Skip to content

สวนลำไยถอดใจ-เซ้งต่อ ล้งขาดแรงงาน-เลิกเหมาล่วงหน้า

17 ส.ค. 2568 | 17:19น.
สวนลำไยถอดใจ-เซ้งต่อ ล้งขาดแรงงาน-เลิกเหมาล่วงหน้า

การเดินทางกลับบ้านของแรงงานกัมพูชา ส่งผลกระทบต่อหลายภาคการผลิตของไทย โดยเฉพาะการผลิตผลไม้ในภาคตะวันออก มูลค่ากว่าแสนล้านบาท ล่าสุดหลายฝ่ายได้พยายามหาแนวทางแก้ไขปัญหา

ดร.วิมล หอมยิ่ง นักวิชาการและเกษตรกรแปลงใหญ่เจ้าของ “ไร่พันดาว” อ.สอยดาว จ.จันทบุรี กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า คงเป็นไปได้ยากที่จะได้แรงงานกัมพูชาเข้ามาเก็บลำไยในช่วง 1-2 เดือนนี้ เมื่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ทันตั้งตัวและการเก็บเกี่ยวลำไยจะมีขึ้นในช่วงกลางเดือนสิงหาคม กันยายน 2568 เชื่อว่าแรงงานชาติอื่น ๆ มีความสามารถทำงานได้เช่นเดียวกับกัมพูชา แต่ยังไม่มีโอกาสมาทำ เพราะทักษะการทำงานไม่ได้ซับซ้อน

เพียงแต่ต้องมีความอดทนและรับผิดชอบ ทางออก 2 ทาง คือ รับสมัครแรงงานไทยที่ว่างงานในจังหวัดต่าง ๆ และนำเข้าแรงงานเมียนมา และลาวเข้ามาแทน โดยนำมาฝึกทักษะ เรียนรู้ หากมีความอดทนสามารถทำงานได้ ซึ่งค่าแรงจะได้รับตามความชำนาญ 700-1,300 บาท/วัน เป็นค่าแรงที่สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำ และถ้าขยันทำได้มาก รายได้จะเพิ่มขึ้น ส่วนแรงงานนักโทษการเก็บลำไยไม่ใช่ภารกิจสั้น ๆ ระยะเวลานาน 6-7 เดือน ไม่น่าจะเป็นแรงงานที่มาทดแทนได้

“เจ้าของสวนขนาดเล็กไม่มีแรงงานเก็บ ต้องทิ้งสวนได้รับความเสียหายหนักมีมาตั้งแต่ปี 2567 แต่ปีนี้หนักกว่า ทำให้ล้งเหมาไม่รับซื้อเพราะไม่กล้าเสี่ยง กลัวว่าไม่มีแรงงาน จะรอซื้อตอนเก็บแล้วจะทำให้ราคาลดฮวบเพราะผลไม้สด ต้องรีบขาย โดยที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพ ดีมานด์ ซัพพลาย ส่วนลำไยสวนเล็ก ๆ ในขณะนี้บางแห่งหมดทุนไม่มีเงินซื้อปุ๋ย ยา เพราะไม่มีล้งมาเหมาซื้อล่วงหน้า ต้องหยุดกลางคันเปิดเช่าให้ทำต่อ คิดแค่ค่าลงทุน 100,000-200,000 บาท ถ้าหาแรงงานเก็บลำไยมาทดแทนไม่ได้ คือความเสียหายของเศรษฐกิจ อ.โป่งน้ำร้อน อ.สอยดาว” ดร.วิมลกล่าว

ผวจ.-จัดหางานต้องเป็นเจ้าภาพ

ดร.วิมลกล่าวต่อไปว่า วิธีที่จะให้ได้แรงงานมาชดเชยแรงงานกัมพูชาโดยเร็ว ต้องเปิดช่องทางสมัครให้ชัดเจน ในเมื่อความต้องการแรงงานส่วนใหญ่อยู่ที่ล้งและสายเก็บ จึงต้องมีข้อมูลความต้องการแรงงาน อันดับแรก ต้องหาเจ้าภาพ จัดหางานจังหวัด เป็นเซ็นเตอร์ และจัดให้ล้ง สายเก็บ ยื่นความต้องการแรงงาน และมีข้อมูลแรงงาน

“กลไกนำไปสู่การปฏิบัติต้องชัดเจนนำเสนอเป็นโมเดลของจังหวัดจันทบุรี ผู้ว่าราชการ จ.จันทบุรี และจัดหางานจังหวัดเป็นเจ้าภาพ เพราะสามารถทำได้ทันทีในการพัฒนาเชิงพื้นที่ ควรสื่อสารให้ชัดเจนเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ จำนวนความต้องการแรงงานเก็บลำไย และวิธีการปฏิบัติสมัครงานต้องทำอย่างไร รายได้ มีรายชื่อล้ง ช่องทางติดต่อที่ชัดเจน และทำทันที เพื่อรอดูกระแสการตอบรับ” ดร.วิมลกล่าว

ต้องการแรงงาน 4-5 หมื่นคน

ดร.รัฐวิทย์ ตั้งเกียรติพัชร นายกสมาคมการค้าและการท่องเที่ยวชายแดนไทย-กัมพูชา จันทบุรี เปิดเผยผ่านเพจของสมาคมว่า แรงงานกัมพูชาเดินทางกลับประเทศไปมากกว่า 300,000 คน ขณะที่ในพื้นที่ อ.โป่งน้ำร้อน อ.สอยดาว ในช่วงที่ผลผลิตลำไยออกจำนวนมากมีความต้องการแรงงานเก็บลำไย 40,000-45,000 คน แต่ปัจจุบันมีแรงงานอยู่ในพื้นที่ทั้งหมดไม่เกิน 3,000-4,000 คน

ตอนนี้ได้นำแรงงานเมียนมาเข้ามาทดแทนแรงงานกัมพูชา ในการทำหน้าที่แยกคัดเกรดลำไยในล้ง ส่วนแรงงานเก็บลำไยในสวน พยายามฝึกแรงงานเมียนขึ้นมา แต่เป็นเรื่องยาก เพราะการเก็บลำไยต้องมีความอดทน มีฝีมือ เพราะการเก็บต้องแยกคัดเกรดบรรจุตะกร้าตั้งแต่ในสวน ต้องมีความชำนาญ ทั้งนี้ หากไม่สามารถนำเข้าแรงงานกัมพูชามาทำงาน ต้องหาแนวทางนำแรงงานกลุ่มอื่นเข้ามาทดแทน เช่น แรงงานเมียนมา ไทยใหญ่ และลาว

Longan orchard - for sale

ค่าแรงสูงจูงใจคนไทยเก็บลำไย

นางสาวญาณธิชา บัวเผื่อน สส.จ.จันทบุรี เขต 3 เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แรงานกัมพูชากลับประเทศจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลกระทบให้ จ.จันทบุรี ขาดแคลนแรงงานเก็บลำไยที่จะออกกลางเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป ตนได้ช่วยแก้ปัญหาโดยโพสต์ข้อความรับสมัครแรงงานไทย เสนออัตราค่าจ้างวันละ 700-1,300 บาทไป

มีผู้สอบถาม แจ้งความประสงค์มาจำนวนหลายพันคน จึงได้ประสานงานกับผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุ (ล้ง) และสายเก็บ (ผู้ประกอบการที่มีแรงงานรับจ้างเดินสายเก็บผลไม้) เพื่อส่งรายชื่อแรงงานให้กับสถานประกอบการที่ต้องการ เพื่อให้ทันการเก็บเกี่ยวลำไย ส่วนการนำเข้าแรงงานเมียนมา ลาว ยังมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย และต้องแก้ไขกฎหมาย ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาเพราะต้องออกเป็นมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) การใช้แรงงานไทยจะช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน

“ตอนนี้คนไทยว่างงาน และต้องการหางานทำจำนวนมาก รายได้เฉลี่ยวันละ 500-700 บาท และมีระยะเวลาการทำงานนานถึง 9 เดือน (เดือนสิงหาคม 2568-เมษายน 2569) ระยะแรกผู้ประกอบการต้องให้เวลาในการฝึกทักษะก่อน แรงงานคนไทยน่าจะทำได้ ค่าแรงคิดให้เป็นรายตะกร้า ทำมากได้มาก แรก ๆ อาจทำได้น้อย แต่ถ้ามีความชำนาญมากขึ้น มีโอกาสรายได้สูงถึง 1,300 บาท/วัน” สส.ญาณธิชากล่าว

ดึงเมียนมาเก็บลำไยเหนือมาทำ

นายสุพล ลิมป์รัชดาวงศ์ อุปนายกสมาคมชาวสวนลำไยจังหวัดจันทบุรี และเจ้าของสวนลำไยแปลงขนาดใหญ่ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ล้ง และสายเก็บ จำเป็นต้องใช้แรงงานจำนวนมาก ถ้าเป็นล้งที่เหมาสวนขนาดใหญ่ต้องใช้แรงงานถึง 300 คน หมุนเวียนไปตามสวนต่าง ๆ ปกติล้งและสายเก็บจะมีแรงงานพร้อม เพราะต้องรับจ้างเหมาเก็บตามสวน

ตอนนี้มีบางล้งเตรียมย้ายแรงงานเมียนมาที่เก็บลำไยจากทางภาคเหนือมาเก็บที่ จ.จันทบุรี สิ้นเดือนสิงหาคมนี้ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ เกษตรกรรายย่อยแปลงเล็กขนาด 5-10 ไร่ ที่มีผลผลิตน้อย ล้งจะไม่ทำสัญญาซื้อ จะถูกกดราคา รายเล็กหากหมดทุนจะไม่สามารถทำต่อได้

ล้งส่วนใหญ่จะรับซื้อผลผลิตจากสวนขนาดใหญ่ ที่ทำลำไยคุณภาพมีเบอร์เล็กไม่เกิน 10% ราคาขายในสัญญาทั่วไป กก.ละ 30-32 บาท หรือบางครั้งได้ราคาสูงถึง 35 บาท/กก. แต่ถ้าล้งไม่มีแรงงานเก็บ รายได้ของสวนลำไย 10-20 ล้านบาทจะหายไปทันที เพราะราคาขายตลาดภายในประเทศกับตลาดส่งออกต่างกันมาก

ส่วนสวนเล็ก ๆ จะถูกล้งฉวยโอกาสเลือกเก็บเบอร์ใหญ่ ๆ ไปและหยุดเก็บ ที่เหลือเจ้าของสวนต้องเก็บขายราคาก้นสวน ราคา กก.ละ 4-5 บาท/กก. การนำแรงงานไทยเข้ามาทดแทนเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วน จึงเป็นเรื่องสำคัญจำเป็น อาจจะต้องจูงใจด้วยการเพิ่มค่าแรงจากค่าเก็บตะกร้าละ 50 บาท/ตะกร้า เพิ่มเป็น 80 บาท

โดยเจ้าของสวนช่วยออกเพิ่ม 20 บาท ส่วนการนำแรงงานเมียนมา ลาว เข้ามาทดแทนตอนนี้คงยาก รัฐบาลต้องมีมาตรการรองรับ เรื่องการอำนวยความสะดวก การลดค่าใช้จ่าย การประสานงานกับหน่วยงานทำ MOU และแรงงานเมียนมาชอบทำงานรายวันที่เลิกงานตามปกติ แต่สายเก็บทำงาน 21.00-23.00 น. โดยไม่มีค่าล่วงเวลา

Longan orchard - for sale

‘จันทบุรี’ ยื่น 3 ข้อ ชงกรมการจัดหางาน

รายงานข่าวจากกรมการจัดหางานแจ้งว่า เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี และคณะได้เข้าพบ นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เพื่อหารือเกี่ยวกับมาตรการเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานเก็บลำไย ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ จ.จันทบุรี โดย จ.จันทบุรี เสนอความต้องการแก้ปัญหาวิกฤตแรงงาน 3 ข้อ ได้แก่

1.ขอรับการสนับสนุนการจ้างแรงงานต่างด้าว โดยนำเข้าแรงงานต่างด้าวที่ถูกกฎหมายจากประเทศต้นทาง ผ่านระบบ MOU และควรลดขั้นตอน หรือกระชับขั้นตอนการเคลื่อนย้ายแรงงานภายในประเทศ รวมทั้งลดค่าใช้จ่ายให้เทียบเคียงแรงงานตาม ม.64 เพื่อให้ทันสถานการณ์การผลิตภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรม

2.ประสานกระทรวงการต่างประเทศ พิจารณาเพิ่มเติมประเภทการตรวจลงตราภาคการเกษตรในช่วงการเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยกำหนดเวลาที่เหมาะสม (6 เดือน)

3.เร่งจัดหาแรงงานทดแทนให้เร็วที่สุด โดยทางกระทรวงแรงงานเสนอนำร่องเอาแรงงานเมียนมาจากศูนย์อพยพ มาฝึกทักษะก่อนลงมือปฏิบัติงานจริง จำนวน 10,000 คน (เป็นแรงงานหมุนเวียนในพื้นที่)

โดยสมาคมการค้าและการท่องเที่ยวชายแดนไทย-กัมพูชา จันทบุรี ร่วมกับหน่วยงานของกระทรวงแรงงาน จัดตั้งศูนย์เพื่อบริหารจัดการแรงงานกลุ่มนี้ให้เป็นระบบ และกระจายไปอย่างทั่วถึง