คอลัมน์ : สัมภาษณ์
จากต้นกำเนิดธุรกิจค้าขายวัตถุโบราณ ของหายากและเปลือกหอยในยุโรป “เชลล์ (Shell)” ได้ก้าวเข้าสู่การเป็นบริษัทพลังงานข้ามชาติสัญชาติอังกฤษที่มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมพลังงานในไทยมายาวนานกว่า 13 ทศวรรษ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด จึงไม่เพียงเป็นผู้จัดจำหน่ายน้ำมันหล่อลื่นชั้นนำ แต่ยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางพลังงานระดับโลก
“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ นายกมลพัทธ์ พหลโยธิน กรรมการบริหารธุรกิจน้ำมันหล่อลื่น เชลล์แห่งประเทศไทย และคณะผู้บริหาร ได้แก่ แมนซี ทรีพาธี กรรมการบริหารอาวุโส ฝ่ายธุรกิจน้ำมันหล่อลื่น บริษัท เชลล์ เอเชียแปซิฟิก จำกัด และ ซาร่า สมิทธิ์ กรรมการบริหาร ฝ่ายการตลาด ธุรกิจน้ำมันหล่อลื่น บริษัท เชลล์ อินเตอร์เนชั่นแนล ปิโตรเลียม จำกัด ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจ สงครามการค้าและการพัฒนาไปสู่ยุคนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค
แชมป์น้ำมันหล่อลื่นโลก
ปัจจุบันเชลล์เป็นหนึ่งในผู้นำด้านการขายและคุณภาพสำหรับตลาดน้ำมันรถในประเทศไทย โดยเน้นกลยุทธ์การส่งมอบน้ำมันหล่อลื่นและผลิตภัณฑ์ของเหลวที่ตอบโจทย์การใช้งานให้แก่ผู้บริโภคผ่านการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) ในระดับโลกอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์พรีเมี่ยมที่แตกต่างและโดดเด่นด้วยเทคโนโลยีทันสมัย
ล่าสุดเชลล์ได้รับการจัดอันดับตำแหน่งผู้จัดจำหน่ายน้ำมันหล่อลื่นสำเร็จรูปอันดับหนึ่งของโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 18 ด้วยส่วนแบ่งการตลาดที่ 11.6% โดยในปี พ.ศ. 2566 การจำหน่ายน้ำมันหล่อลื่นของเชลล์ทั่วโลกกระจายตัวในสัดส่วนเกือบเท่า ๆ กันใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ น้ำมันหล่อลื่นสำหรับรถยนต์ส่วนบุคคล 36% สำหรับภาคอุตสาหกรรม 33% และรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ 31%
เนื่องจากเรามีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง มีผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีที่เป็นจุดแข็งและตอบโจทย์ลูกค้า ด้วยประสบการณ์กว่า 133 ปี ทำให้เชลล์มีพันธมิตร Business-to-Business (B2B) กว่าหนึ่งล้านราย ครอบคลุม 175 ประเทศทั่วโลก โดยมีเครือข่ายผู้จัดจำหน่ายหลักราว 85 ราย และผู้จัดจำหน่ายอีกประมาณ 1,500 รายทั่วโลก
“เชลล์ยังคงเดินหน้าดำเนินธุรกิจและปักหมุดประเทศไทยเป็นตลาดหลักน้ำมันหล่อลื่น รวมถึงเป็นศูนย์กลางการผลิตระดับภูมิภาค”
ตั้งทีมรับมือทรัมป์
ด้วยมาตรการกำแพงภาษีของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ที่มีผลกระทบกับเศรษฐกิจการค้าทั่วโลก เชลล์ได้เตรียมการรับมือในภาพรวมระดับ Global โดยได้จัดตั้งทีมเพื่อติดตามและมอนิเตอร์สถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด พร้อมวางฉากทัศน์ (Scenerio) ครอบคลุมในกรณีที่มีกำแพงภาษีและไม่มีกำแพงภาษี
รวมถึงประเมินผลกระทบจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ผลกระทบต่อธุรกิจในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อเพลิง (Fuels), น้ำมันหล่อลื่น (Lubricants), ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี (Petrochemicals) หรือก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ทั้งนี้ การเตรียมความพร้อมดังกล่าวทำให้บริษัทสามารถสื่อสารและชี้แจงกับคู่ค้าได้อย่างชัดเจน
ขณะเดียวกัน ในระดับ Traditional and Local บริษัทให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์สถานการณ์ในแต่ละประเทศ เนื่องจากแต่ละพื้นที่มีเงื่อนไขและบริบทที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับคู่ค้าในประเทศนั้น ๆ อย่างไรก็ดี มาตรการกำแพงภาษีสหรัฐในปัจจุบันยังไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นมากนัก แต่บริษัทตระหนักว่า คู่ค้าบางรายอาจได้รับผลกระทบ ดังนั้นการดำเนินธุรกิจของเชลล์จึงคำนึงถึงความคุ้มค่าของคู่ค้าเป็นสำคัญ พร้อมกันนี้ เชลล์ยังคงปรับตัวอย่างคล่องแคล่วและเดินเกมอย่างว่องไวเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง และรักษาการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืน
บุกธุรกิจอีวี-ดาต้าเซ็นเตอร์
เชลล์มีความพร้อมและความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี เราเป็นพาร์ตเนอร์ร่วมกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เช่น Intel, Microsoft, NVIDIA ดังนั้น เราเห็นโอกาสในการเติบโตของกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) เรามีผลิตภัณฑ์ Shell E-Fluids (หรือเรียกว่า Shell EV-Plus) ซึ่งออกแบบมาเฉพาะสำหรับระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า (EV) ที่ใช้ในอุตสาหกรรมอีวี
แม้ปกติมองว่าหากเป็นรถยนต์อีวีจะไม่มีความจำเป็นต้องใช้น้ำมัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีหลาย ๆ ส่วนที่ยังคงต้องใช้น้ำมันหล่อเย็น (Cooling Oil) น้ำมันเกียร์เป็นองค์ประกอบ ดังนั้น อีวีจึงยังเป็นโอกาสสำหรับเชลล์ในการต่อยอดผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า
นอกจากนี้ เราได้เข้ามาช่วยด้วยการพัฒนา Immersion Cooling Fluids ของเหลวหล่อเย็นชนิดพิเศษที่ปลอดภัยต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (Dielectric) ช่วยระบายความร้อน CPU และ GPU ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการใช้พลังงานและเพิ่มอายุการใช้งานของฮาร์ดแวร์ ตอบโจทย์กลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์
กลั่นน้ำมันจากก๊าซธรรมชาติ
เมื่อเร็ว ๆ นี้ เราเพิ่งเปิดตัว Shell Helix Ultra สูตรใหม่ล่าสุด หนึ่งในน้ำมันเครื่องกลุ่มแรกของอุตสาหกรรมที่ผ่านมาตรฐาน API SQ ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับโลกสูงสุด นวัตกรรมดังกล่าวเกิดจากเทคโนโลยี PurePlus เอกสิทธิ์เฉพาะ Shell ซึ่งเป็นการกลั่นน้ำมันจากก๊าซธรรมชาติ ได้เป็นน้ำมันที่มีความบริสุทธิ์ถึง 99.5% จึงมอบสมรรถนะและการปกป้องสูงสุดให้แก่เครื่องยนต์
นอกจากนี้ยังช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รองรับข้อกำหนดการปล่อยมลพิษที่เข้มงวด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมลพิษทางอากาศ ซึ่งบรรจุภัณฑ์ Shell Helix Ultra ในประเทศไทยยังคงผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล 100% (Post-Consumer Recycled : PCR) เป็นรายแรกในประเทศอีกด้วย
นอกจากนี้ที่ผ่านมา เราได้เปิดตัว Shell Lubricant Services เป็นโซลูชั่นครบวงจรในการให้คำปรึกษาด้านน้ำมันหล่อลื่นทางเทคนิค สำหรับใช้งานในลูกค้าธุรกิจภาคอุตสาหกรรม (B2B) ทั่วประเทศ เนื่องจากเราไม่ต้องการเป็นแค่ผู้ผลิตน้ำมันเครื่องเพียงอย่างเดียว แต่เรายังคงตั้งเป้าหมายเป็น One Stop Service ให้กับลูกค้า ด้วยบริการตรวจเช็กสภาพของเครื่องจักรผ่านการทดสอบน้ำมันหล่อลื่น (Lube Monitor) การบริการปรับปรุงสภาพน้ำมันหน้างานรวมถึงงานเปลี่ยนถ่ายน้ำมัน (Lube Optimiser) และบริการปรับปรุงออกแบบระบบการจัดการสารหล่อลื่น
รวมถึงการติดตั้งระบบสำหรับการวางระบบจ่ายสารหล่อลื่น และระบบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง (Lube Expert) ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน ยืดอายุการใช้งาน ลดการสึกหรอของเครื่องจักรเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อบริการครอบคลุมแบบครบวงจร
ทั้งนี้ เชลล์ได้ประกาศเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 พร้อมสร้างความยั่งยืน ทั้งในระดับองค์กร และ Oil การผลิต การขนส่ง และการใช้พลังงานของลูกค้า
ขณะเดียวกันในประเทศไทย เราได้หันมาใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกรีไซเคิล 100% สำหรับแบรนด์น้ำมันเครื่องระดับพรีเมี่ยม ตระกูล เชลล์ เฮลิกส์ อัลตร้า ผลิตจากเม็ดพลาสติกรีไซเคิล 100% คุณภาพสูง มีความแข็งแรงทนทานต่อสภาวะการขนส่ง สามารถคงมาตรฐานน้ำมันหล่อลื่นคุณภาพระดับโลกไว้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ