Skip to content

‘จันทบุรีโมเดล’ ดัน GAP กลุ่ม แก้ปมทุเรียนสวมสิทธิ ก่อนส่งออกจีน

20 มี.ค. 2569 | 06:59น.
‘จันทบุรีโมเดล’ ดัน GAP กลุ่ม แก้ปมทุเรียนสวมสิทธิ ก่อนส่งออกจีน

เมื่อสมาคมทุเรียนไทย (TDA) ร่วมกับ สมาคมผู้ผลิตทุเรียนไทย และกลุ่มทำสวนเอาเงินไม่ได้เอาเงินทำสวน จัดกิจกรรมเวทีความรู้ “สกัดทางสวน หวงสิทธิ GAP” ณ ลานขนถ่ายสินค้า องค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี นำขบวนยกระดับมาตรฐานทุเรียนภาคตะวันออก นำร่องใช้ “ใบ GAP กลุ่ม” แก้ปัญหาการสวมสิทธิส่งออกจีน พร้อมเดินหน้ามาตรการควบคุมคุณภาพตั้งแต่แปลงผลิต นักตัด โรงคัดบรรจุ ตลอดจนการตรวจสอบก่อนส่งออก หวังรับมือผลผลิตปี 2569 ที่คาดสูงกว่า 1.06 ล้านตัน

มาตรการ 69 ล็อกเป้าทุเรียน

นายอลงกต อุทัยธนกิจ ผู้อำนวยการกลุ่มถ่ายทอดเทคโนโลยี สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 (สวพ.6) กล่าวว่า สำหรับมาตรการคุมเข้มทุเรียนปี 2569 โดยเฉพาะมาตรการ 69 ล็อกเป้าทุเรียนคุณภาพ จะมุ่งยกระดับการปฏิบัติในสวนให้สอดคล้องกับมาตรฐานส่งออกอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งการจัดการแปลง การเก็บเกี่ยว และการคัดคุณภาพ เพื่อให้การควบคุมคุณภาพเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นทาง ลดความเสี่ยงการถูกปฏิเสธสินค้าในตลาดปลายทาง

ขณะที่สถานการณ์ทุเรียนภาคตะวันออก (จันทบุรี ระยอง ตราด) ปี 2569 คาดว่ามีผลผลิต 1,066,980 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 22.40% ซึ่งได้มีการพยากรณ์ว่าผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนเมษายน 375,031 ตัน (35.15%) เดือนพฤษภาคม 483,859 ตัน (45.36%) และเดือนมิถุนายน 157,734 ตัน (14.78%)

ส่วนการรับรองแหล่งผลิตพืช GAP ทุเรียนภาคตะวันออก มีพื้นที่ทั้งหมด 400,423 ไร่ ได้แก่ จ.จันทบุรี 268,367 ไร่ จ.ตราด 83,936 ไร่ จ.ระยอง 44,180 ไร่ จ.ปราจีนบุรี 1,930 ไร่ จ.ฉะเชิงเทรา 766 ไร่ จ.ชลบุรี 667 ไร่ และ จ.สระแก้ว 577 ไร่

สำหรับโรงงานคัดบรรจุทุเรียนภาคตะวันออกทั้งหมด 903 แห่ง มีโรงคัดบรรจุที่ได้รับรอง มกษ.9070-2566 ทั้งหมด 658 แห่ง โดย จ.จันทบุรี มีโรงคัดบรรจุที่ได้รับการรับรองมากกว่า 324 แห่ง

S__52142099

นำร่องจันทบุรีโมเดล

นายอลงกตกล่าวต่อว่า คาดว่าปี 2569 ทุเรียนภาคตะวันออกยังคงเผชิญปัญหาในการส่งออกไปจีน 3 เรื่องหลัก ได้แก่ การตรวจสอบกักกันแมลงศัตรูพืช การตรวจสอบสารตกค้างและโลหะหนัก และมาตรการตรวจสอบกักกันเพิ่มเติม เช่น สาร BY2

ทั้งนี้ จังหวัดจันทบุรีจึงได้เดินหน้า “จันทบุรีโมเดล” เพื่อควบคุมคุณภาพทุเรียนภาคตะวันออก ดังนี้

1) การควบคุมผลผลิตที่แหล่งผลิต (สวน) หากเกษตรกรไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน GAP พ.ศ. 2566 จำนวน 8 ข้อ จะต้องถูกลดขอบข่ายใบรับรอง GAP การถูกพักใช้ใบรับรอง GAP รวมถึงเพิกถอน GAP

2) การขึ้นทะเบียนนักคัด-นักตัดทุเรียน โดยผู้ประกอบอาชีพตัดทุเรียนจะต้องขึ้นทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ทั้งสำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด พร้อมจัดทำบัตรประจำตัวนักคัด-นักตัดทุเรียนออนไลน์

3) มาตรการตรวจก่อนตัด โดยเกษตรจังหวัดจะทำการเก็บตัวอย่างเพื่อนำไปวิเคราะห์อย่างน้อย 3 วันก่อนการตัด

4) ควบคุมคุณภาพผลผลิตในโรงคัดบรรจุ (ตรวจก่อนปิดตู้) เพื่อควบคุมการปนเปื้อนสารห้ามใช้ในผลผลิตทุเรียนสด โดยจะต้องมีการ Big Cleaning ทั้งสวน โรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุ เพื่อป้องกันการใช้สารและสีในการผลิตทุเรียนสด ต้องมีการเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตเพื่อป้องกันการปนเปื้อนสีย้อม

รวมถึงต้องทำความสะอาดตู้คอนเทนเนอร์ก่อนบรรจุทุกครั้ง และกล่องกระดาษบรรจุตัวอย่างต้องปิดช่องให้สนิทเพื่อป้องกันการปนเปื้อนข้ามระหว่างตัวอย่าง

และ 5) มาตรการควบคุมตลาดภายในประเทศ ซึ่งมีการกำกับดูแลให้เกษตรกร ผู้ประกอบการร้านค้าปลีกผลไม้ในจังหวัด จำหน่ายหรือส่งออกทุเรียนที่มีคุณภาพ โดยใช้ตราสัญลักษณ์รับรองผู้ประกอบการค้าและผลิตภัณฑ์ “จันท์การันตี (Chan Guarantee)” เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค

นอกจากนี้ จังหวัดยังมีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวัง และควบคุมคุณภาพ ป้องกันปัญหาผลผลิตทุเรียนและมังคุด (War Room)

S__52142098

ทำ GAP กลุ่มแก้สวมสิทธิ

นายมณฑล ปริวัฒน์ นายกสมาคมผู้ประกอบการส่งออกทุเรียน มังคุด กล่าวว่า ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องร่วมกับ สวพ.6 ได้เสนอแนวทาง “GAP แบบกลุ่ม” มุ่งเน้นการยกระดับผลไม้ไทยสู่มาตรฐานเดียว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในตลาดโลก เนื่องจากการทำ GAP รายบุคคลกลายเป็นช่องโหว่ที่นำไปสู่การสวมสิทธิทุเรียนส่งออกเร็วที่สุด

ที่ผ่านมาพบว่ามีการส่งออกทุเรียน 1 ตู้ 18 ตัน และใช้ใบ GAP เพียงใบเดียว ซึ่งไม่สามารถทำได้ เนื่องจากข้อกำหนดระบุว่า พื้นที่ 1 ไร่ให้ผลผลิตประมาณ 4 ตัน ขณะที่การส่งออกทุเรียน 1 ตู้คอนเทนเนอร์มีน้ำหนักประมาณ 18 ตัน ซึ่งต้องใช้พื้นที่อย่างน้อย 5 ไร่ ทำให้ระยะเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมาจึงมีปัญหาสวมสิทธิและคุณภาพไม่ได้มาตรฐานเพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ ดังนั้นหากมีการปรับเปลี่ยนใหม่ใช้ “ใบ GAP กลุ่ม” จะเสมือนติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้อง

สำหรับแนวทางการใช้ ใบ GAP กลุ่ม คือ เกษตรกรต้องอยู่ในพื้นที่เดียวกัน หรือใกล้เคียงกัน เช่น กลุ่มแปลงใหญ่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มสหกรณ์ สมาคมชาวสวน ต้องมีการบริหารจัดการภายในสวนที่มีประสิทธิภาพและมาตรฐานทิศทางเดียวกัน มีการตรวจสอบภายใน รวมถึงการตรวจสอบข้อมูลการใช้ใบ GAP ผ่านประธานกลุ่ม ทำให้การตรวจสอบย้อนกลับทำได้ง่ายขึ้น กรณีที่เกษตรกรมีใบ GAP รายบุคคลอยู่แล้วให้ใช้เลขเดิมไปก่อน เมื่อดำเนินการจดทะเบียนทำใบ GAP กลุ่มได้แล้ว จึงสามารถเปลี่ยนมาใช้เลขรหัสกลุ่มเป็นเลขเดียว

ขณะเดียวกันยังช่วยลดต้นทุนการผลิต มีอํานาจการต่อรองปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย และเครื่องจักรกลทางการเกษตร รวมถึงการทำตลาดร่วมกัน หากพบว่าไม่ได้มาตรฐานส่งออกก็ส่งขายตลาดภายในประเทศแทน จังหวัดจันทบุรีเริ่มดำเนินการทำกันแล้วหลายกลุ่ม และจะเป็นโมเดลให้ จ.ระยอง และ จ.ตราดต่อไป

ลดภาระ-ต้นทุนการผลิต

ต่อมา นายอลงกตกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ทางออกการแก้ปัญหาทุเรียนสวมสิทธิ โดยการทำใบ GAP กลุ่ม เกษตรกรต้องรวมตัวกันมากกว่า 5 คน ปลูกพืชชนิดเดียวกัน มีระบบการจัดการเหมือนกัน โดยเฉพาะ จ.จันทบุรี มีการรับรอง GAP 22,000 แปลง เกษตรกรจำนวน 19,000 ราย หากทำรายกลุ่มพื้นที่ประมาณ 1,000 ไร่ จะมีใบ GAP 2,000 ใบ ทำให้การบริหารจัดการง่ายขึ้น ช่วยลดภาระของเจ้าหน้าที่ ซึ่ง นางสาวปรียานุช ทิพยะวัฒน์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เห็นชอบและให้การสนับสนุนแนวทางดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม การนำร่องใช้โมเดล “ใบ GAP กลุ่ม” ต้องเลือกกลุ่มเกษตรกรที่เข้มแข็งนำร่องก่อน เพราะต้องมีการตรวจประเมินเพื่อนำเสนอ สวพ.6 ตามขั้นตอนอีกด้วย ซึ่งในปี 2570-2572 กรมวิชาการเกษตรได้เตรียมโอนถ่ายภารกิจออกใบรับรอง GAP รายบุคคลให้บริษัทเอกชนดำเนินการ เกษตรกรต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในพื้นที่ขนาดเล็กไม่เกิน 10 ไร่ ราคา 12,000 บาท ในขณะที่ใบ GAP กลุ่ม ทาง สวพ.6 สนับสนุนให้บริการไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย