มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ DPU เปิด 4 บูธ นวัตกรรมสร้างเศรษฐกิจ
DPU โชว์ศักยภาพสมุนไพรและแพทย์แผนไทยพรีเมียม ในมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 23 ต่อยอดการศึกษา–นวัตกรรม–ธุรกิจสุขภาพ
วิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ร่วมออกบูธในงาน “มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 23” (Thailand Herbal Expo 2026) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–5 กรกฎาคม 2569 ณ Exhibition Hall 11–12 และ Phoenix 5–6 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้แนวคิด “Natural Roots Economic Boost” เชิดชูภูมิปัญญาไทย ต่อยอดเศรษฐกิจใหม่ ก้าวไกลสู่สากล โดยเปิดพื้นที่นำเสนอองค์ความรู้และบริการรวม 4 บูธ ได้รับความสนใจจากประชาชน ผู้ประกอบการ และผู้เข้าชมงานอย่างต่อเนื่องตลอดการจัดงาน
รศ.ดร.ภก.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่ คณบดีวิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยว่า งานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติในปีนี้ เป็นเวทีสำคัญที่แสดงศักยภาพของวิทยาลัย ทั้งในด้านการจัดการศึกษา การพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพร การต่อยอดนวัตกรรมสู่เศรษฐกิจ และการให้บริการแพทย์แผนไทยในรูปแบบพรีเมียม โดยงานครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมประมาณ 200,000 คน เม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 350 ล้านบาท ทำให้เป็นโอกาสสำคัญในการนำองค์ความรู้ของ DPU ไปเชื่อมโยงกับภาคประชาชนและภาคธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม
“ภายในงาน วิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส ได้จัดแสดงบูธรวม 4 บูธ แบ่งเป็นบูธแนะแนวการศึกษา บูธนวัตกรรมสมุนไพรสร้างเศรษฐกิจ และบูธคลินิกแพทย์แผนไทยพรีเมียมจำนวน 2 บูธ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมงานได้เห็นภาพรวมของการเรียนรู้ด้านสุขภาพองค์รวมแบบครบวงจร ตั้งแต่หลักสูตรการศึกษา งานวิจัยและพัฒนาสมุนไพร ไปจนถึงการให้บริการสุขภาพด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย” คณบดีวิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส DPU กล่าว
สำหรับบูธแนะแนวการศึกษา มีผู้สนใจสอบถามข้อมูลหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลักสูตรด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ครอบคลุมทั้งระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพการแพทย์แผนไทย 4 สาขา ได้แก่ เวชกรรมไทย เภสัชกรรมไทย การนวดไทย และ การผดุงครรภ์ไทย แสดงให้เห็นถึงความสนใจของประชาชนและคนรุ่นใหม่ที่ต้องการพัฒนาตนเองเข้าสู่อาชีพด้านสุขภาพและเวลเนส ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง
รศ.ดร.ภก.สุรพจน์ กล่าวต่อว่า ขณะที่บูธนวัตกรรมสมุนไพรสร้างเศรษฐกิจ ออกแบบให้เป็นต้นแบบการเรียนรู้สำหรับผู้ประกอบการ SME และผู้ที่สนใจพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรในเชิงธุรกิจ โดยนำเสนอองค์ความรู้ตั้งแต่กระบวนการควบคุมการปลูกวัตถุดิบ การพัฒนาสารสกัดสมุนไพรคุณภาพสูง การควบคุมคุณภาพ การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสารสกัดสมุนไพร ไปจนถึงการต่อยอดเป็นยาแผนไทย ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอางและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ รวมทั้งระบบการประเมินประสิทธิภาพ ความปลอดภัยและคุณภาพของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เพื่อยกระดับสมุนไพรไทยให้มีศักยภาพแข่งขันในตลาดระดับส่งออก
“ไฮไลต์ที่ได้รับความสนใจอย่างมาก คือ “ชาสมุนไพรชะลอวัย” ที่พัฒนาจากสารสกัดสมุนไพร 9 ชนิด ภายใต้แนวคิด “ชาในฝันของตลาดโลก” โดยออกแบบให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ ช่วยลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD) กล่าวคือ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ มีแคลอรีต่ำ ไม่เติมน้ำตาล ดื่มง่าย ไม่ฝาด มีกลิ่นหอมแบบอโรมา และมีสีสันที่เป็นธรรมชาติซึ่งเป็นเสน่ห์ของสมุนไพรไทย โดยตลอดทั้งงานมีผู้สนใจเข้ามาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและชิมชาสมุนไพรชะลอวัยเกือบ 1,000 คน และสอบถามข้อมูลผลดีต่อสุขภาพ” คณบดีวิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส DPU กล่าว
ทั้งนี้ ชาสมุนไพรชะลอวัยทั้ง 9 ชนิด เป็นโมเดลตัวอย่างของการนำองค์ความรู้ด้านสมุนไพรไทยมาต่อยอดให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่เข้าใจง่าย เข้าถึงง่าย และมีโอกาสทางธุรกิจ โดยสมุนไพรแต่ละชนิดมีจุดเด่นแตกต่างกัน เช่น มะตูมและบัวบกที่เชื่อมโยงกับการดูแลสมอง บำรุงประสาท อัญชันที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสายตาและเส้นผม ชาใบหม่อนที่ได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้บริโภควัยผู้ใหญ่เพศชายเพราะมีสารสำคัญคือเควอเซตินที่ช่วยลดความเสี่ยงของต่อมลูกหมากโต กระเจี๊ยบ ขิง และหญ้าดอกขาว ซึ่งช่วยเสริมในการลดเลิกบุหรี่ และลดน้ำหนัก รวมถึงสมุนไพรอื่น ๆ ที่ถูกนำมาพัฒนาเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในรูปแบบร่วมสมัย

นอกจากกลุ่มผู้บริโภคทั่วไปแล้ว บูธนวัตกรรมสมุนไพรยังได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการที่ต้องการต่อยอดธุรกิจด้านสารสกัดสมุนไพร ผลิตภัณฑ์ยาแผนไทย ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง และเครื่องดื่มสมุนไพร โดยเฉพาะชาสมุนไพรชะลอวัยที่มีผู้ประกอบการทั้งในประเทศและต่างประเทศให้ความสนใจ หนึ่งในนั้นคือผู้ประกอบการไทยในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ที่สนใจนำผลิตภัณฑ์ไปเปิดตลาดในต่างประเทศ สะท้อนให้เห็นว่า การจัดแสดงนวัตกรรมในงานครั้งนี้สามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจและการถ่ายทอดเทคโนโลยีได้จริง
รศ.ดร.ภก.สุรพจน์ กล่าวต่อว่า บูธที่ได้รับความนิยมอย่างมากคือ บูธคลินิกแพทย์แผนไทยพรีเมียม ซึ่งวิทยาลัยเปิดให้บริการในรูปแบบ OPD ภายในงาน โดยมีทีมแพทย์แผนไทยจากดี ซักเซส คลินิก ร่วมกับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 และชั้นปีที่ 2 ให้บริการตรวจวินิจฉัยและดูแลสุขภาพตามหลักการแพทย์แผนไทย โดยเฉพาะบริการ “นวดเสริมความจำ” หรือ Smart Brain Massage ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง มีผู้เข้ารับบริการตลอด 4 วันรวมประมาณ 450 คน แสดงถึงความตั้งใจของนักศึกษาในการนำองค์ความรู้จากห้องเรียนมาประยุกต์ใช้กับสถานการณ์จริง และสร้างความประทับใจให้แก่ผู้เข้าชมงานเป็นอย่างดี
“การเข้าร่วมงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งนี้ ตอกย้ำศักยภาพของ DPU ในการจัดการศึกษา การพัฒนาองค์ความรู้ด้านสมุนไพร และ การต่อยอดสู่บริการสุขภาพเชิงธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะคลินิกแพทย์แผนไทยพรีเมียมและนวัตกรรมสมุนไพร จะเป็นโอกาสสำคัญในการขยายผลไปสู่การสร้างระบบนิเวศด้านสุขภาพและเวลเนสของมหาวิทยาลัยต่อไป” คณบดีวิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส DPU กล่าวทิ้งท้าย

