‘กิตติกร’ วางโรดแมป 4 ปี ปั้นอุดรธานี เมืองน่าอยู่
เทศบาลนครอุดรธานี จ.อุดรธานี กำลังเดินหน้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ภายใต้การนำของ “กลุ่มนครหมากแข้ง” ที่เข้ามาพร้อมภารกิจการเปลี่ยนเมืองให้กลายเป็น “Magnet City”
เมืองที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยว นักลงทุน ผู้ประกอบการ และคนรุ่นใหม่ให้กลับมาใช้ชีวิตและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในบ้านเกิด
“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “นายกิตติกร ทีฆธนานนท์” นายกเทศมนตรีนครอุดรธานี หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “นายกไก่” ถึงภารกิจการพัฒนาเมืองอุดรธานี ให้เป็น Magnet City ผ่านการปลุกเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และคุณภาพชีวิตที่ทำได้จริง
เปิดภารกิจ 1 ปีแรก
นายกไก่กล่าวว่า ย้อนกลับไปอดีตเคยดำรงตำแหน่งรองนายกเทศมนตรี ก่อนที่จะว่างเว้นจากการบริหารไป 4 ปี
จนเมื่อครบวาระสมัยที่ผ่านมาจึงตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรี ซึ่งถือเป็นการดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีสมัยแรก เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2568
ความตั้งใจคือ ต้องการพัฒนาเมืองอุดรธานีให้เป็น Magnet City ผ่านการปลุกเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และคุณภาพชีวิตที่ทำได้จริง โดยนำทุกประสบการณ์การทำงาน ทั้งจากภาคธุรกิจ และจากการเป็นรองนายกเทศมนตรี 12 ปี (ปี 2551-2563) มาต่อยอด ซึ่งตลอด 1 ปีที่ผ่านมาได้เร่งขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วนทันที ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหานํ้าท่วม การกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวและคุณภาพชีวิตประชาชนที่ทำได้จริง
รับมือน้ำท่วม 24 ชั่วโมง
นายกไก่บอกว่า หนึ่งในภารกิจเร่งด่วนคือ การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม เนื่องจากตัวเมืองอุดรธานีมีระดับพื้นที่ต่ำ เมื่อเกิดฝนตกหนักนํ้าจากที่สูงจะไหลมารวมกันภายในเขตเทศบาล จึงได้จัดทีมสู้นํ้าเฝ้าระวังเชิงรุกตลอด 24 ชั่วโมงในช่วงฝนตกหนัก พร้อมติดตั้งเครื่องสูบนํ้าเพิ่มในจุดเสี่ยงและจุดที่ระบายนํ้าช้า พร้อมทั้งจัดบิ๊กคลีนนิ่งระบบระบายนํ้า ร่วมกับเรือนจํากลางอุดรธานี นําผู้ต้องขังขุดลอกคลองระบายนํ้าไปแล้ว 30 กม. ลอกท่อระบายนํ้าไปแล้ว 10 กม.

ผุดแนวคิดเมืองเที่ยวได้ทั้งปี
นายกไก่เล่าต่อว่า ด้วยศักยภาพของเมืองที่มีความพร้อม จึงมีแนวคิดจัดทำ “ปฏิทินท่องเที่ยวจังหวัดอุดรธานี” โดยรวบรวมกิจกรรมและเทศกาลที่เกิดขึ้นตลอดทั้งปี เพื่อประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวทั้งในประเทศ รวมถึง สปป.ลาว เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ การค้า และยกระดับการท่องเที่ยวของจังหวัดโดยรวม ให้นักท่องเที่ยวสามารถวางแผนการเดินทางมาเยือนได้ตลอดทั้งปี
ตัวอย่างไฮไลต์กิจกรรม เช่น ฤดูกาลท่องเที่ยวทะเลบัวแดง สำหรับปีนี้ถือว่าคึกคักมาก ส่วนหนึ่งได้รับแรงส่งจากการที่ “ลิซ่า” ช่วยประชาสัมพันธ์ ทำให้เกิดกระแสในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ และมีผู้เดินทางมาตามรอยเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ต่อมางานเฉลิมฉลองการก่อตั้งเมืองอุดรธานีและกิจกรรมรําบวงสรวงครั้งยิ่งใหญ่ ปี 2569 มีผู้ร่วมงานกว่า 4 หมื่นคน ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน และผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ลวดลายผ้าและเครื่องแต่งกายท้องถิ่นที่ทรงคุณค่า รวมถึงเปิดพื้นที่ค้าขายบนถนนหลายสาย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการจัดระเบียบทางเท้าเชิงรุก เพื่อให้ผู้คนสัญจรได้อย่างสะดวกและปลอดภัย
อีกหนึ่งไฮไลต์เมือง ที่ใคร ๆ ก็น่าจะรู้จัก คือ “เป็ดเหลืองยักษ์” ได้ปัดฝุ่นมาสร้างสีสันอีกครั้ง ผ่านกิจกรรมวิ่งเป็ดอุดร หรือ Udon Thani Half Marathon ที่สวนสาธารณะหนองประจักษ์ นอกจากส่งเสริมการออกกำลังกายแล้ว ยังช่วยกระตุ้นการใช้พื้นที่สวนสาธารณะและสร้างกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวให้กับเมือง
ส่วนเทศกาลลอยกระทง เทศบาลต้องการยกระดับให้เป็นกิจกรรมที่สร้างรายได้ จึงเปิดพื้นที่ให้ผู้ค้าชุมชนสร้างรายได้ พร้อมจัดทำกระทงยักษ์เพื่อสนับสนุนและร่วมเฉลิมฉลอง “ภูพระบาท” สู่มรดกโลกของ UNESCO เป็นมรดกโลกแห่งที่ 2 ของอุดรธานี ต่อจากบ้านเชียง

ปูพรมคุณภาพชีวิตคนเมือง
อีกหนึ่งด้านที่นายกไก่ให้ความสำคัญไม่แพ้กัน คือ “ด้านคุณภาพชีวิต” ตั้งแต่การแก้ปัญหารถติด บริเวณแยกรถไฟ (ตลาดหนองบัว) ร่วมมือกับตํารวจจราจรปรับแผนบริหารจัดการทางแยก ที่มีการจราจรหนาแน่นที่สุด ซึ่งลดอุบัติเหตุอย่างเห็นได้ชัด
รวมถึงเร่งซ่อมแซมถนนทั่วเมือง เพิ่มความคล่องตัวในการเดินทางและลดสถิติอุบัติเหตุ พร้อมทั้งจัดระเบียบพื้นที่สาธารณะ อย่างสถานีขนส่งผู้โดยสาร (บขส. 1) ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์หลักของเมือง นอกจากนี้ เตรียมนําสายไฟฟ้าและสายสื่อสารลงใต้ดินบนถนนประจักษ์ศิลปาคม เพื่อจัดระเบียบเมือง ปรับภูมิทัศน์ให้สวยงาม โปร่งตา และเพิ่มความปลอดภัย
ตลอดจนเปิดศูนย์ Animal Care ที่หนองสิม เพื่อเป็นศูนย์ดูแลสัตว์ในพื้นที่ พร้อมให้บริการทําหมันสุนัขและแมว รวมถึงฉีดวัคซีนอย่างต่อเนื่อง
ส่วนด้านการศึกษาและการพัฒนาเยาวชน ได้จัดทําโครงการพัฒนาการอ่านออกเขียนได้ ฟื้นฟูการประพันธ์กลอนให้เด็ก ๆ กลับมารักการอ่าน และลดการเสพติดสื่อโซเชียลมีเดีย อีกทั้งเตรียมเปิดหลักสูตรอบรมความรู้ด้าน AI ให้เยาวชนในพื้นที่เข้าใจและปรับตัวเข้ากับโลก เทคโนโลยีได้ทันท่วงที
ขับเคลื่อนสู่ Zero Waste
นายกไก่เล่าต่อว่า อีกหนึ่งโจทย์ใหญ่คือการบริหารจัดการขยะ การพัฒนาเมืองต้องควบคู่ไปกับความยั่งยืน ล่าสุดได้เข้าร่วมงาน Earth Jump 2026 ประกาศเจตจํานงในการร่วมเป็นเครือข่ายความร่วมมือระดับประเทศ มุ่งเน้นการลดขยะอาหาร และขับเคลื่อนระบบการจัดการขยะอย่างยั่งยืน เพื่อเปลี่ยนผ่านอุดรธานีสู่เมืองสีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง
ปัจจุบันในเขตเทศบาลนครอุดรธานีมีประชากรกว่า 6 หมื่นครัวเรือน มีขยะเฉลี่ย 190 ตัน/วัน โดยเทศบาลว่าจ้างเอกชนเป็นผู้ดำเนินการเก็บไปกำจัด ซึ่งในช่วงฤดูฝนปริมาณขยะจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 200-210 ตัน/วัน และเมื่อเข้าสู่ช่วงการจัดงานพืชสวนโลกคาดว่าปริมาณขยะในพื้นที่จะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 50 ตัน/วัน ซึ่งได้มีการหารือกับผู้รับจ้างเพิ่มรถเก็บขยะและกำลังคนให้เพียงพอก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้
ปั้น “เมืองแห่งสุขภาพ”
อีกหนึ่งภารกิจเร่งด่วน คือ การพัฒนาเมืองให้เป็น “เมืองแห่งสุขภาพ” อย่างแท้จริง โดยใช้พื้นที่สีเขียวและสวนสาธารณะเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาเมือง
ปัจจุบันมีสวนสาธารณะหลัก 3 แห่ง คือ หนองประจักษ์ หนองบัว และหนองสิม ล่าสุดได้เปิดใช้งานแห่งที่ 4 คือ “หนองขอนกว้าง” และกําลังเร่งก่อสร้างแห่งที่ 5 คือ “หนองเหล็ก” คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการในปี 2570
เนื่องจากเทศบาลนครอุดรธานี
มีพื้นที่ 47.7 ตร.กม. ลักษณะภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะ ทำให้มีพื้นที่หนองและแหล่งน้ำกระจายอยู่หลายแห่ง พื้นที่เหล่านี้นอกจากจะใช้เป็นพื้นที่สีเขียวและพื้นที่พักผ่อนแล้ว ยังสามารถทำหน้าที่เป็นพื้นที่รองรับน้ำ หรือ “แก้มลิง” ในช่วงที่มีฝนตกหนักได้ด้วย

ชุบชีวิตคลองหมากแข้ง
ขณะที่ด้านการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ นายกไก่ระบุว่า การสร้างจุดขายเพื่อดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยว จำเป็นต้องสร้างพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ขึ้นมา หนึ่งในโครงการสำคัญ คือ โครงการพลิกโฉมย่านเก่าคลองหมากแข้ง ร่วมมือกับสํานักโยธาธิการและผังเมือง ฟื้นฟูคลองหมากแข้งให้เป็นพื้นที่สีเขียวและพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ปรับปรุงระบบระบายนํ้า แก้ไขปัญหากลิ่นและน้ำเสียบริเวณริมคลองและภูมิทัศน์โดยรอบ พร้อมเปลี่ยนพื้นที่จาก “หลังบ้าน” ให้กลายเป็น “หน้าบ้าน” ของประชาชน รวมถึงเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้แสดงออกอย่างปลอดภัย
นอกจากนี้ ยังเตรียมผลักดันให้เป็นถนนคนเดินแห่งใหม่ ในช่วงคืนวันศุกร์และวันเสาร์ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่อยากกลับบ้านให้มีพื้นที่สร้างสรรค์ในการทําธุรกิจและกระตุ้นการท่องเที่ยว
ดึงประวัติศาสตร์สร้างมูลค่า
ต่อมาเป็นโปรเจ็กต์ที่ดึงประวัติศาสตร์สร้างมูลค่าให้กับเมือง โดยนำ “วังตรอกสาเก” ซึ่งเป็นที่ประทับสุดท้ายของพลตรีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม มาจัดสร้างใหม่ ณ ถนนโพศรี เพื่อให้เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กของอุดรธานี เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ระดับเมืองที่ผสมผสานประวัติศาสตร์เข้ากับไลฟ์สไตล์สมัยใหม่
จุดขายจังหวัด 2 มรดกโลก
อุดรธานียังมีอีกข้อได้เปรียบ เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีแหล่งมรดกโลกถึง 2 แห่ง คือ “มรดกโลกบ้านเชียง” และ “มรดกโลกภูพระบาท” จึงต้องการใช้ “พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี” เป็นจุดสตาร์ตในการเชื่อมโยงนักท่องเที่ยวออกไปยังแหล่งมรดกโลก รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ ทั่วจังหวัด
ปักหมุดเส้นทางสายมู
นอกจากนี้ อีกจุดแข็งที่สามารถนำมาต่อยอดได้ คือการเป็น “เมืองแห่งธรรมะ” มีเกจิอาจารย์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ระดับประเทศ นักท่องเที่ยวที่เดินทางมามักเช่ารถหรือรถตู้เดินทางไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามวัดต่าง ๆ หลายแห่ง ล่าสุดกําลังเร่งบูรณะพระธาตุหนองบัวกอง โบราณสถานอายุกว่า 100 ปี เพื่อปักหมุดเป็นแลนด์มาร์กสายมูแห่งใหม่ในเขตเทศบาล

ตั้งเป้า 4 ปี เมืองน่าอยู่
นายกไก่ยังได้กล่าวอีกว่า ในช่วง 4 ปีหลังจากเข้ามาบริหารเทศบาลนครอุดรธานี ตั้งใจจะเน้นการพัฒนาด้านสาธารณูปโภคเป็นหลักเพื่อสร้าง “โอกาส” ให้กับคนอุดรธานี โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่
แม้พื้นที่เขตเทศบาลจะได้รับการปรับปรุงไปบ้างแล้ว แต่ภายในชุมชนยังมีปัญหาเรื่องถนน ซอยย่อย ร่องระบายน้ำ และไฟฟ้าส่องสว่าง จึงต้องการเข้าไปปรับปรุงให้ประชาชนมีความสะดวกสบายมากขึ้น โดยมีโรดแมป (Roadmap) ที่สําคัญที่จะทําให้สําเร็จภายใน 4 ปี ดังนี้
1) อัพเกรดโรงพยาบาลเทศบาล เร่งปรับปรุงและเพิ่มศักยภาพการให้บริการของโรงพยาบาลเทศบาลนคร อุดรธานี เพื่อรองรับผู้ป่วยได้มากขึ้น สะดวกสบาย และเข้าถึงง่าย โดยเฉพาะเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ
2) พลิกโฉม “สนามกีฬาเวสสุวรรณ” ซ่อมแซมจุดชํารุดรอบสนาม ปูพื้นหญ้าเทียมใหม่ทั้งหมด เพื่อคืนพื้นที่ ออกกําลังกายที่ได้มาตรฐานให้คนเมือง
3) สร้างสนามกีฬาแห่งใหม่ (กระจายสู่มุมเมือง) เตรียมย้ายศูนย์เครื่องจักรกลหนักออกจากพื้นที่ใกล้โรงเรียน มัธยมเทศบาล 6 ไปยังพื้นที่ว่าง ณ ชุมชนพาสุขมั่นคง แล้วเปลี่ยนพื้นที่เดิมให้กลายเป็นสนามกีฬาแห่งใหม่ เพื่อให้ประชาชนอีกฝั่งเมืองเข้าถึงพื้นที่สร้างเสริมสุขภาพได้อย่างทั่วถึง
“เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งถือเป็นการสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่สามารถกลับมาทำงานและใช้ชีวิตในบ้านเกิดได้ เพราะปัจจุบันลูกหลานจำนวนไม่น้อยต้องเดินทางไปทำงานในกรุงเทพฯ หากสามารถพัฒนาเมืองและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจได้ ก็อยากให้คนรุ่นใหม่มีทางเลือกที่จะกลับมาทำงานและช่วยพัฒนาบ้านเกิดของตัวเอง”