จะทำให้แรงงานสามารถดำรงชีวิตได้ตลอดทั้งเดือน

ค่าแรงขั้นต่ำคิดเป็นรายเดือนในพื้นที่ที่งานวิจัยนี้ทำการศึกษาต่ำสุดอยู่ที่ 9,390 บาทต่อเดือนที่จังหวัดปัตตานี และสูงสุด 10,050 บาทต่อเดือนที่จังหวัดระยอง แต่ผลการสำรวจพบว่าแรงงานมากกว่าครึ่งหนึ่ง หรือ 58% มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ดังกล่าว โดยเฉพาะในกลุ่มประมงต่อเนื่องและแปรรูปอาหารทะเล ซึ่งมีรายได้เฉลี่ย 7,839 และ 8,423 บาทต่อเดือน ตามลำดับ ยิ่งไปกว่านั้น คือ แรงงานราว 1 ใน 5 มีรายได้ไม่ถึง 70% ของเกณฑ์ดังกล่าว หมายความว่าแรงงานกลุ่มนี้อาจไม่มีรายได้เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายประมาณ 9 วันจาก 30 วัน

นายจักรชัย โฉมทองดี ผู้จัดการด้านนโยบายและรณรงค์ องค์การอ็อกแฟม เปิดเผยว่าประเด็นสำคัญคือการกำหนดค่าแรงขั้นต่ำแบบเพียงรายวันเท่านั้น ไม่ได้ประกันรายได้ขั้นต่ำต่อเดือน ส่งผลให้เกิดช่องว่าง ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความมั่นคงต่อตัวแรงงาน เนื่องจากค่าแรงขั้นต่ำเพียงพอสำหรับการดำรงชีพตนเองในหนึ่งวันเท่านั้น เมื่อเดือนๆ หนึ่งค่าจ้างที่ได้กลับเพียงพอที่จะมีชีวิตแค่ยี่สิบกว่าวัน ความเสี่ยงต่างๆ ทั้งต่อตัวแรงงานและสังคมรอบข้างจึงตามมา ทั้งการลดทอนทางสุขภาพ การอยู่อย่างแอออัด ฯลฯ เมื่อเกิดโควิด-19 สถานการณ์จึงวิกฤติและยากที่จะควบคุม 

ทั้งนี้แรงงานไม่ว่าสัญชาติใดก็มีความเสี่ยงทั้งนั้น แต่ในทางปฏิบัติ โดยทั่วไปแล้วแรงงานข้ามชาติจะสามารถมีนายจ้างได้คนเดียว เมื่อรายได้ไม่พอจึงไม่สามารถไปหางานเสริมจากนายจ้างอื่นเช่นแรงงานไทยได้ จึงถือเป็นความรับผิดชอบสำคัญของทั้งนายจ้างและภาครัฐที่จะประกันรายได้ขั้นต่ำเป็นรายเดือนให้กับแรงงาน”

ช่องว่างรายได้ชาย-หญิง

นอกจากนี้ ยังพบว่าการจ้างงานแรงงานอาหารทะเลกลุ่มอื่นๆ ที่ไม่ใช่ประมง มีการจ้างงานแบบไม่เป็นทางการอยู่มาก เช่น การใช้สัญญาปากเปล่า ไม่มีสัญญาจ้างงานเป็นลายลักษณ์อักษร การให้ทำงานไม่เป็นเวลา ไปจนถึง ‘การจ้างทำของ’ ซึ่งนายจ้างจ่ายตามน้ำหนักหรือปริมาณที่แรงงานผลิตหรือแปรรูป

หนึ่งในข้อค้นพบสำคัญของวิจัยชิ้นนี้คือช่องว่างทางรายได้ระหว่างแรงงานผู้ชายกับแรงงานผู้หญิง โดยจากผลสำรวจพบว่าแรงงานผู้หญิงในอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทย มีรายได้น้อยกว่าผู้ชายประมาณ 3,000 บาทต่อเดือน หรือราว 30% และเมื่อแยกตามกลุ่มแรงงาน (ยกเว้นกลุ่มประมงที่เป็นผู้ชายทั้งหมด) พบว่ากลุ่มประมงต่อเนื่อง ซึ่งมีการจ้างงานแบบไม่เป็นทางการมากที่สุด แรงงานผู้หญิงมีรายได้น้อยกว่าผู้ชายถึง 41% ส่วนช่องว่างรายได้ของแรงงานโรงงานแปรรูปอาหารทะเลอยู่ที่ 13%

นอกจากนี้ รายงานวิจัยฉบับนี้ยังพบว่าแรงงานผู้หญิงจำนวนมากเข้าไม่ถึงสิทธิลาคลอด และสวัสดิการการที่เกี่ยวข้องกับการดูแลลูกด้วย

ถูกโควิด-19 ซ้ำเติม เข้าไม่ถึงการเยียวยา

นางสาวสุธาสินี แก้วเหล็กไหล ผู้ประสานงานเครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ เปิดเผยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในกลุ่มแรงงานอาหารทะเล โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร ระบุว่าแรงงานจำนวนมากติดเชื้อหลายครั้ง เนื่องจากสภาพความเป็นอยู่และสภาพแวดล้อมในการทำงานไม่เอื้ออำนวยให้เว้นระยะห่างระหว่างกันได้ เช่น ในสายพานการผลิตในโรงงานไม่สามารถทิ้งระยะห่างได้ บางคนรักษาตัวกลับมาทำงานแล้วก็ติดเชื้ออีก

“เมื่อติดเชื้อโควิด-19 จะถือว่าเป็นคนป่วย แรงงานก็ต้องลาป่วย แต่กฎหมายกำหนดให้วันลาป่วยแบบได้ค่าจ้าง 30 วัน การกักตัวหรือรักษารอบหนึ่งก็จะใช้เวลาประมาณ 14 วัน หมายความว่าใครที่ติดเชื้อมากกว่า 2 รอบก็อาจจะไม่มีวันลาป่วยแบบได้ค่าจ้างเหลือพอแล้ว ต้องลาแบบไม่ได้ค่าจ้างแล้วไปขอชดเชย 50% จากประกันสังคมแทน ซึ่งก็เป็นจำนวนเงินที่ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในครอบครัวอีก” 

อย่างไรก็ตาม นางสาวสุธาสินี กล่าวต่อว่า สถานการณ์โควิด-19 ไม่ได้กระทบแค่ตัวแรงงานเอง แต่ยังรวมถึงครอบครัวของแรงงานด้วย เช่น แรงงานที่เป็นลูกเรือบนเรือประมง นายจ้างจำนวนมากจะไม่นำหรือเข้าฝั่ง หรือถ้าเข้าฝั่งก็จะห้ามไม่ให้แรงงานเข้าออกพื้นที่ที่กำหนดเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

ด้าน นายปภพ เสียมหาญ ผู้อำนวยการโครงการจากมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา ได้ชี้ให้เห็นถึงการเลือกปฏิบัติในกระบวนการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยระบุว่ากฎหมายไทยคุ้มครองสิทธิแรงงานทุกคน โดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ แต่มาตรการเยียวยาต่างๆ กลับกำหนดเงื่อนไขให้เฉพาะผู้มีสัญชาติไทยเท่านั้นที่จะได้รับการเยียวยา แรงงานข้ามชาติในอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีข้อจำกัดหลายอย่างอยู่แล้ว จึงเข้าไม่ถึงการเยียวยาเหล่านี้

“การเลือกปฏิบัติต่อแรงงานข้ามชาติไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวบทกฎหมาย แต่เกิดจากคนกำหนดนโยบายและบังคับใช้กฎหมายที่สร้างเงื่อนไขขึ้นมาเองจนทำให้แรงงานข้ามชาติเข้าไม่ถึงสิทธิที่พวกเขาควรจะได้รับ ที่เห็นได้ชัดคือระบบประกันสังคม แรงงานและนายจ้างสมทบเงินเข้าระบบทุกเดือน แต่กลับไม่ได้รับการเยียวยาตามที่ควรจะเป็น หลายคนจึงหันหลังให้ระบบ มีแรงงานเพียง 1.1 ล้านคนที่อยู่ในระบบประกันสังคม จากแรงงานข้ามชาติ 2.6 ล้านคนในประเทศ ทำให้เกิดช่องว่างในการคุ้มครองแรงงานมากขึ้นไปอีก” 

รัฐ-เอกชนต้องเร่งปรับปรุงเกณฑ์ค่าแรง

จากข้อมูลทั้งหมด ภาคีเครือข่ายได้เสนอแนะแนวทางต่อทั้งภาครัฐและเอกชนในอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทย โดยข้อเรียกร้องสำคัญคือภาครัฐควรเปลี่ยนค่าแรงขั้นต่ำจากรายวันเป็นรายเดือน เพื่อเป็นขั้นแรกของการสร้างหลักประกันเบื้องต้นให้แรงงานทุกคน ไม่ใช่แค่แรงงานอาหารทะเล สามารถรองรับความเสี่ยงในภาวะวิกฤติได้มากขึ้น ก่อนจะพัฒนาไปสู่การพิจารณา ‘ค่าจ้างเพื่อชีวิต’ (living wage) ให้แรงงานมีรายได้ในการใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริงในอนาคต

สำหรับภาคเอกชนที่เป็นนายจ้าง ทางภาคีเครือข่ายมองว่าภาคเอกชนมีศักยภาพที่จะเร่งปรับปรุงการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้แรงงานทุกคนได้รับค่าจ้างอย่างน้อยที่สุดไม่น้อยไปกว่าค่าแรงขั้นต่ำคิดเป็นรายเดือน มีสัญญาจ้างงานที่แจ้งเงื่อนไขของการทำงานเป็นลายลักษณ์อักษร ตลอดจนให้สิทธิคลอดบุตรและการช่วยเหลือต่างๆ ที่เหมาะสมแก่แรงงานผู้หญิง

นอกจากนี้ ในระยะเร่งด่วน ภาคีเครือข่ายเรียกร้องให้ทั้งภาครัฐและเอกชนควรเร่งอำนวยความสะดวกให้แรงงานเข้าถึงบริการสุขภาพช่วงโควิด-19 อย่างเหมาะสม เช่น การกักตัว การตรวจโรค การรักษา การได้รับวัคซีน ไปจนถึงการชดเชยรายได้

“การคุ้มครองแรงงานไม่ควรมองแค่ตัวกฎหมาย เราอยากให้มองถึงคุณธรรม จริยธรรม และมนุษยธรรมต่อพวกเขาด้วย” สุธาสินีกล่าว

แรงงานทุกคนจะได้ประโยชน์ ไม่แค่แรงงานข้ามชาติ ทางภาคีเครือข่ายระบุว่านอกเหนือจากเหตุผลด้านมนุษยธรรมแล้ว ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกอาหารทะเลรายใหญ่ที่สุดของโลก สร้างรายได้เข้าประเทศกว่าปีละ 200,000 ล้านบาท ซึ่งมีแรงงานข้ามชาติเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนที่สำคัญ หากแรงงานเหล่านี้ไม่ได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสม ถูกเอารัดเอาเปรียบ จนต้องหันหลังให้กับประเทศไทย ผลเสียก็จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยเอง ยิ่งไปกว่านั้น ผู้บริโภคและผู้นำเข้าอาหารทะเลในต่างประเทศก็ให้ความสำคัญกับสิทธิแรงงานในประเทศต้นทางมากขึ้นเรื่อยๆ หลายเจ้ามีการประกาศนโยบายสนับสนุนค่าแรงเพื่อชีวิต ซึ่งหากอุตสาหกรรมไทยไม่สามารถทำตามมาตรฐานเหล่านี้ได้ ข้อจำกัดทางการค้าก็จะมีมากขึ้นในอนาคต

สุดท้าย ภาคีเครือข่ายเน้นย้ำว่าการพยายามเสนอให้เห็นปัญหาของแรงงานข้ามชาติในอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทยตลอดจนข้อเสนอแนะให้ปรับปรุงค่าแรงขั้นต่ำและเงื่อนการจ้างงานให้เป็นธรรมมากขึ้นนั้น หากภาครัฐและเอกชนทำได้จริง ก็จะเป็นประโยชน์แต่แรงงานคนไทยทั่วประเทศด้วย