เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
อิหร่าน-สหรัฐ ‘ระอุ’ รอบใหม่ บีบ ‘เฟด’ แข็งกร้าวเงินเฟ้อ
World อิหร่าน-สหรัฐ ‘ระอุ’ รอบใหม่ บีบ ‘เฟด’ แข็งกร้าวเงินเฟ้อ
‘ปลัด มท.’ หนุนสางปัญหาทุจริต ต้องไปให้สุด ขออย่าเหมา รวม ขรก.ทั้งกระทรวง
Politics ‘ปลัด มท.’ หนุนสางปัญหาทุจริต ต้องไปให้สุด ขออย่าเหมา รวม ขรก.ทั้งกระทรวง
มหาดไทย สั่งปรับปรุงมาตรการรับรองบุตรต่างชาติ ป้องกัน “พ่อทิพย์”
Politics มหาดไทย สั่งปรับปรุงมาตรการรับรองบุตรต่างชาติ ป้องกัน “พ่อทิพย์”
อสังหาฯซบเซาเขย่า ‘แลนด์ลอร์ด’ ที่ดินขายไม่ออก ตัดใจหั่นราคา 50%
Real Estate อสังหาฯซบเซาเขย่า ‘แลนด์ลอร์ด’ ที่ดินขายไม่ออก ตัดใจหั่นราคา 50%
2 ปี มงคล ประธานวุฒิสภา ฝ่าคดีฮั้ว สว. ‘ไม่มีอะไรง่าย แต่ผ่านได้ทุกที’
Politics 2 ปี มงคล ประธานวุฒิสภา ฝ่าคดีฮั้ว สว. ‘ไม่มีอะไรง่าย แต่ผ่านได้ทุกที’
‘ชัชชาติ’ วิ่งจากทองหล่อ ลุยตรวจถนนทรุดวงเวียนใหญ่ สั่งรื้อสะพานลอยลดแรงกดทับ อัดซีเมนต์อุ้มชั้นดิน สกัดเสี่ยง
News ‘ชัชชาติ’ วิ่งจากทองหล่อ ลุยตรวจถนนทรุดวงเวียนใหญ่ สั่งรื้อสะพานลอยลดแรงกดทับ อัดซีเมนต์อุ้มชั้นดิน สกัดเสี่ยง
เทียบฟอร์ม Thaimart เปิดเกมชิงเค้กอีคอมเมิร์ซ
Tech เทียบฟอร์ม Thaimart เปิดเกมชิงเค้กอีคอมเมิร์ซ
ราคาทองวันนี้ (11 ก.ค. 69) ดีดขึ้น 200 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,800 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (11 ก.ค. 69) ดีดขึ้น 200 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,800 บาท
ก.ล.ต.เช็กยิบ ‘สุภาพร’ ยื่นทิพย์…ขบวนการสร้างราคา ?
Finance ก.ล.ต.เช็กยิบ ‘สุภาพร’ ยื่นทิพย์…ขบวนการสร้างราคา ?
อัดโปรแรงระบายคอนโดฯ ล้น 2 แสนยูนิต
Real Estate อัดโปรแรงระบายคอนโดฯ ล้น 2 แสนยูนิต
ดูทั้งหมด

มหากาพย์รถไฟ 3 สนามบิน เมื่อเมกะโปรเจกต์ไทย กลายเป็น ‘ลิงแก้แห’

10 ก.ค. 2569 | 13:25น.

รศ.ดร.ประมวล สุธีจารุวัฒน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และอดีตรองผู้อำนวยการ สถาบันการขนส่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ถอดบทเรียนและสรุปที่มาที่ไปของโครงการ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ตั้งแต่รากเหง้าของปัญหาไปจนถึงทางออกเชิงยุทธศาสตร์

จุดเริ่มต้นปี 2556 โครงการนี้มีรากฐานมาจาก ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ หรือ “โครงการ 2 ล้านล้านบาท” ในรัฐบาลเพื่อไทย – ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

1. ที่มาและต้นตอของโครงการ จากยุค 2 ล้านล้าน ถึง คสช.

โครงการ 2 ล้านล้าน คือแผนยุทธศาสตร์ชาติครั้งใหญ่ที่รวบรวมโครงการยิบย่อยเป็นร้อยโครงการเพื่อพลิกโฉมคมนาคมไทย ทั้งการสร้างรถไฟทางคู่ การปรับปรุงถนน และการริเริ่มรถไฟความเร็วสูง 4 เส้นทางหลัก

ในพิมพ์เขียวเดิมของสายตะวันออกนั้น ถูกออกแบบไว้ให้เป็นโครงการเชื่อมต่อ ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-ระยอง เท่านั้น โดยที่ยังไม่มีการบรรจุชื่อสนามบินอู่ตะเภาลงไปในแผนงาน รายละเอียดส่วนใหญ่ของโครงการต่างๆ ในเล่มมักมีข้อมูลน้อยมาก

ปี 2557 หลังจากเกิดการรัฐประหาร โครงการ 2 ล้านล้านเดิมถูกระงับไป คสช.ได้นำแผนโครงสร้างพื้นฐานนี้กลับมาปัดฝุ่นใหม่ แต่ไม่ได้ยกมาทำทั้งหมด เลือกมาทำเพียงแค่บางส่วนเท่านั้น โดยเปลี่ยนชื่อเรียกหลบกระแสสังคมจากรถไฟความเร็วสูงเป็น “รถไฟความเร็วปานกลาง” ในระยะแรก

ในส่วนของสายตะวันออก คสช. ได้นำโครงการเดิมมาเปลี่ยนคอนเซปต์ จากที่จะวิ่งไปสุดแค่ระยอง ได้ปรับเปลี่ยนให้วิ่งเข้าสู่ “สนามบินอู่ตะเภา” ซึ่งเป็นพื้นที่ของกองทัพเรือ เพื่อสร้างโมเดล “รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน” ขึ้นมาแทน

การปรับแผนนี้ทำให้เกิดคำถามเชิงโครงสร้างทันที เพราะสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิดูแลโดยการท่าอากาศยานฯ (AOT) แต่อู่ตะเภาเป็นของกองทัพเรือ ซึ่งในเชิงธุรกิจทั้งสองหน่วยงานมีสภาพเป็นคู่แข่งกัน รัฐบาลจึงเกิดความลักลั่นในการคิดตั้งแต่ต้นว่าจะทำอย่างไรให้คนยอมนั่งรถไฟความเร็วสูงข้ามไปข้ามมาระหว่างสนามบินที่เป็นคู่แข่งกันเอง

2. การสร้างความจำเป็นและการเกิดขึ้นของ EEC

ในการพัฒนาเชิงพื้นที่ โดยธรรมชาติ ดีมานด์การเดินทางระหว่างกรุงเทพฯ กับนิคมอุตสาหกรรม แหลมฉบัง, มาบตาพุด จะหนาแน่นแค่ช่วงเช้าวันจันทร์และเย็นวันศุกร์ รัฐจึงต้องหาทางสร้างความจำเป็นในการเดินทางเพิ่มขึ้น

นำไปสู่แนวคิดการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในจังหวัดปราจีนบุรี ชลบุรี และระยอง เพื่อขยายเฟสท่าเรือน้ำลึกและสร้างจุดขายใหม่ๆ เพื่อให้เกิดความสำคัญในมิติต่างๆ ซึ่งการพัฒนา EEC เกิดขึ้นหลังจาก ที่มีแนวคิดทำโครงการ 3 สนามบิน เพื่อสร้างชุมชนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจมารองรับตัวรถไฟ

3. ความคุ้มค่าและ TOR ผลประโยชน์ของเอกชน-ที่ดินมักกะสัน

เชื่อว่าผลการศึกษาของโครงการพบว่า เมกะโปรเจกต์นี้ลำพังแค่ตั๋วรถไฟไม่มีทางคุ้มทุน รัฐบาลจึงต้องควักของแถมมูลค่ามหาศาลมาจูงใจให้เอกชนร่วมลงทุน (PPP) ซึ่งกลุ่ม CP ในนามบริษัทเอราวัณ เป็นผู้ชนะการประมูล ภายใต้เงื่อนไขพิเศษ

  • ที่ดินมักกะสัน 150 ไร่ และที่ดินที่ศรีราชา 25 ไร่ เพื่อนำไปพัฒนาเป็น Commercial Complex ให้สิทธิเช่ายาวนาน เฉพาะมูลค่าที่ดินเปล่าทำเลทองก็ไม่ต่ำกว่า 50,000 ล้านบาท 

ที่ดินแปลงนี้ ถ้ามองในมุม รฟท. ก็นับว่า วิน-วิน เพราะ รฟท.มีหนี้สะสมหลายแสนล้าน เขาก็จะได้เงินส่วนแบ่งจากการพัฒนาที่ดินด้วยเช่นกัน

  • สิทธิการบริหาร Airport Rail Link ยกสิทธิ operate ให้เอกชนไปจัดการต่อ เพื่อผลักภาระการซ่อมบำรุงที่ รฟท. เผชิญวิกฤต อะไหล่หมด จนต้องจอดรถทิ้งเพื่อถอดอะไหล่มาสลับซ่อมคันอื่นไปวันๆ

4. วิกฤตแหล่งเงินทุน อุปสรรคหลังโควิด-19

ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องเทคนิคหรือตัวรถไฟ แต่คือ “การจัดหาเงินกู้” วงเงินประมาณ 200,000 ล้านบาทที่เอกชนต้องควักกระเป๋าตัวเองหามาลงทุนก่อน แล้วรัฐค่อยทยอยจ่ายคืนให้ภายหลัง

ก่อนโควิด สถาบันการเงินต่างประเทศยินดีปล่อยกู้ให้เอกชนรายนี้ แต่หลังโควิด โลกเผชิญความผันผวนและความไม่แน่นอน แบงก์ทั่วโลกจึงปฏิเสธปล่อยกู้ ทำให้เอกชนขาดสภาพคล่องและไม่สามารถเดินหน้าตามสัญญาเดิมได้ นำไปสู่มหากาพย์การขอ “แก้ไขสัญญา” ที่ยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน

5. บทเรียนการมองภาพใหญ่ของประเทศ

โครงการใหญ่ในไทยมักขับเคลื่อนโดยกระทรวงคมนาคมเพียงฝ่ายเดียว แต่กระทรวงเศรษฐกิจอื่นๆ อย่างกระทรวงพาณิชย์ หรือกระทรวงเกษตรฯ ไม่เคยได้เข้ามามีส่วนร่วมคิดต่อยอดเลย

แนวทางออกเชิงโครงสร้างและวิธีคิด Back to Basics 3 ข้อหลัก

รศ.ดร.ประมวล ระบุว่า การมานั่งเถียงกันว่าจะ “ยอมแก้ไขสัญญาดีหรือประมูลใหม่” เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเหมือน “ลิงแก้แห” ยิ่งแก้ยิ่งพันกันเละ ทางออกที่แท้จริงต้องรื้อวิธีคิดใหม่ทั้งหมด

1. ใช้ “ประโยชน์ของประเทศและประชาชน” เป็นตัวตั้งในการเลือก Solution เวลารัฐบาลจะเลือกทางออก โจทย์ในหัวของคนทำนโยบายต้องไม่ใช่ “ทำอย่างไรให้เอกชนรายนี้เจ็บตัวน้อยที่สุดหรือสูญเสียต่ำสุด” แต่ต้องกางดูว่าคำตอบไหนที่ประเทศและประชาชนจะได้ประโยชน์สูงสุดและคุ้มค่ากับเงินภาษีในระยะยาวที่สุด

“คือมีคนจำนวนหนึ่งสร้างโจทย์ขึ้นมา และทำให้โจทย์มันพันกันเละเลย พอพันกันเละเสร็จ สภาพตอนนี้คือคุณกำลังแก้ปัญหาแบบลิงแก้แห เกะตรงนี้ก็มีปัญหา”

2. เปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนของรัฐ ให้เป็นโอกาสพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ ซึ่งมองว่าเป็น S-Curve ที่แท้จริง

รัฐต้องเลิกคิดแค่จะ “ซื้อเทคโนโลยีสำเร็จรูปหรือจ้างต่างชาติมาสร้างให้เสร็จแล้วจบกัน” แต่ต้องผูกการลงทุนเมกะโปรเจกต์เข้ากับภาคอุตสาหกรรมและการศึกษาไทย

ตัวอย่างเช่น ถ้ารัฐจะทำรถไฟฟ้า 10 สายรอบกรุงเทพฯ หรือรถไฟความเร็วสูงทั่วประเทศ เม็ดเงินมหาศาลเหล่านั้นต้องถูกใช้เป็นเครื่องมือบีบให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี บังคับให้เกิดการนำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบในไทย หรือผลิตชิ้นส่วนเพื่อซ่อมบำรุงเองภายในประเทศ เพื่อสร้างงานใหม่ สร้างวิศวกรไทย ไม่ใช่ขนเงินภาษีส่งออกไปให้ต่างชาติตลอดไป

“ทำยังไงให้ความต้องการนี้มันเริ่มถูกปลูกถ่ายและสร้างอุตสาหกรรมเหล่านี้ให้เกิดขึ้นในประเทศ”

บทเรียนจากประเทศจีน จีนสร้างรถไฟความเร็วสูงโดยมีกระทรวงพาณิชย์เป็นหัวหอก เพราะเขาต้องการใช้มันแก้ปัญหาความยากจน ส่งเสริมการเกษตร กระจายสินค้าเกษตร และสร้างเศรษฐกิจในพื้นที่ แต่ของไทยขับเคลื่อนโดยกระทรวงคมนาคม ที่คิดแค่จะสร้างสิ่งปลูกสร้างให้เสร็จเท่านั้น

“ต้องบูรณาการเข้าด้วยกัน แต่เวลาเราพูดคำว่าบูรณาการ บูรณาการมันไม่เคยมีจริงในประเทศไทย”

3. ยึดหลัก “ผู้บริโภค (ประชาชน) เป็นศูนย์กลาง”

เลิกเอาตัวโครงการหรือเทคโนโลยีเป็นตัวตั้ง แต่ต้องทำระบบให้ตอบโจทย์พื้นฐานของประชาชน 4 ข้อ คือ สะดวก, ประหยัด, ปลอดภัย, และบริหารเวลาได้

ที่ผ่านมาเราทำระบบพังเพราะไม่เคยคิดถึงคนใช้จริง ตั๋วร่วมก็ทำไม่ได้ สถานีเชื่อมต่อของรถไฟฟ้าแต่ละสายยังสร้างแยกกันคนละทิศคนละทางเพราะอยู่คนละกระทรวง หรือแม้แต่เรื่องความปลอดภัยในไซต์ก่อสร้าง สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะรัฐเอาตัวโครงการเป็นตัวตั้ง ไม่ได้มองหัวประชาชนที่เป็นผู้ใช้งานจริง

คนทำโครงการไม่ต้องรับผิดชอบเมื่อโครงการไม่ประสบความสำเร็จ บริษัทเอกชนที่เป็นผู้รับเหมาเขาได้งานได้เงินไปเรียบร้อยแล้ว แต่พอสิ่งปลูกสร้างเกิดขึ้น ประเด็นคือเราใช้ประโยชน์มันได้เต็มที่แค่ไหน ?

ตราบใดที่หัวใจทั้งหมดไม่ได้ถูกชี้หรือถูกผูกโยงกลับมาที่ประชาชน ผู้โดยสาร และผู้ใช้บริการ วิธีการจัดการและนโยบายเมกะโปรเจกต์ของประเทศไทยก็จะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

รศ.ดร.ประมวล บอกว่า ทั้งหมดทั้งมวลมันต้องเริ่มตั้งแต่วิธีคิดในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ไม่ใช่แค่เรื่องการต่อรองตัวเลขในสัญญา

ชมคลิปเนื้อหาฉบับเต็ม : https://www.youtube.com/watch?v=jKq9QJUvKKQ&t=36s