ภาคใต้แห่ปลูกปาล์มน้ำมัน-ยางพารา ดันเมล็ดพันธุ์-ต้นกล้าราคาพุ่ง 20%
จากกระแสการขยายพื้นที่ปลูกปาล์มนํ้ามันในพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระ จ.สงขลา และ 5 อำเภอ ชายแดนไทย-มาเลเซีย ส่งผลให้ความต้องการเมล็ดพันธุ์และต้นกล้าปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดันราคาเมล็ดพันธุ์ ปาล์มนํ้ามันปรับขึ้นกว่า 20% จากเมล็ดละ 40 บาท เป็น 48.50 บาท ขณะที่ต้นกล้ายางพาราขยับจากต้นละ 45 บาท เป็น 60-70 บาท ตามขนาด
นายทักษิณ อรุณ เกษตรกรสวนผสม อ.จะนะ จ.สงขลา เปิดเผยว่า ได้เร่งปลูกปาล์มน้ำมันจำนวน 50 ต้น บนพื้นที่ 3 ไร่ ให้แล้วเสร็จก่อนเข้าสู่ภาวะเอลนีโญช่วงปลายปี 2569 ซึ่งคาดว่าจะรุนแรงที่สุดในช่วงกลางปี 2570 ทำให้เกษตรกรจำเป็นต้องเตรียมแหล่งน้ำสำรองให้เพียงพอ เนื่องจากปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่ต้องการใช้น้ำในปริมาณมาก โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นการเจริญเติบโต
สำหรับพื้นที่ จ.สงขลา การปลูกปาล์มน้ำมันขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระ 4 อำเภอ ได้แก่ อ.สทิงพระ อ.กระแสสินธุ์ อ.สิงหนคร และ อ.ระโนด เดิมเป็นพื้นที่นาข้าวขนาดใหญ่ รวมถึงพื้นที่บ่อกุ้งบางส่วนที่มีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ ปัจจุบันเกษตรกรหลายรายปรับเปลี่ยนจากการทำนาเพื่อมาปลูกปาล์มน้ำมันแทน
ขณะเดียวกันพื้นที่รอยต่อชายแดนซึ่งอยู่ติดกับรัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย ครอบคลุม 5 อำเภอ ได้แก่ อ.นาทวี อ.เทพา อ.สะบ้าย้อย อ.จะนะ และ อ.สะเดา ซึ่งเป็นพื้นที่มีศักยภาพด้านทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งพื้นที่ป่า ภูเขา และพื้นที่เกษตรกรรม ก็เริ่มมีการลงทุนปลูกปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้นเช่นกัน

นายทักษิณยังบอกอีกว่า การขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันส่งผลให้ต้นกล้าปาล์มน้ำมันทุกสายพันธุ์ได้รับความนิยมและมีการปรับราคาสูงขึ้น โดยต้นกล้ามีราคาตั้งแต่ 230-300 บาท/ต้น หรือขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และขนาด
ด้านแหล่งข่าวจากผู้บริหารบริษัทผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ ต้นกล้าปาล์มน้ำมัน และต้นกล้ายางพารา เปิดเผยว่า ขณะนี้พืชเศรษฐกิจหลายชนิดมีแนวโน้มราคาดีขึ้น แต่ปาล์มน้ำมันและยางพารายังคงเป็นพืชที่มีราคาโดดเด่นที่สุด จากปัจจัยด้านความต้องการของตลาดและสถานการณ์ราคาพลังงานโลก
ทั้งนี้ ปาล์มน้ำมันนอกจากใช้เพื่อการบริโภคและอุตสาหกรรมอาหารแล้ว ยังเป็นวัตถุดิบหลักสำคัญที่สุดในการผลิตน้ำมันไบโอดีเซล (รวมถึง B20) ซึ่งมีแนวโน้มการใช้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาปาล์มน้ำมันทรงตัวในระดับ 7-8 บาท/กก. มาเป็นเวลาหลายปี
ส่วนราคายางพาราเดิมราคาเพียง 60 บาท/กก. ซึ่งตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาราคาปรับขึ้นอยู่ที่ 60-90 บาท/กก. เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยลง ขณะที่ความต้องการยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับราคายางสังเคราะห์ปรับสูงขึ้น
ผลจากความต้องการปลูกปาล์มน้ำมันและยางพาราที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาเมล็ดพันธุ์ปาล์มน้ำมันปรับขึ้นประมาณ 20% จากราคา 40 บาท/เมล็ด เป็น 48.50 บาท/เมล็ด ขณะที่ต้นกล้าปาล์มน้ำมันจำหน่ายอยู่ที่ 230-280 บาท/ต้น ส่วนต้นกล้ายางพาราปรับขึ้นจาก 45 บาท เป็น 60-70 บาท/ต้น ส่งผลดีต่อผู้ประกอบการเพาะพันธุ์ต้นกล้าและเกษตรกรผู้ผลิต
แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติมว่า ปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่สามารถปลูกได้ทั้งฤดูฝนและฤดูแล้ง และสอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศของภาคใต้ที่มีปริมาณฝนมากกว่าภัยแล้ง อย่างไรก็ตามเกษตรกรจำเป็นต้องมีองค์ความรู้ด้านการจัดการสวนและการบริหารน้ำ เพื่อให้การลงทุนเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ขณะที่ยางพาราปัจจุบันมีการส่งเสริมรูปแบบ “สวนอารยะเกษตร” ภายใต้โครงการของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและฝุ่น PM2.5 โดยส่งเสริมการปลูกยางพาราร่วมกับไม้ป่า ไม้ผล กาแฟ โกโก้ และพืชเศรษฐกิจอื่นในพื้นที่เดียวกัน จากเดิมปลูกยางประมาณ 76 ต้นต่อไร่ ปรับเป็นปลูกยาง 40 ต้น และเพิ่มไม้เศรษฐกิจอีกกว่า 36 ต้นต่อไร่ เพื่อสร้างรายได้ที่หลากหลาย ควบคู่กับการฟื้นฟูระบบนิเวศและเพิ่มพื้นที่สีเขียวอย่างยั่งยืน