สหกรณ์อีสานปั้น “ข้าวหอมดอกฮัง-พนมนาคา” จากพันธุ์พื้นเมืองสู่สินค้าเพิ่มมูลค่า
ภาคสหกรณ์ในพื้นที่อีสานกำลังยกระดับบทบาทจากแหล่งรวมกลุ่มเกษตรกร ไปสู่กลไกสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรและกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะ “ข้าว” ซึ่งยังเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของหลายจังหวัด แต่แนวทางการขับเคลื่อนไม่ได้หยุดอยู่ที่การรวบรวมผลผลิตหรือขายข้าวเปลือกเหมือนเดิม หากปรับไปสู่การอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นเมือง การแปรรูป การสร้างแบรนด์ การตลาดออนไลน์ และการใช้ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์เชื่อมโยงเครือข่ายทั่วประเทศ
กรณี “กลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูข้าวพื้นเมืองหอมดอกฮัง” จังหวัดสกลนคร และสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. นครพนม จำกัด สะท้อนโมเดลคนละด้านแต่มีเป้าหมายเดียวกัน คือทำให้ข้าวท้องถิ่นไม่เป็นเพียงสินค้าเกษตรราคาผันผวน แต่เป็นสินค้าอัตลักษณ์ที่มีเรื่องราว มีมาตรฐาน มีช่องทางตลาด และสร้างรายได้ให้เกษตรกรในระยะยาว
“หอมดอกฮัง” อนุรักษ์ข้าวพื้นเมืองกว่า 300 สายพันธุ์
กลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูข้าวพื้นเมืองหอมดอกฮัง ในตำบลอุ่นจาน อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร ถือเป็นกลุ่มชาวบ้านที่อนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นเมืองมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ โดยมีพันธุ์ข้าวมากกว่า 300 สายพันธุ์ และเป็นหนึ่งในเครือข่ายกลุ่มอาชีพที่ได้รับการสนับสนุนจากสหกรณ์เครดิตยูเนียนเลิงฮังสามัคคี จำกัด ซึ่งเป็นสถาบันการเงินชุมชนภาคประชาชนต้นแบบที่เข้มแข็ง
กลุ่มดังกล่าวเกิดจากการรวมตัวของเกษตรกรและชุมชนในพื้นที่รอบเทือกเขาภูพาน เพื่อฟื้นฟูการปลูกข้าวพื้นเมืองและสร้างมูลค่าให้กับข้าวหอมดอกฮังและข้าวพื้นเมืองชนิดต่าง ๆ ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์หายากและเป็นมรดกทางวัฒนธรรมการเกษตรของชุมชนท้องถิ่น
นายนฤทธิ์ ไชยรักษ์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนอนุรักษ์และฟื้นฟูพันธุ์ข้าวพื้นเมืองหอมเลิงฮัง เปิดเผยว่า กลุ่มตั้งขึ้นเมื่อ 13 ปีที่แล้ว มีวัตถุประสงค์เพื่อต่อยอดทรัพยากรธรรมชาติที่ยังเหลืออยู่ในชุมชน พัฒนาอาชีพ และสร้างรายได้ให้ชาวบ้านตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ภายใต้สโลแกน “มีข้าว มีป่า มีวิถีวัฒนธรรม”
นาป่าล้อมนา 3 ระบบ ฐานพันธุกรรมข้าวชุมชน
นายนฤทธิ์อธิบายว่า พื้นที่ของกลุ่มแตกต่างจากพื้นที่นาอื่น เพราะเป็นการทำนาบนนิเวศที่เป็น “ป่าโคก” มีป่าล้อมนา โดยลักษณะเด่นของพื้นที่นามี 3 แบบ ได้แก่ นาลุ่มหนอง นาบ๊ะ และนาฮ่อมห้วย
นาลุ่มหนองเป็นพื้นที่นาที่มีหนองน้ำล้อมรอบ ส่วนนาบ๊ะเป็นพื้นที่ชุ่มชื้นคล้ายโป่ง ขณะที่นาฮ่อมห้วยเป็นนาที่มีป่าล้อมรอบลำรางธรรมชาติหรือห้วย พื้นที่นาทั้ง 3 แบบเป็นแปลงนาอินทรีย์แบบประณีตของชาวบ้าน และเหมาะกับพันธุกรรมข้าวที่หลากหลาย
นายนฤทธิ์ยอมรับว่า การทำนาอินทรีย์แบบประณีตในลักษณะป่าล้อมนาของชุมชนมีมาตั้งแต่บรรพบุรุษ คนรุ่นหลังสืบทอดต่อเพื่อต้องการอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นเมืองและฟื้นฟูวิถีการทำนาแบบดั้งเดิมที่กำลังเลือนหายไป จึงส่งเสริมให้สมาชิกปลูก อนุรักษ์ และฟื้นฟูพันธุ์ข้าวพื้นเมือง ควบคู่กับการทำนาแบบประณีตและเกษตรอินทรีย์
ปัจจุบันกลุ่มร่วมกันพัฒนาพันธุ์ข้าวพื้นเมืองมากกว่า 300 สายพันธุ์ โดยในจำนวนนี้มีตระกูลข้าวหอม 40 สายพันธุ์ เช่น ข้าวโสมมาลี ข้าวหอมใบเตย ข้าวหอมนิล ข้าวภูเขียว ข้าวปล้องแอ้ว ข้าวเหนียวแดง ข้าวมะลิแดง และข้าวก่ำน้อย
ลดเมล็ดพันธุ์จาก 20 กก. เหลือ 2 กก.ต่อไร่
การทำนาแบบประณีตและการใช้พันธุ์ข้าวพื้นเมืองที่เหมาะกับนิเวศพื้นที่ ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตให้สมาชิก โดยลดการใช้เมล็ดพันธุ์จากเดิม 20 กิโลกรัมต่อไร่ เหลือเพียง 2 กิโลกรัมต่อไร่
ผลผลิตที่ได้ไม่ได้นำไปขายเป็นข้าวเปลือก แต่แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลาย ทั้งข้าวสารบรรจุถุง สบู่ข้าว แชมพู ครีมถนอมผิว และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ภายใต้แบรนด์ “หอมดอกฮัง” โดยสหกรณ์เครดิตยูเนียนเลิงฮังสามัคคี จำกัด สนับสนุนสมาชิกครบวงจร ทั้งความรู้ด้านวิชาการ สินเชื่อ การตลาด และการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่ รวมถึงช่วยกระจายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์และเครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศ
“เป้าหมายของกลุ่มอยากให้สมาชิกทุกคนมีโรงงานอยู่ท้ายบ้านของตัวเอง ผลิตแล้วแปรรูปเองในครัวเรือน สมัยก่อนขายข้าวเปลือกอย่างเดียว ยิ่งทำยิ่งเป็นหนี้ ก็เลยหยุดขายข้าวเปลือก หันมาแปรรูปแทน” นายนฤทธิ์กล่าว
ปัจจุบันข้าวของกลุ่มจะไม่ขายเป็นข้าวเปลือก แต่แปรรูปทั้งหมด เช่น ข้าวหอมบรรจุถุง ข้าวฮ้าง ราคากิโลกรัมละ 100-120 บาท สบู่ก้อนละ 60 บาท รวมถึงแชมพู ครีมทาผิว และเครื่องสำอางต่าง ๆ โดยชาวบ้านยังคงทำนาแบบประณีต เก็บพันธุ์ข้าวไว้เอง และปลูกปีละครั้งโดยอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก
นายนฤทธิ์ระบุว่า กลุ่มเป็น “ธนาคารพันธุกรรมข้าวของชุมชน” ที่รักษาพันธุ์บริสุทธิ์ไว้ และข้าวบางพันธุ์เมื่อนำไปปลูกพื้นที่อื่น อาจนุ่ม หอม อร่อยไม่เท่าที่ปลูกในพื้นที่เดิม เนื่องจากสภาพนิเวศแตกต่างกัน
ตลาดออนไลน์-ร้านอาหาร-ศึกษาดูงาน เพิ่มช่องทางรายได้
ด้านการตลาด กลุ่มมีทั้งการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ ส่งให้ร้านอาหารในกรุงเทพฯ และมีบริษัทเอกชนรับซื้อไปจำหน่ายภายใต้แบรนด์ของตนเอง แต่ให้เครดิตแหล่งผลิตว่ามาจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนอนุรักษ์และฟื้นฟูพันธุ์ข้าวพื้นเมืองหอมดอกฮัง จังหวัดสกลนคร
นอกจากนี้ กลุ่มยังเปิดรับคณะศึกษาดูงานที่สนใจมาเรียนรู้ทั้งทฤษฎีและภาคปฏิบัติตามสถานีต่าง ๆ เช่น กลุ่มทำนา กลุ่มผลิตสบู่ กลุ่มทำเหล้าสาโท และกิจกรรมอื่น ๆ โดยคิดค่าใช้จ่ายคนละ 800-2,000 บาท ขึ้นอยู่กับความสนใจของแต่ละกลุ่ม พร้อมจำหน่ายผลิตภัณฑ์ให้ผู้มาเยือนด้วย
นายนฤทธิ์กล่าวถึงแหล่งทุนของสมาชิกว่า สมาชิกใช้บริการกู้ยืมจากสหกรณ์เครดิตยูเนียนเลิงฮังสามัคคี จำกัด เป็นหลัก เนื่องจากสมาชิกกลุ่มก็เป็นสมาชิกสหกรณ์ด้วย ทำให้การทำงานเชื่อมโยงกันต่อเนื่อง โดยสหกรณ์ทำหน้าที่เป็นแหล่งเงินกู้ ส่งเสริมองค์ความรู้จากวิทยากรทั้งภาครัฐ เอกชน และสถานศึกษา รวมถึงช่วยหาตลาดจำหน่ายผลผลิต
สหกรณ์จังหวัดสกลนครหนุนเทคโนโลยี-ท่องเที่ยวเชิงอัตลักษณ์
นางสาววัชรี ปุกหุต สหกรณ์จังหวัดสกลนคร กล่าวว่า สำนักงานสหกรณ์จังหวัดสกลนครเข้ามาดูแลสมาชิกสหกรณ์ โดยจัดฝึกอบรม ส่งเสริมการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวอัตลักษณ์พื้นถิ่น กำหนดแนวทางขยายเครือข่าย พัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ให้มีมูลค่าเพิ่ม รวมถึงส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิต
นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการประชาสัมพันธ์ การตลาดออนไลน์ และการท่องเที่ยวเชิงอัตลักษณ์ร่วมกับชุมชน โดยมีการประชุมร่วมกับกรรมการและสมาชิกทุกเดือน
นางสาววัชรีกล่าวว่า แผนการดำเนินงานในอนาคตจะต่อยอดการพัฒนาและแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าวพื้นเมืองให้หลากหลายมากขึ้น ส่งเสริมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง ส่งเสริมป่าเศรษฐกิจครอบครัว จัดสวัสดิการแก่สมาชิก และขยายฐานสมาชิกไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น
กลุ่มวิสาหกิจชุมชนอนุรักษ์และฟื้นฟูพันธุ์ข้าวพื้นเมืองหอมดอกฮัง บ้านอุ่มจาน อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร จึงเป็นชุมชนต้นแบบการอนุรักษ์ข้าวพื้นเมือง เพื่อไม่ให้พันธุ์ข้าวดั้งเดิมกว่า 300 สายพันธุ์สูญหาย และยังเพิ่มมูลค่าผ่านการแปรรูปเป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารและรายได้ยั่งยืนให้ชุมชน
นครพนมชูศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์แห่งเดียวของจังหวัด
อีกด้านหนึ่ง กรมส่งเสริมสหกรณ์ นำโดยนายณฤทธิ์ บุญชัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. นครพนม จำกัด ซึ่งได้รับการยกระดับเป็นศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์แห่งเดียวในจังหวัดนครพนม และเป็นร้าน Q Shop แลกเปลี่ยนสินค้าการเกษตรผ่านเครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศ
สหกรณ์แห่งนี้ชูผลิตภัณฑ์เด่นคือข้าวหอมมะลิแท้นครพนม 100% ภายใต้แบรนด์ “ข้าวหอมพนมนาคา” ซึ่งระบุว่าอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ มีไฟเบอร์สูง และบำรุงสุขภาพ
ตลอดกว่า 34 ปี สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. นครพนม จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นเพื่อดูแลลูกค้า ธ.ก.ส. ที่เป็นเกษตรกรสมาชิก และผลการดำเนินงานเติบโตต่อเนื่อง โดยรายงานฐานะการเงินล่าสุด สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 มีทุนดำเนินการ 210.96 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.36% จากปีก่อน มีปริมาณธุรกิจรวมรายปี 358.30 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 29.85 ล้านบาทต่อเดือน
รายได้หลักมาจากธุรกิจขายและบริการ 313.207 ล้านบาท รองลงมาคือรายได้เฉพาะธุรกิจอื่น 16.75 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิประจำปี 2569 อยู่ที่ 8.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42% จากปี 2568 ที่มีกำไรสุทธิ 5.70 ล้านบาท
“พนมนาคา” ข้าวหอมมะลิแท้จากดินแดนพญานาค
นายปริมัศว์ ทองโพธิ์กลาง ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. นครพนม จำกัด เปิดเผยว่า สหกรณ์จดทะเบียนเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2534 ปัจจุบันมีสมาชิก 58,089 ราย ซึ่งเป็นลูกค้า ธ.ก.ส. โดยธุรกิจหลักคือการรวบรวมและแปรรูปผลผลิต ส่วนใหญ่เป็นข้าวหอมมะลินครพนมแท้ 100% ภายใต้ตราสัญลักษณ์ “ข้าวหอมพนมนาคา” รองลงมาคือธุรกิจจำหน่ายปุ๋ยและปัจจัยการผลิต
นายปริมัศว์กล่าวว่า ธุรกิจหลักของสหกรณ์คือรวบรวมและแปรรูปข้าว โดยทำช่วงนาปี ปีละครั้ง สหกรณ์จะรวบรวมข้าวจากสมาชิกและแปรรูปเป็น “ข้าวหอมพนมนาคา” ซึ่งเป็นข้าวหอมมะลิแท้ 100% ของจังหวัดนครพนม นอกจากนี้ยังมีข้าวอื่น เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่
หลังรับซื้อข้าวเปลือกจากสมาชิก สหกรณ์จะนำมาสีที่โรงสีขนาด 80 ตัน จากนั้นบรรจุถุงซีลสุญญากาศ ขนาดถุงละ 1 กิโลกรัม เพื่อรอจำหน่าย
ด้านช่องทางตลาด นอกจากจำหน่ายให้คู่ค้าทั่วไปแล้ว สหกรณ์ยังมีศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ หรือ CDC สำหรับแลกเปลี่ยนสินค้าสหกรณ์ในเครือข่าย และเป็นสถานที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ของสหกรณ์เอง โดยการแลกเปลี่ยนสินค้าส่วนใหญ่เป็นสินค้าตามฤดูกาล
นายปริมัศว์กล่าวว่า การกระจายสินค้าในศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ ส่วนใหญ่เป็นสินค้านอกพื้นที่ที่นำมากระจายให้สหกรณ์เครือข่ายในจังหวัดนครพนม เช่น ผลไม้จากภาคตะวันออกหรือภาคใต้ในช่วงฤดูกาล ส่วนสินค้าในพื้นที่ที่ส่งออกไปจำหน่ายกับคู่ค้า นอกจากข้าวหอมพนมนาคาแล้ว ยังมีสับปะรดท่าอุเทน แต่ปริมาณยังไม่มากนัก
กรมส่งเสริมสหกรณ์หนุน CDC-อุปกรณ์ตลาด
นายปริมัศว์กล่าวถึงการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ว่า สำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครพนมส่งเจ้าหน้าที่มาให้คำแนะนำด้านกฎระเบียบต่าง ๆ รวมถึงช่องทางการตลาด โดยเฉพาะศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ที่สหกรณ์จังหวัดเข้ามาช่วยขับเคลื่อน
ที่ผ่านมา สหกรณ์ได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์การตลาด เช่น รถโฟคลิฟต์ ส่วนที่อยู่ระหว่างดำเนินการขอรับการสนับสนุนเพิ่มเติมคืออาคารศูนย์ฝึกอบรม เนื่องจากมีการประชุมเครือข่ายบ่อยครั้ง แต่สถานที่เดิมคับแคบไม่เอื้ออำนวย จึงต้องการอาคารใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม โดยคาดว่าจะใช้งบประมาณประมาณ 3 ล้านบาท
นายอภิรักษ์ พานนูน สหกรณ์จังหวัดนครพนม กล่าวว่า สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. นครพนม จำกัด เป็นสหกรณ์รูปแบบพิเศษ ภายใต้การส่งเสริมของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดและ ธ.ก.ส. มีธุรกิจหลักคือการรวบรวม แปรรูปผลผลิต และจัดหาสินค้ามาจำหน่ายสมาชิก แตกต่างจากสหกรณ์ภาคการเกษตรอื่น เพราะไม่มีธุรกิจรับฝากเงินและสินเชื่อ เนื่องจากต้องผูกกับลูกค้า ธ.ก.ส.
โรงสี 80 ตัน เพิ่มมูลค่าข้าวก่อนส่งทั่วประเทศ
นายอภิรักษ์กล่าวว่า สินค้าหลักของสหกรณ์คือ “ข้าวหอมพนมนาคา” ซึ่งเป็นข้าวหอมมะลิแท้ 100% มีชื่อเสียง รสชาตินุ่ม หอม อร่อย โดยสร้างเรื่องราวว่าเป็นข้าวจากดินแดนพญานาคที่ปลูกมากในพื้นที่แถบลุ่มน้ำโขง
นอกจากสมาชิกส่วนใหญ่จะทำนาปลูกข้าวหอมมะลิส่งให้สหกรณ์แล้ว สหกรณ์แห่งนี้ยังรับซื้อข้าวจากสหกรณ์เครือข่ายอื่นในจังหวัด เพื่อนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ข้าวสารบรรจุถุง เนื่องจากเป็นสหกรณ์เดียวที่มีโรงสีขนาด 80 ตันในการสีข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร ช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตข้าว ก่อนส่งจำหน่ายสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศผ่านศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ ซึ่งมีเพียงแห่งเดียวของจังหวัดนครพนม
นายอภิรักษ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ระบบควบคุมภายในของสหกรณ์ใช้โปรแกรมของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มีการควบคุมภายในที่ดี และมีคะแนนประเมินอยู่ในระดับดีมาก ส่วนโครงสร้างทุนหมุนเวียนส่วนใหญ่ใช้แหล่งเงินทุนกู้ยืมระยะสั้นจาก ธ.ก.ส. เพื่อดำเนินธุรกิจข้าวเปลือก
ความสำเร็จของสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. นครพนม จำกัด จึงอยู่ที่การใช้ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์เชื่อมโยงเครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศ ช่วยกระจายผลผลิตของเกษตรกรจังหวัดนครพนม พร้อมใช้ระบบบริหารจัดการภายในองค์กรของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์จนได้คะแนนประเมินในระดับดีมาก
สหกรณ์ต้องยกระดับจาก “รวมขาย” สู่ “สร้างมูลค่า”
ทั้งกรณีหอมดอกฮัง จังหวัดสกลนคร และข้าวหอมพนมนาคา จังหวัดนครพนม สะท้อนทิศทางสำคัญของภาคสหกรณ์ไทย คือการเปลี่ยนบทบาทจากการรวมกลุ่มเพื่อขายผลผลิต ไปสู่การจัดการห่วงโซ่มูลค่าอย่างครบวงจร
สกลนครใช้จุดแข็งด้านพันธุกรรมข้าวพื้นเมืองและนิเวศป่าล้อมนา สร้างฐานความมั่นคงทางอาหารและสินค้าอัตลักษณ์ที่ต่อยอดได้ทั้งข้าวสาร ผลิตภัณฑ์แปรรูป เครื่องสำอาง การท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ และตลาดออนไลน์
นครพนมใช้จุดแข็งด้านองค์กรสหกรณ์ขนาดใหญ่ สมาชิกกว่า 58,000 ราย โรงสีขนาด 80 ตัน แบรนด์ข้าวหอมพนมนาคา และศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์แห่งเดียวของจังหวัด เพื่อเพิ่มมูลค่าข้าวหอมมะลิแท้และกระจายสินค้าเกษตรผ่านเครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศ
โจทย์ต่อไปของทั้งสองพื้นที่จึงไม่ใช่เพียงการรักษาผลผลิตให้เพียงพอ แต่ต้องสร้างความต่อเนื่องของมาตรฐานสินค้า พัฒนาบรรจุภัณฑ์และช่องทางตลาด ขยายฐานผู้บริโภค และดึงคนรุ่นใหม่เข้าสู่ระบบการผลิตและการแปรรูป
หากเดินหน้าได้ต่อเนื่อง โมเดลสหกรณ์ทั้งสองแห่งจะเป็นตัวอย่างของการใช้ “ข้าว” เป็นมากกว่าสินค้าเกษตร แต่เป็นทุนทางวัฒนธรรม ทุนทางเศรษฐกิจ และฐานรายได้ระยะยาวของชุมชน




