มท.-คมนาคม ชิงเค้กเงินกู้ 4 แสนล้าน ติดโซลาร์ฯ-เปลี่ยนรถ EV ทั่วประเทศ
มหาดไทย-คมนาคม ชิงเค้กเงินกู้ 4 แสนล้าน หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงินไม่ขัดรัฐธรรมนูญ “พลพีร์” ชงขอ 4 พันล้าน ช่วยค่าดาวน์ติดโซลาร์รูฟท็อป 4 แสนหลังคาเรือน ขณะที่ “สิริพงศ์” รมช.คมนาคม วางแผนเปลี่ยนผ่านรถสาธารณะ 7 ประเภท เป็นอีวี ใช้งบฯ 2.4 หมื่นล้าน ด้านท้องถิ่นส่งเอกสารแนะนำ อปท.ทั่วประเทศเสนอโครงการ ทั้งเปลี่ยนรถขยะ-รถพยาบาลเป็นอีวี ติดไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์หลังคาศูนย์เด็กเล็ก-รพ.สต. ฝ่ายค้านห่วงสอดไส้ใช้เงิน
ความเคลื่อนไหวของฝ่ายรัฐบาลหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ในมาตรา 5 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า “เงินกู้ตาม พ.ร.ก.นี้นำไปใช้ (1) เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน”เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง
และมีมติโดยเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 วินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ในมาตรา 5 วรรคหนึ่ง เฉพาะส่วนที่บัญญัติว่า “(2) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชนและประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว” เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569
นายกฯ ยันใช้ทุกสตางค์คุ้มค่า
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ขอบพระคุณตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกคน ที่ให้ความกรุณาเร่งคำวินิจฉัยของ พ.ร.ก.ดังกล่าวด้วยความรวดเร็ว รัฐบาลจะได้มีความมั่นใจว่าจะใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดให้กับประชาชน
รัฐบาลทำงานด้วยความสบายใจในกรณีที่ว่าทำงานด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทำงานทุกอย่างเพื่อประชาชน เรานั่งเฝ้าเงินทุกบาททุกสตางค์ เพราะชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเงินกู้ ไม่ใช่เงินงบประมาณ ดังนั้น ต้องใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ให้คุ้มค่า ดอกเบี้ยที่ได้มาก็เป็นดอกเบี้ยที่ค่อนข้างต่ำมาก ซึ่งทางกระทรวงการคลังสามารถเจรจาเรื่องดอกเบี้ยให้เหลือ 1.2 %
ดังนั้นเมื่อมีต้นทุนที่ถูกขนาดนี้เงินทุกบาทที่จะนำเงินเหล่านี้ไปสร้างมูลค่าเพิ่ม ไปสร้างประโยชน์ให้เกิดการหมุนเวียนเป็นรอบ ๆ (Multiply Effect) ให้มันเกิดขึ้นได้หลาย ๆ รอบ และทุกรอบที่เกิดขึ้นเราสามารถจัดเก็บภาษีเงินได้ในรูปแบบต่าง ๆ เข้ามา ซึ่งเมื่อดอกเบี้ยต่ำก็ไม่ต้องกังวลว่าเรามีงบประมาณเพียงพอไปจ่ายดอกเบี้ยหรือไม่ โดยในแผนการใช้จ่าย พ.ร.ก.กู้เงินจะมีการนำไปใช้ในการปรับโครงสร้างพลังงานด้วย ทำให้ค่าใช้จ่าย ค่าไฟฟ้าของประชาชนลดลง
“ต้องใช้โอกาสนี้ในการผลักดันให้เกิดประโยชน์ยกแผง ทั้งรัฐบาล ประชาชน ประเทศชาติ ต่างได้ประโยชน์ และมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น”
ใช้เงินกู้ไปแล้ว 1.7 แสนล้าน
นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงขั้นตอนต่อจากนี้ว่า ต้องเสนอโครงการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานในระยะยาว ซึ่งแนวทางเบื้องต้นต้องเป็นโครงการที่ช่วยเหลือประชาชนโดยตรง เช่น โครงการสนับสนุนด้านดอกเบี้ย หรือช่วยเงินดาวน์ให้กับประชาชน
อย่างกระทรวงคมนาคม เสนอโครงการช่วยเงินดาวน์สำหรับผู้ขับรถแท็กซี่ รถตู้ หรือรถขนส่งสาธารณะ เปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงาน EV จะสนับสนุนเงินดาวน์ให้กับประชาชน ที่ต้องการทำหลังคาโซลาร์รูฟท็อป เป็นต้น
แต่ละหน่วยงานจะเสนอโครงการเข้ามา และจะมีคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ ซึ่งมีปลัดกระทรวงการคลัง, สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ และกรมบัญชีกลาง ร่วมกันพิจารณาว่าโครงการใดผ่าน ควรปรับปรุงหรือแก้ไข โดยต้องเป็นโครงการที่ไม่ซ้ำซ้อนกับแผนงาน หรือโครงการที่ปรากฏในงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570
ทั้งนี้ในเงินกู้ 400,000 ล้านบาท ขณะนี้ใช้วงเงินไปแล้วราว 170,000 ล้านบาทในการเยียวยาเศรษฐกิจ ซึ่งในวงเงินกู้ 400,000 ล้านบาทนี้รัฐบาลไม่จำเป็นจะต้องใช้เต็มวงเงินก็ได้ แต่สามารถดำเนินการใช้จ่ายได้จนถึงสิ้นสุดปี 2570
คมนาคมขอ 2.4 หมื่นล้าน
ส่วนความเคลื่อนไหวการทำคำขอใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เตรียมประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงคมนาคม กระทรวงการคลัง และกรมศุลกากร เพื่อเสนอโครงการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลสู่พลังงานไฟฟ้า โดยเฉพาะกลุ่มรถโดยสารสาธารณะ วงเงิน 2.4 หมื่นล้าน จาก พ.ร.ก.กู้เงิน
กำหนดรายละเอียดจาก 7 กลุ่มเป้าหมายที่จะเข้าร่วม ประกอบด้วย รถแท็กซี่และรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชั่น, รถจักรยานยนต์รับจ้าง, รถสามล้อหรือรถตุ๊กตุ๊ก, รถโดยสารประจำทาง, รถโดยสารไม่ประจำทาง, รถรับจ้างรับส่งนักเรียน และรถบรรทุกสินค้า เป้าหมายทั้งสิ้น 80,000 คัน จากนั้นจะนำเสนอแผนแก่คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ก่อนนำเสนอสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป
การไฟฟ้าช่วยดาวน์โซลาร์ฯ
นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย ในฐานะกำกับดูแลการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ระบุถึงแผนการขอใช้เงินว่า จะทำศูนย์บริการเบ็ดเสร็จให้กับประชาชนที่สนใจติดโซลาร์รูฟท็อป สนับสนุนประชาชนที่ต้องการติดโซลาร์เซลล์ขนาดพื้นที่ใดก็ได้ ตั้งแต่ 5-10 กิโลวัตต์ วงเงิน 10,000 บาท หรือช่วยค่าดาวน์ และหากประชาชนไม่มีกำลังจ่ายเงินส่วนเกินเพื่อติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป อาจมีการลดอัตราดอกเบี้ยคนละครึ่ง เพื่อเป็นหนึ่งในการช่วยเหลือ
โครงการนี้สามารถแจ้งเข้าร่วมได้จนถึงเดือนเมษายน 2570 ตั้งเป้าไว้ที่ 4 แสนหลังคาเรือน วงเงินประมาณ 4,000 ล้านบาท เงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการจะดูจากประวัติในการชำระค่าไฟที่อยู่อาศัย ตั้งแต่ 3 เดือน-1 ปี หากมีวินัยในการชำระค่าไฟก็จะอนุมัติเงินกู้ และทาง กฟน.และ กฟภ.จะสำรวจติดตั้ง ซึ่งเงื่อนไขหากต้องการขายไฟคืนให้กับรัฐจะมีการพิจารณากรอบ 30 วัน แต่หากไม่ขายไฟคืนจะใช้ระยะเวลาพิจารณา 7 วัน
ท้องถิ่นติดโซลาร์รูฟท็อป
ขณะที่นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ทำหนังสือด่วนที่สุด ที่ มท 0810.6/2882 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เพื่อเวียนต่อถึงนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดทั่วประเทศ เรื่อง การจัดทำข้อเสนอแผนงานหรือโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
เอกสารดังกล่าวแนบตัวอย่างโครงการที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถเสนอ เช่น 1.ระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ติดตั้งบนหลังคาอาคารศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานีอนามัย หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล ในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงสิ่งปลูกสร้างอื่นใดที่อยู่ในความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
2.ระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับภาคเกษตรกรรม 3.รถบริการสาธารณะ รถบรรทุกขยะ รถพยาบาลไฟฟ้า เครื่องจักรกลต่าง ๆ สำหรับใช้ในการจัดทำบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งใช้พลังงานไฟฟ้า (EV) 4.ระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการเกษตร
มท.ชงเปลี่ยนรถ EV – ติดแท่นชาร์จ
สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย โดยนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ทำหนังสือด่วนที่สุด ที่ มท 0211.6/ว4505 ให้ทางจังหวัดพิจารณาเสนอแผนงาน อาทิ 1.แผนงาน โครงการ หรือกิจกรรมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อลดการใช้พลังงานฟอสซิล ส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก
2.โครงการเพื่อส่งเสริมการใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลังงานฟอสซิล หรือส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก รวมทั้งสนับสนุนการติดตั้งสถานีบรรจุไฟฟ้า 3.แผนงานหรือโครงการเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรม สำหรับรองรับการปรับโครงสร้างพลังงานและการสร้างเศรษฐกิจใหม่
ฝ่ายค้านห่วงสอดไส้โครงการ
ด้านฝ่ายค้านโดย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตว่า พรรคได้รับเอกสารที่มีการส่งเวียนไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งไม่ใช่รายการโครงการที่ท้องถิ่นเสนอขึ้นเอง แต่มีลักษณะเป็นแค็ตตาล็อก หรือเมนูรายการสินค้าและโครงการที่สามารถขอใช้เงินกู้ 400,000 ล้านบาทได้
หลายโครงการ เช่น รถขยะ EV ลานกีฬาโซลาร์ เครื่องผลิตออกซิเจนพลังงานแสงอาทิตย์ และโครงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ไม่ได้สะท้อนว่าจะช่วยให้ประเทศเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดได้อย่างแท้จริง หรือส่งผลต่อการลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างมีนัยสำคัญ
“พรรคมีข้อสงสัยว่ารายการโครงการดังกล่าวอาจเตรียมการล่วงหน้าแล้วหรือไม่ กังวลว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปตามข้อสันนิษฐานที่พรรคตั้งไว้ตั้งแต่ต้นว่า วงเงิน 200,000 ล้านบาท สำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน แท้จริงแล้วเป็นเพียงการสอดไส้โครงการ โดยอาศัยความเดือดร้อนของประชาชนเป็นข้ออ้าง”
สภาพัฒน์เชื่อพยุง ศก.ดีขึ้น
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) กล่าวว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมาแล้วก็ถือว่าดี จะได้ดําเนินการเรื่องที่มีการเตรียมการไว้ให้เดินหน้าได้ เพราะสถานการณ์ตอนนี้แม้สหรัฐอเมริกากับอิหร่านจะมีการลงนามบันทึกข้อตกลงหยุดยิง แต่ยังไม่มีความแน่นอน จึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งประเทศไทยต้องมีการเตรียมความพร้อมรับมือ เพื่อลดความเสี่ยงการผูกพันเกี่ยวกับราคาพลังงาน
ส่วนวงเงิน 2 แสนล้านบาทในส่วนการเปลี่ยนผ่านพลังงานจะทําอย่างไรให้ตรงเป้า นายดนุชากล่าวว่า ที่ผ่านมามีการพูดคุยในการจะสนับสนุนให้ประชาชนติดโซลาร์เซลล์ เพื่อลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าในแต่ละเดือน ส่วนรูปแบบและวิธีการอยู่ในขั้นตอนของการหารือ อย่างไรก็ตาม ขอย้ำว่าเราต้องมุ่งไปในเรื่องของการประหยัดพลังงาน ส่วนโครงการของกระทรวงคมนาคมที่จะสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านให้ใช้รถไฟฟ้า จะต้องมีการพูดคุยในรูปแบบให้ชัดเจนก่อน
“งบฯ ตัวนี้จะทําให้สถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศมีความแน่นอนมากยิ่งขึ้น และทําให้ภาคเอกชนมั่นใจ ฉะนั้นเชื่อว่าเศรษฐกิจภาพรวมก็จะดีขึ้น แต่อยู่ที่ว่างบฯ 2 แสนล้านนี้จะเบิกจ่ายได้ตรงเป้าจริงหรือไม่”
คลังเตรียมกลั่นกรองเงินกู้
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลังจากศาลตัดสินว่า พ.ร.ก.กู้เงินไม่ขัดรัฐธรรมนูญ การเสนอโครงการที่จะใช้เงินกู้เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานก็จะเดินหน้าได้ต่อไป โดยช่วงกลางเดือน ก.ค. นี้คาดว่าจะมีการเรียกประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน เพื่อวางหลักเกณฑ์การเสนอโครงการ แต่คงยังไม่ถึงขั้นพิจารณาอนุมัติโครงการในคราวนี้
“โครงการที่มีการเสนอเข้ามาตอนนี้มีของกระทรวงมหาดไทย และคมนาคม ต้องผ่านการพิจารณาในระดับคณะอนุกรรมการก่อน แล้วเสนอเข้าคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ จากนั้นก็เสนอไป ครม.”
เติมเงินคนหลุด “บัตรคนจน”
แหล่งข่าวกล่าวว่า อย่างไรก็ดีคาดว่าในส่วนของการเยียวยาประชาชนกลุ่มเปราะบาง หรือผู้ที่จะได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ จะมีการขอใช้เงินกู้ส่วนหนึ่ง เพื่อดูแลกลุ่มนี้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 นี้ด้วย
ชง ครม.ไฟเขียวบัตรคนจนรอบใหม่
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในวันที่ 14 ก.ค. นี้ กระทรวงการคลังจะเสนอ ครม.พิจารณา เรื่องผลการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ที่มีผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายใหม่ รวมทั้งกลุ่มตกหล่นจากการลงพื้นที่ของกระทรวงมหาดไทยจำนวน 5.4 ล้านคน
โดยเสนอให้พิจารณาประเด็นการไม่นำเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2 เกณฑ์มาใช้ในครั้งนี้ คือ เกณฑ์กรณีการตัดสิทธิผู้ที่ใช้ชื่อบิดามารดามาหักลดหย่อนภาษีค่าเลี้ยงดูบิดามารดา กับเกณฑ์คุณสมบัติวงเงินสินเชื่อรวม 100,000 บาท ในภาคการเกษตร ซึ่งมีข้อคิดเห็นจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ต้องรับฟัง จึงไม่นำเกณฑ์สินเชื่อดังกล่าวมาใช้ เนื่องจากมีลักษณะพิเศษ เพราะการช่วยเหลือหลายครั้งเป็นเรื่องของการประสบภัยพิบัติ
“สิ่งที่ต้องทำ คือนำกลุ่มตกหล่น 5.4 ล้านคนเข้าสู่ระบบ และคัดกรองเพื่อรับความช่วยเหลือต่อไป จากเดิมที่มีกลุ่มผู้ได้รับสิทธิรายเก่า 13.18 ล้านคน และกลุ่มเปราะบางอีก 1.05 ล้านคน โดยจะเสนอให้ ครม. พิจารณาในวันที่ 14 ก.ค. นี้ แล้วจะมีการประกาศรายชื่อให้ทราบในวันที่ 17 ก.ค. จากนั้นจะเปิดให้อุทธรณ์ทบทวนสิทธิ”
นายวินิจกล่าวด้วยว่า สำหรับผู้หลุดสิทธิจะได้รับข้อมูลว่าแต่ละรายติดเกณฑ์อะไร ซึ่งจากข้อมูลพบว่ามีผู้ได้รับสิทธิรายเก่าจำนวนหนึ่ง เลือกไม่รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 นี้ เนื่องจากใช้สิทธิอื่น หรือคาดว่าตัวเองจะไม่เข้าเกณฑ์ดังกล่าวอยู่แล้ว
“จะมีการประกาศรายชื่อผู้ผ่านเกณฑ์ ในวันที่ 17 ก.ค. และผู้ที่หลุดไปจะได้รับสิทธิไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ในช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย. ทันที โดยไม่ต้องลงทะเบียน ทั้งนี้ ผู้ที่หลุดจากสิทธิดังกล่าวสามารถยืนยันรับสิทธิได้บนแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง”