Skip to content

GGC ต่อยอดปาล์มสู่ไบโอเคมิคอล วางโรดแมปทรานส์ฟอร์มรุก 4 ธุรกิจมูลค่าสูง

26 ก.ย. 2568 | 10:34น.
GGC ต่อยอดปาล์มสู่ไบโอเคมิคอล วางโรดแมปทรานส์ฟอร์มรุก 4 ธุรกิจมูลค่าสูง
สัมภาษณ์พิเศษ

ภายใต้ความท้าทายของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพที่ต้องเผชิญกับนโยบายรัฐบาลที่ไม่แน่นอนและความผันผวนของสถานการณ์โลก ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์จากพืชพลังงานของไทยอย่างปาล์มน้ำมัน ผ่านเชื้อเพลิงชีวภาพและไบโอเคมิคอลมูลค่าสูง เพื่อสร้างมูลค่าให้กับเกษตรกร และตอบโจทย์ความยั่งยืนระดับโลก

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ นายกฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ GGC ถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจ และการปรับตัวท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลก

มุ่งพลังงานจากปาล์มน้ำมัน

นายกฤษฎากล่าวว่า GGC ก่อตั้งและเติบโตมาจากแรงบันดาลใจเพื่อสนองแนวพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 ในการนำนวัตกรรมพลังงานชีวภาพมาใช้ประโยชน์ โดยมองว่าพืชพลังงานสำคัญของไทย คือ “ปาล์มน้ำมัน” ซึ่งสามารถนำมาผลิตเป็นน้ำมันไบโอดีเซล และนับเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจพลังงานชีวภาพของบริษัท โดยปัจจุบันเราเป็นผู้ผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพรายสำคัญของประเทศ โดยมีสัดส่วนการใช้ในประเทศราว 40% ของน้ำมันปาล์มที่ผลิตได้ทั้งหมด ขณะที่อีกประมาณ 60% ถูกนำไปใช้เป็นน้ำมันพืชสำหรับการบริโภคในครัวเรือน นอกจากนี้ เราเป็นผู้ใช้น้ำมันจากเมล็ดปาล์มรายใหญ่ที่สุด เนื่องจากเป็นโรงงานโอลีโอเคมีรายเดียวของประเทศ

สำหรับผลปาล์มน้ำมันสามารถใช้ประโยชน์ได้สองส่วน คือ เปลือกนอก สกัดเป็นน้ำมันเพื่อผลิตไบโอดีเซล และเมล็ดปาล์ม เมื่อนำมาบีบสกัดจะได้น้ำมันสำหรับผลิตโอลีโอเคมี (Oleochemical) เป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมดูแลผิว ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกาย เช่น สบู่และแชมพู นอกจากนี้ จากทั้งสองกระบวนการยังได้ กลีเซอรีน (Glycerin) เป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง อาหาร ยา ส่งผลให้ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เราจึงโฟกัสพัฒนาธุรกิจพลังงานชีวภาพและขยายการเติบโตใน 3 ธุรกิจหลัก สร้างประโยชน์ให้เกษตรกรสวนปาล์มกว่า 400,000 ครัวเรือน

ต่อยอดไบโอเคมิคอลมูลค่าสูง

เราตั้งเป้าเป็นบริษัทเคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่นำพืชผลทางการเกษตรมาสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างประโยชน์ต่อประเทศพร้อมขยายธุรกิจให้สอดคล้องกับแนวโน้มความยั่งยืนระดับโลก (Global Trend) แม้ภาวะเศรษฐกิจและผลกระทบจากสถานการณ์โลกทำให้ทิศทางความสนใจใน “เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม” เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโตเร็วและกลุ่ม Green Product จะได้รับความสนใจมากขึ้น แต่กลับไม่เป็นไปตามคาด เราจึงต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับทิศทางตลาด โดยวางโรดแมป 3 ปีข้างหน้า (2569-2571) เป็นช่วงทรานส์ฟอร์มธุรกิจให้เข้ากับบริบทใหม่ และตั้งเป้าว่าในช่วงปี 2572-2573 จะขยายการเติบโตผ่านผลิตภัณฑ์ไบโอเคมิคอลที่เพิ่มมากขึ้น พร้อมต่อยอดผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value Product & Sustainable Product) ผ่าน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่

1.กลุ่มอาหารสัตว์ (Food & Feed) สกัดจากพืช พัฒนาเป็นสูตรอาหารสัตว์เพื่อเร่งการเจริญเติบโตและเสริมสารอาหาร โดยในปีนี้จะเริ่มเปิดตัวสูตรอาหารปลาเป็นลำดับแรก

2.กลุ่มอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ (Pharmaceutical) ภายใต้แบรนด์ “Nutralist” เปิดตัวด้วย 2 ผลิตภัณฑ์หลัก คือ Astaxanthin และ Probiotic เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภครักสุขภาพ

3.กลุ่มเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย (Cosmetic & Personal Care) โดยใช้ แฟตตี้แอลกอฮอล์ (Fatty Alcohols) ปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาและวิจัย คาดว่าจะเปิดตัวในอีก 2-3 ปีข้างหน้า

4.กลุ่มอุตสาหกรรม (Industrial Application) ซึ่งเป็นสารเติมแต่งและวัตถุดิบที่ใช้ในอุตสาหกรรม ออกตัวแรกคือ ABZ (Alkyl Benzoate) สารเคมีที่ใช้ในเครื่องสำอางเป็นส่วนผสมสำคัญในสกินแคร์ และยังได้พัฒนาตัว Biosolvel ซึ่งเป็นตัวทำละลาย (Solvent) ที่ใช้ในอุตสาหกรรมการเกษตร เช่น ยาฆ่าแมลง โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและใช้ในอุตสาหกรรมสีได้เช่นกัน

วอนรัฐหนุนพลังงานชีวภาพ

ธุรกิจของเชื้อเพลิงชีวภาพของเรามีความสัมพันธ์โดยตรงกับนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกำหนดสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลในน้ำมัน ปัจจุบันมาตรฐานของประเทศไทยอยู่ที่ B10 แต่ในทางปฏิบัติ รัฐบาลลดสัดส่วนลงเหลือ B5 ส่งผลให้ความต้องการเชื้อเพลิงชีวภาพหายไปครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 50% ของดีมานด์ ส่งผลกระทบต่อปริมาณการขายของบริษัทอย่างชัดเจน จึงอยากให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและรัฐบาลชุดใหม่ วางนโยบายพลังงานชีวภาพในระยะยาว ไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ยกตัวอย่าง อินโดนีเซียที่กำหนดสัดส่วนการใช้พลังงานชีวภาพเพิ่มขึ้นทุกปี ปัจจุบันกระโดดไปถึง B40 ซึ่งรัฐบาลไทยควรใช้จุดแข็งของประเทศ วางนโยบายระยะยาวให้เกิดสมดุลด้านพลังงานและมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพราะตลอดทั้ง Value Chain ของตลาดปาล์มมีมูลค่าราว 3 แสนล้านบาท และสร้างรายได้แก่เกษตรกรราว 1 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ รัฐควรผลักดันความร่วมมือในภูมิภาคอาเซียน ใช้จุดแข็งการเป็นผู้ผลิตปาล์มน้ำมันรายใหญ่ของโลก นำน้ำมันปาล์มไปผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) หรือน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพสำหรับเรือ (Marine Biofuel) เพื่อตอบสนองต่อแผนลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงลดการนำเข้าน้ำมันฟอสซิล คาดว่าจะช่วยลดการนำเข้าได้ราว 2 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยต้องระมัดระวังไม่ให้กระทบกับการใช้น้ำมันปรุงอาหารในประเทศ

“อยากให้รัฐบาลมองผลประโยชน์ภาพรวมของประเทศทั้งหมดว่า อะไรคือจุดแข็งของประเทศ ซึ่ง Green Product หรือการเพิ่มมูลค่าจากเกษตรกรรม คือจุดแข็งของประเทศ เรามี Biodevercity สูง มีต้นทุนดี แต่นโยบายเรื่องนี้ไม่ได้ชัดเจนกับนักลงทุน รัฐบาลต้องไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาบ่อย ๆ”

ลดผลิตรับมือรัฐเลิกอุ้มไบโอดีเซล

ปีนี้เราไม่ได้วางเงินลงทุนเพิ่มเติม แต่ใช้งบฯลงทุนราว 300-400 ล้านบาท สำหรับโครงการที่มีอยู่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคาดว่าจะไม่มีการลงทุนโครงการใหญ่ นอกจากนี้ เรายังดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ Transformation for Future Growth เพื่อรับมือกับนโยบายของรัฐตาม พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ได้กำหนดให้กองทุนน้ำมันฯต้องยกเลิกการชดเชยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพในปี 2569 เราจึงปรับการผลิตและขายเชื้อเพลิงชีวภาพ ลดการผลิตช่วงที่ความต้องการต่ำ และเน้นการเติบโตใน Biochemical, Oleochemical และ High-Value Product ขณะเดียวกัน เครื่องจักรที่ใช้ผลิตไบโอดีเซลสามารถปรับเปลี่ยนเพื่อผลิตไบโอเคมีได้ และสามารถกลับมาใช้ผลิตไบโอดีเซลอีกครั้งเมื่อความต้องการเพิ่มขึ้น ตามแนวทางการจัดการสินทรัพย์ (Asset-wise)

จับมือเยอรมนีเสริมความรู้เกษตรกร

ที่ผ่านมาเราได้ร่วมมือกับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย ดำเนินโครงการการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน (SPOPP) ให้กับเกษตรกรราว 1,000 คน ในพื้นที่ 4 จังหวัดหลักที่ปลูกปาล์มมากที่สุดของประเทศ ได้แก่ กระบี่ ตรัง ชุมพร และพังงา ผ่านการส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรเป็นวิสาหกิจชุมชน ส่งเสริมให้เกษตรกรปฏิบัติตามมาตรฐานปาล์มน้ำมันยั่งยืน (RSPO) ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ซึ่งโครงการนี้ประสบผลสำเร็จทำให้สามารถเพิ่มผลผลิตต่อไร่จาก 2.8 ตันต่อไร่ เป็น 3.8 ต่อตันไร่ ต้นทุนลดลงถึง 20,000 บาท ต่อมาเราได้ต่อยอดความสำเร็จจากโครงการดังกล่าว เกิดเป็นโครงการ SPOPP Clima เพื่อให้สอดคล้องกับการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโลกผ่านการจัดทำคู่มือการทำสวนปาล์มคาร์บอนต่ำ เพื่อให้เกษตรกรลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยคู่มือดังกล่าวถูกส่งต่อให้เทรนเนอร์ และนำองค์ความรู้ไปถ่ายทอดต่อให้เกษตรกร

นอกจากนี้ บริษัทได้พัฒนาแพลตฟอร์มเก็บข้อมูลคาร์บอนฟุตพรินต์ ให้เกษตรกรสามารถป้อนข้อมูลและคำนวณปริมาณการปล่อยคาร์บอนได้อย่างง่าย ๆ เปรียบเทียบกับข้อมูลในอดีต เพื่อติดตามความสำเร็จในการลดคาร์บอนและสามารถสะสมเป็น Carbon Credit โดยได้ร่วมมือกับ บริษัท ไทยคม จำกัด ใช้เทคโนโลยีดาวเทียมช่วยประเมินปริมาณคาร์บอน คาดว่าอีก 3 ปีข้างหน้าจะสามารถรวบรวมจำนวน Carbon Credit ที่ชัดเจนได้ ปัจจุบันโครงการได้ขยายจำนวนเกษตรกรราว 2,000 คน ครอบคลุมพื้นที่ 50,000-60,000 ไร่ จากเดิม 32,000 ไร่

“เราไม่ได้ทำ CSR แต่เน้น CSV สร้างคุณค่าให้เกษตรกร ถ้าเกษตรกรเติบโตมั่นคง GGC ก็จะมั่นคงไปด้วย ถือเป็นโครงการต้นแบบระดับโลกที่ทำโดยเกษตรกรรายย่อยและประสบความสำเร็จ สร้างความต่อเนื่องทั้ง Value Chain ตั้งแต่ต้นน้ำ เกษตรกร โรงหีบ ไปจนถึงปลายน้ำ”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

GGC ปาล์มน้ำมัน