ชมความงาม สถานทูตอังกฤษ ก่อนโบกมือลา

พิราภรณ์ วิทูรัตน์ : เรื่อง

เมื่อช่วงต้นปี 2561 หลายท่านคงพอจะทราบข่าวดีลประวัติศาสตร์ของกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษที่ตัดสินใจขายที่ดินสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทยให้แก่ฮ่องกงแลนด์ ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง จาร์ดีน แมทธีสัน และกลุ่มเครือเซ็นทรัล ดีลครั้งนี้มีมูลค่ามากถึง 420 ล้านปอนด์ หรือ 1.86 หมื่นล้านบาท นับเป็นการขายทรัพย์สินที่ดินที่มีมูลค่าสูงสุดในประวัติศาสตร์ไทย

ล่าสุดมีผู้เผยแพร่ภาพออกมาว่า อาคารสถานทูตอังกฤษถูกทุบรื้อบางส่วนแล้ว แต่ยังไม่มีรายละเอียดว่าจะทุบและรื้อถอนทั้งหมดหรือไม่ อย่างไร

ส่วนสถานทูตแห่งใหม่บนอาคารเอไอ สาทร ทาวเวอร์ เอกอัครราชทูตได้ให้ข้อมูลผ่านเฟซบุ๊ก UK in Thailand ว่า การตกแต่งในพื้นที่ใหม่จะยังคงรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมไว้ คือ ดีไซน์ช่องหน้าต่างบานเกล็ดซี่ถี่ ส่วนพระบรมรูปสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียจะยังคงไว้ในสวน ณ พื้นที่เดิม แต่จะโยกย้ายตำแหน่งไปไว้ส่วนไหนของพื้นที่ยังต้องติดตามกันต่อไป

ก่อนที่สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษจะย้ายออกจากพื้นที่เดิม “ดีไลฟ์-ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมสถานที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์แห่งนี้ที่เต็มไปด้วยความสวยงามทางสถาปัตยกรรม และกลิ่นอายของศิลปะอันโดดเด่น-เป็นเอกลักษณ์

สถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทยยกฐานะมาจากสถานกงสุลอังกฤษประจำประเทศไทย เดิมตั้งอยู่ที่บางรัก ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา (พื้นที่ไปรษณีย์กลางในปัจจุบัน)

ตามประวัติศาสตร์แล้ว เมื่อปี พ.ศ. 2400 รัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ซื้อที่ดินประมาณ 18 ไร่ บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในเขตบางรัก จากชาวมอญและพม่าในราคาตารางวาละ 1 บาท และพระราชทานเพื่อให้ก่อสร้างสถานกงสุลอังกฤษ พร้อมพระราชทานเสาธงไม้ให้สถานกงสุลด้วย

การย้ายสถานทูตครั้งแรกเริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2445 เมื่ออัครราชทูตคนใหม่เดินทางมาถึงสถานกงสุลแล้วพบว่า บริเวณโดยรอบสถานกงสุลนั้นเต็มไปด้วยมลพิษทั้งทางอากาศและทางเสียง เนื่องจากมีการก่อสร้างโรงสีขึ้นที่อีกฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงข้ามกับสถานกงสุล บวกกับตอนกลางคืนมีเสียงดนตรี เสียงกลอง และคนเมาอาละวาดอยู่หน้าพระบรมรูปสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียเป็นประจำ ต่อมาในปี พ.ศ. 2448 เมื่อมีการเปิดใช้รถรางก็ยิ่งเพิ่มความจอแจในย่านนั้นมากขึ้นไปอีก ทางกงสุลจึงต้องการจะย้ายสถานที่ตั้งใหม่

ต่อมา พระยาภักดีนรเศรษฐ หรือนายเลิศ ได้เสนอที่ดินบนถนนวิทยุเป็นการแลกเปลี่ยนกับที่ดินสถานกงสุลที่ถนนเจริญกรุง พร้อมให้เงินอีกจำนวนหนึ่ง นั่นหมายความว่า ทางอังกฤษไม่ต้องเสียงบประมาณแผ่นดินเพื่อซื้อที่ดินใจกลางเมืองผืนนี้เลยแม้แต่บาทเดียว


สถานกงสุลอังกฤษประจำประเทศไทยที่ถนนวิทยุถูกสร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เมื่อปี พ.ศ. 2465 และมีการสถาปนาเป็นสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทยในปี พ.ศ. 2490

ภายในพื้นที่สถานเอกอัครราชทูตแห่งนี้มีสิ่งปลูกสร้างทั้งหมด 5 อาคาร ได้แก่ อาคาร A B C D และ E ภายหลังการขายพื้นที่ด้านหน้าสถานทูตฝั่งติดกับถนนเพลินจิตให้กับเครือเซ็นทรัลไป (ที่เป็นเซ็นทรัลเอ็มบาสซีในปัจจุบัน) จึงมีการรื้อถอนอาคารบางส่วน เหลือเพียงอาคารทำเนียบทูตหลังใหญ่หลังแรกในพื้นที่ คืออาคาร A และอาคารหลังเล็กอีกหนึ่งอาคารเท่านั้น

ก่อนจะเข้าไปชมห้องหับภายในตัวอาคาร ขอให้ข้อมูลสิ่งปลูกสร้างที่มีมาแต่เดิมก่อนลงหลักปักฐาน ณ ที่แห่งนี้ คือ พระบรมรูปสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักรที่ถูกจัดสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2446 รูปปั้นนี้เกิดจากแรงศรัทธาของชาวอังกฤษในเมืองไทย ภายหลังสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียสวรรคต ทุกคนต่างรู้สึกเศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างมาก จึงมีการรวบรวมเงินลงขันเพื่อก่อสร้างพระบรมรูปด้วยจำนวนเงิน 600 ปอนด์

ปัจจุบันพระบรมรูปตั้งอยู่ด้านหลังอาคาร A แต่ก่อนหน้าการขายที่ดินฝั่งถนนเพลินจิตในปี พ.ศ. 2549 พระบรมรูปนี้ตั้งอยู่ด้านหน้าอาคาร A เมื่อขับรถตรงเข้ามาจากประตูด้านหน้าฝั่งถนนเพลินจิตจะเห็นพระบรมรูปได้อย่างเด่นชัด

ส่วนด้านหน้าอาคาร A มีอนุสรณ์สงคราม เป็นสถาปัตยกรรมอนุสาวรีย์กรีก-โรมันที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2466 เพื่อเป็นการรำลึกถึงวีรชนคนกล้าผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งก่อนจะขายที่ครั้งแรก อนุสรณ์นี้เคยอยู่ด้านหน้าสุดใกล้กับประตูทางเข้าสถานทูต

สำหรับภายในอาคารสถานทูต เราได้รับอนุญาตให้เข้าชมส่วนพื้นที่ชั้นล่างของอาคาร A เมื่อเดินเข้ามาภายในอาคารจะเจอห้องโถงใหญ่ตรงกลางห้องแรกมีชื่อเรียกว่า “ห้องดรอว์อิ้งรูม” ใช้สำหรับงานจัดเลี้ยง ต้อนรับแขกผู้มาเยือนได้ประมาณ 50-70 คน สำหรับการยืนพูดคุย หากมีแขกจำนวนไม่มากแต่เป็นงานที่ค่อนข้างทางการ ก็จะนำโต๊ะกลมวางไว้กลางห้อง สำหรับการพบปะพูดคุย

ถัดมาห้องข้าง ๆ “ห้องการ์เด้นรูม” สำหรับต้อนรับแขกจำนวน 5-6 คน เป็นการพบปะแขกแบบไม่เป็นทางการ ห้องนี้จะให้ความรู้สึกอบอุ่น เป็นกันเอง กว่าห้องอื่น ๆ วิวจากที่นั่งรับแขกสามารถมองเห็นสวนเล็ก ๆ ด้านนอกระเบียงห้อง ทำให้การใช้งานของห้องนี้นอกจากจะเป็นการพูดคุยพบปะแล้ว ยังใช้สำหรับทานอาหาร หรือมีตติ้งมื้อเล็ก ๆ ได้ด้วย

ถัดมาที่ “ห้องกรีนรูม” เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลว่า ไม่ว่าจะบูรณะสถานทูตกี่ครั้ง ห้องนี้จะต้องทาสีเขียวเท่านั้น ห้องนี้ใช้สำหรับรับแขกไม่เกิน 10 คน บรรยากาศภายในตกแต่งค่อนข้างหรูหราแต่เรียบง่าย เหมาะสำหรับการคุยพบปะแขกผู้ใหญ่อย่างเป็นทางการ

ห้องทั้งหมดภายในอาคาร A มีประตูเชื่อมหากันทุกห้อง สามารถเดินทะลุถึงกันได้ทั้งหมด โดยการออกแบบของวิศวกรชาวอังกฤษ เป็นอาคารทรงบังกะโล คือมีระเบียงล้อมรอบ เน้นความโปร่ง โล่งสบาย แม้เวลาจะผ่านมานานเกือบร้อยปีแล้ว แต่ดีไซน์เหล่านี้ยังคงความคลาสสิก สามารถรับลมระบายอากาศได้ดีอย่างที่เจ้าหน้าที่อธิบาย พร้อมชี้ให้เห็นถึงรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างผนังช่องลมซี่ถี่ และจำนวนหน้าต่างหลายสิบบาน

ภายหลังการปิดดีลประวัติศาสตร์ที่ว่านี้ สถานที่อายุอานามเกือบร้อยปีแห่งนี้ก็คงจะเหลือไว้เพียงความทรงจำทั้งในแง่ทางประวัติศาสตร์และความสวยงามที่ยากจะหาชมได้ในปัจจุบัน

Previous articleททท. ดึง “Shopee” อีคอมเมิร์ซสินค้าท่องเที่ยว รายแรกของไทย
Next articleคาดการณ์ประชุม G7 ไร้คำแถลงร่วม ชี้ “สหรัฐ” ตัวแปรสำคัญ