เวทีดีเบตผู้สมัคร สส. จังหวัดเชียงใหม่ ชี้ชัดปัญหาขนส่งสาธารณะเป็นโจทย์เรื้อรังของเมือง แม้ทุกพรรคเห็นตรงกัน แต่ข้อเสนอยังแตกต่างกัน ทั้ง“ด้านอำนาจ-งบประมาณ-รูปแบบการลงทุน” ขณะที่นักวิชาการ มช. ชี้ ปัญหาแท้จริงคือโครงสร้างเมืองและอำนาจการตัดสินใจที่ยังไม่อยู่ในมือท้องถิ่น แนะผลักดันเป็นนโยบายระดับชาติ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาสิทธิการเดินทางจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับภาคีเครือข่าย และ TheNorth องศาเหนือ – Localist จัดเวทีสาธารณะ “ขนส่งสาธารณะเชียงใหม่กับ PM2.5” เปิดพื้นที่ให้ตัวแทนผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และแนวทางเชิงนโยบายในการพัฒนาเมืองเชียงใหม่ให้เป็นเมืองน่าอยู่ ณ โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา อ.เมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมุ่งเชื่อมโยงประเด็น ขนส่งสาธารณะ การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และการแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่
ประกอบด้วนคำถามสำคัญ 3 ข้อเกี่ยวกับการพัฒนาขนส่งสาธารณะ ได้แก่ 1.จะผลักดันให้เชียงใหม่มีระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพได้อย่างไร 2.จะปรับแก้กฎหมายหรือพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถบริหารจัดการขนส่งได้อย่างเต็มรูปแบบหรือไม่ 3.จะสามารถปรับโครงสร้างงบประมาณ จากการลงทุนสร้างถนน มาสนับสนุนระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างไร
โดยข้อเสนอและข้อถกเถียงจากเวทีนี้จะถูกรวบรวมเป็น “วาระสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่” เพื่อส่งมอบให้ สส. ที่ได้รับเลือกตั้งนำไปผลักดันต่อในระดับรัฐสภา โดยมีเป้าหมายร่วมคือการยกระดับเชียงใหม่ให้เป็นเมืองน่าอยู่ ลดปัญหารถติด มลพิษ และต้นทุนคุณภาพชีวิตของประชาชน
นพ.ธีรพัฒน์ ตันพิริยะกุล ผู้สมัคร สส. เชียงใหม่ เขต 1 พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า อุปสรรคหลักของการพัฒนาขนส่งมวลชนเชียงใหม่ยังคงอยู่ที่ข้อจำกัดด้านกฎหมายและการปลดล็อกงบประมาณจากส่วนกลาง แม้ท้องถิ่นอย่างองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่จะเริ่มขยับด้วยโครงการรถโดยสารไฟฟ้า (EV Bus) แล้วก็ตาม แต่ระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะระบบราง ยังจำเป็นต้องอาศัยการตัดสินใจและงบลงทุนจากรัฐบาลกลาง พร้อมระบุว่าบทบาทของ สส. ในสมัยหน้าคือ การผลักดันให้โครงการเหล่านี้ “เกิดขึ้นจริง” ไม่ใช่เพียงคงอยู่ในแผนแม่บท

นายยุทธนา สุวรรณ ผู้สมัคร สส. เชียงใหม่ เขต 2 พรรคภูมิใจไทย เสนอแนวคิดรักษา “รถสี่ล้อแดง” ให้ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเดินทางในเชียงใหม่ โดยปรับเปลี่ยนเป็นรถ EV และให้สมาชิกสหกรณ์นครลานนาเป็นผู้เดินรถ ผ่านการกู้เงินเพื่อจัดซื้อรถใหม่ แนวทางดังกล่าวสะท้อนความพยายามลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อยและรักษาอาชีพดั้งเดิมของเมือง แต่ยังไม่ชัดเจนว่ารถสี่ล้อแดง EV จะถูกยกระดับให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบขนส่งมวลชนที่มีเส้นทาง ตารางเวลา และการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ หรือยังคงเป็นเพียงการเปลี่ยนรูปแบบยานพาหนะโดยไม่เปลี่ยนโครงสร้างระบบ
ด้านนายธนากร สุภาษา ผู้สมัคร สส. เชียงใหม่ เขต 3 พรรคกล้าธรรม มองว่า ปัญหาขนส่งสาธารณะของเชียงใหม่เป็นปัญหาเรื้อรัง และเสนอให้เลือกระบบที่มีต้นทุนเหมาะสมกับบริบทพื้นที่ โดยชูเทคโนโลยี EV เป็นคำตอบหลัก ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และภาพลักษณ์การท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอยังอยู่ในระดับเป้าหมายเชิงเทคโนโลยี โดยยังไม่เห็นภาพที่ชัดเจนของโครงข่าย เส้นทาง แหล่งงบประมาณ และกลไกการดำเนินงานในเชิงระบบ
ขณะที่นางสาวเพชรรัตน์ ใหม่ชมพู ผู้สมัคร สส. เชียงใหม่ เขต 1 พรรคประชาชน เสนอการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ด้วยการปลดล็อกอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถลงทุนเฉพาะกิจเพื่อจัดทำระบบขนส่งมวลชนได้โดยตรง ลดการพึ่งพาการตัดสินใจจากส่วนกลาง เพื่อแก้ปัญหารถติดและมลพิษในระยะยาว แนวคิดดังกล่าวสะท้อนการแตะปัญหาเชิงโครงสร้างโดยตรง แต่ยังต้องการความชัดเจนเพิ่มเติมในเรื่องแหล่งเงินลงทุน การกำกับดูแล และการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งขนาดใหญ่ในอนาคต
ผศ.ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์ อาจารย์ประจำ สำนักวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ปัญหาขนส่งสาธารณะของจังหวัดเชียงใหม่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างเมืองที่สำคัญ เนื่องจากเมืองขาดโครงข่ายการเดินทางที่เชื่อมโยงสถานที่ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการไม่มีระบบขนส่งสาธารณะที่สามารถดึงคนออกจากพื้นที่การจราจรหนาแน่น เช่น บริเวณโรงเรียนปริ้นส์–สี่แยกศาลเด็ก ซึ่งมีสถานศึกษาหลายแห่งและเกิดปัญหารถติดจากการรับ–ส่งนักเรียนเป็นประจำ และนำไปสู่ปัญหามลพิษซ้ำซ้อน ขณะที่ปัญหาในลักษณะเดียวกันยังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่สำคัญของเชียงใหม่ โดยไม่มีระบบขนส่งสาธารณะที่สามารถดึงคนออกจากจุดคอขวดเหล่านี้ได้อย่างเป็นระบบ
ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจุดใดจุดหนึ่ง แต่สะท้อนภาพรวมของเชียงใหม่ในฐานะเมืองที่ขยายตัวอย่างกระจัดกระจาย พึ่งพารถยนต์ส่วนตัวสูง และมีระบบขนส่งสาธารณะที่ไม่เพียงพอต่อพฤติกรรมการเดินทางในปัจจุบัน ขณะที่ข้อเสนอในเวทีมีตั้งแต่การลงทุนระบบรางที่ต้องใช้งบประมาณมหาศาล รถโดยสารไฟฟ้า (EV Bus) ไปจนถึงการปรับโครงสร้างระบบรถสี่ล้อแดงและรถสองแถวจากต่างอำเภอให้เข้าสู่ระบบเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม การออกแบบระบบขนส่งมวลชนในเชียงใหม่มีความซับซ้อน เนื่องจากมีผู้มีส่วนได้เสียจำนวนมาก ทั้งผู้ประกอบการเดิมและองค์กรที่ถือครองเส้นทาง ทำให้การกำหนดเส้นทางหรือปรับโครงสร้างระบบกระทบต่อกลุ่มต่างๆ โดยตรง
ทั้งนี้ การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการตัดสินใจ เพราะหากเป็นการเดินรถภายในจังหวัด การอนุมัติควรอยู่ในระดับจังหวัด ไม่ต้องผ่านคณะกรรมการจากส่วนกลางหลายชั้นเหมือนในปัจจุบัน
ผศ.ดร.ณัฐกร ตั้งข้อสังเกตว่า ผู้สมัคร สส. หลายรายในเวทีครั้งนี้ แสดงความเห็นในฐานะปัจเจก มากกว่านโยบายระดับพรรค ซึ่งสะท้อนว่าประเด็นขนส่งสาธารณะยังไม่ถูกยกระดับเป็นนโยบายหลักทางการเมือง ทั้งที่ปัญหานี้ไม่ใช่เฉพาะเชียงใหม่ แต่เป็นปัญหาของเมืองทั่วประเทศที่เติบโตและขยายตัวเกินกว่าระบบเดิมจะรองรับได้ จึงควรผลักดันให้เป็นนโยบายระดับชาติที่ชัดเจน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและโครงสร้างเมืองในระยะยาว


