กนอ. ชี้โลจิสติกส์ EEC มีครบ นักลงทุนไม่สนไฮสปีดเทรน
เลขาฯ EEC มั่นใจรถไฟเชื่อม 3 สนามบินไม่สะดุด ถึงไม่มีไฮสปีดก็ไม่กระทบแผนลงทุน EEC ชงบอร์ดที่มีนายกฯ นั่งเป็นประธานชี้ชะตาภายใน 2 เดือน ขณะที่ “สิริพงศ์” เผยพร้อมช่วยให้แบงก์รัฐปล่อยกู้ให้เอกชน ด้าน “กนอ.-โรจนะ” ประสานเสียงนักลงทุนยังแห่เข้าลงทุนไทย ยันโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ครบถ้วน ทั้งน้ำ ไฟ ถนน ท่าเรือ ส่วนไฮสปีดใช้ขนคน ไม่ใช่ขนสินค้า
“สิริพงศ์” ย้ำรัฐต้องไม่เสียหาย
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้มาดูแลโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) เปิดเผยแนวทางการแก้ปัญหาโครงการดังกล่าวว่า ผลการหารือกับนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ซึ่ง ร.ฟ.ท.ได้เสนอแนวทางให้คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) 2-3 แนวทาง
ประกอบด้วย 1. เปิดให้เอกชนตามที่ขอแก้สัญญา เพราะสัญญาเดิมระบุว่าในช่วง 5 ปีเมื่อก่อสร้างเสร็จรัฐบาลจะทยอยผ่อนจ่ายให้เอกชน แต่เอกชนขอแก้สัญญารูปแบบทำไปจ่ายไป ซึ่งจากการหารือกับทางอัยการสูงสุดมองว่าสามารถดำเนินการได้ แต่ต้องให้คณะกรรมการ EEC เป็นผู้นำเสนอและแก้ไขมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่รัฐบาลมองว่ามีความเสี่ยงต่อข้อกฎหมายและข้อครหา เพราะขัดกับหลักการเดิม
แต่ยืนยันว่านี่เป็นหนึ่งแนวทางและยังไม่มีการตัดสินใจจะดำเนินการหรือไม่ 2. ร.ฟ.ท.นำเสนอเอกชน ถ้าหากติดปัญหาเรื่องเงินทุน จะมีการเจรจาช่วยหาแหล่งเงินกู้จากธนาคารรัฐ หากเอกชนสนใจก็จะมีการเจรจาเพิ่มเติม ประเด็นนี้ถือว่าเป็นไปตามหลักการ แต่อยู่ที่ว่าภาคเอกชนจะรับหรือไม่ 3. เลิกสัญญา หากจะดำเนินการต้องมาดูสาเหตุแห่งการเลิกสัญญา แต่เชื่อว่าจะต้องมีการฟ้องร้องกันระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างแน่นอน เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสต่าง ๆ
ซึ่งยอมรับว่าเหตุแห่งการเลิกสัญญามีเยอะมาก แต่อยู่ที่ว่าจะหยิบยกประเด็นใดขึ้นมาสู้กันในศาล ซึ่งรัฐก็มั่นใจว่าดำเนินการอย่างรัดกุม ฉะนั้นหากใช้ตัวนี้ก็ต้องดูในรายละเอียดการเรียกร้องค่าเสียหายของทั้ง 2 ฝั่ง
ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าเอกชนถอดใจ อยากให้มีการตั้งเรื่องและดำเนินการใหม่ นายสิริพงศ์กล่าวว่า หากเอกชนประสบปัญหาเรื่องแหล่งเงิน รัฐบาลก็มีการช่วยในประเด็นที่ 2 ช่วยหาแหล่งเงินกู้จากธนาคารรัฐ แต่ต้องยอมรับว่าในความเป็นจริงองค์ประกอบหลายอย่างเปลี่ยนไปเยอะ เช่น จำนวนผู้โดยสารก่อนและหลังสถานการณ์โควิดกับปัจจุบันมีความต่างกันมาก รวมถึงมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านต้นทุนตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลก
เมื่อถามย้ำว่าจะมีการล้างไพ่ยุติสัญญาเดิมและมาปรับสัญญาหรือไม่ อาทิ รูปแบบปรับรายละเอียดรถไฟในโครงการ นายสิริพงศ์ย้ำว่า ต้องยอมรับว่าตัวเลขก่อนเกิดโควิดกับปัจจุบันไม่เหมือนเดิม ซึ่งอาจจะมีการตั้งคำถามว่าจะต้องยุติสัญญาและปรับโครงสร้างใหม่หรือไม่ และรัฐบาลจะเลือกทางไหน แต่ยืนยันว่าถึงอย่างไรต้องมีการหารือกันอย่างรอบด้านก่อนจะดำเนินการไปทิศทางอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะการดำเนินการทุกอย่างมีความเสี่ยง
“ทางออกก็อาจจะต้องปรับรูปแบบลักษณะการดำเนินการไปเลย การถอยหรือไม่ถอยรัฐจะต้องไม่เสียหายและต้องหาทางออกร่วมกันให้ดีที่สุด” นายสิริพงศ์กล่าว
ชงบอร์ดชี้ขาดในอีก 2 เดือน
นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ. หรือ EEC) เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สกพอ.จะเสนอ 2 แนวทางให้บอร์ด EEC ซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พิจารณาการดำเนินการโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โดยคาดว่าจะมีการประชุมภายใน 2 เดือนข้างหน้า
ได้แก่ 1.แก้ไขสัญญาร่วมลงทุนกับเอกชน หรือ 2.ยกเลิกสัญญา หากบอร์ดเลือกแนวทางการแก้ไขสัญญา ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการจัดหาแหล่งเงินทุน โดยเฉพาะการหาสถาบันการเงินของรัฐที่สามารถปล่อยสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ตามข้อเสนอของภาคเอกชน อย่างไรก็ตามด้วยมูลค่าโครงการที่สูงและภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้สถาบันการเงินหลายแห่งประเมินว่าโครงการอาจมีความไม่คุ้มค่า
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าบอร์ด EEC จะตัดสินใจอย่างไร หากรัฐบาลไม่เห็นชอบให้แก้ไขสัญญาร่วมลงทุน ก็ไม่ได้หมายความว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินจะยุติลง เพราะรัฐบาลยังมีความตั้งใจที่จะผลักดันโครงการให้เกิดขึ้น เพียงแต่อาจต้องพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมต่อไป
ในส่วนของโครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ได้เริ่มดำเนินงานแล้วภายหลังการออกหนังสือแจ้งเริ่มงาน (Notice to Proceed : NTP) โดยไม่จำเป็นต้องรอความคืบหน้าของโครงการรถไฟความเร็วสูง ส่งผลให้พื้นที่ EEC ยังคงมีศักยภาพและได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
โรจนะยัน ตปท.เข้าอีอีซีต่อเนื่อง
สอดคล้องกับมุมมองของภาคเอกชน โดยนายภคิน ชลรัตนหิรัญผู้จัดการทั่วไป บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การที่โครงการรถไฟความเร็วสูงยังไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ในเวลานี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนของลูกค้าในพื้นที่ EEC เพราะนักลงทุนให้ความสำคัญกับศักยภาพของพื้นที่และระบบโลจิสติกส์เพื่อการส่งออกมากกว่า ซึ่งการขนส่งสินค้าของภาคอุตสาหกรรมยังคงพึ่งพาท่าเรือเป็นหลัก
ขณะที่การเดินทางภายในประเทศยังมีสนามบินสุวรรณภูมิรองรับได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้โครงการรถไฟความเร็วสูง ซึ่งเน้นการเดินทางของผู้โดยสาร ไม่ใช่ปัจจัยหลักในการตัดสินใจลงทุน
“ปี 2569 นักลงทุนยังเข้ามาในพื้นที่ EEC อย่างต่อเนื่อง และบริษัทมีลูกค้าใหม่จำนวนมาก สะท้อนว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังไม่ได้รับผลกระทบจากความล่าช้าของโครงการไฮสปีดเทรน”
ปัจจุบันกลุ่มโรจนะมีโครงการในพื้นที่ EEC รวม 6 แห่ง ได้แก่ โรจนะแหลมฉบัง โรจนะหนองใหญ่ โรจนะบ่อวิน 1 โรจนะบ่อวิน 2 โรจนะบ้านค่าย และโรจนะปลวกแดง ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด และโครงข่ายคมนาคมหลักของภาคตะวันออก ในจำนวนนี้โครงการโรจนะแหลมฉบังและโรจนะหนองใหญ่ได้รับการประกาศเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษของ EEC และได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนจากภาครัฐ
สำหรับปี 2569 บริษัทตั้งเป้ายอดขายที่ดินประมาณ 2,500 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน โดยมุ่งดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายของ EEC ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อิเล็กทรอนิกส์ ดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ และโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการขยายตัวของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)
กนอ.ชี้ ตปท.ไม่ถามหาไฮสปีด
ด้านนายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC ใช้ระบบขนส่งสินค้าผ่านรถบรรทุกและรถไฟทางคู่เป็นหลัก เพื่อเชื่อมต่อไปยังท่าเรือสำหรับการส่งออก ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ ไฟฟ้า ถนน และสาธารณูปโภคต่าง ๆ มีความพร้อมครบถ้วน
จากการหารือกับนักลงทุนตลอดหลายปีที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีนักลงทุนรายใดสอบถามถึงความคืบหน้าของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เนื่องจากนักลงทุนเข้าใจว่าโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายหลักเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการเดินทางของประชาชนและส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวและบริการมากกว่าการขนส่งสินค้า
“นักลงทุนให้ความสำคัญกับต้นทุนการผลิต ความพร้อมของระบบสาธารณูปโภค และการเชื่อมต่อท่าเรือมากกว่า ดังนั้น มีหรือไม่มีรถไฟความเร็วสูงจึงไม่ได้เป็นปัจจัยหลักที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนในพื้นที่ EEC”
ขณะที่นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า ผลกระทบจากความล่าช้าของโครงการรถไฟความเร็วสูงต่อการดึงดูดการลงทุน ยังต้องรอความชัดเจนของแนวทางการดำเนินโครงการก่อน จึงจะสามารถประเมินผลกระทบได้อย่างเหมาะสม