เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

สภาผู้บริโภค ยื่น 7 ข้อเสนอ คุมเข้มรถขนส่งแก๊ส เปลี่ยนผ่านรถสาธารณะสู่ EV

25 มิ.ย. 2569 | 17:33น.

สภาผู้บริโภคยื่น 7 ข้อเสนอถึง รมช.คมนาคม ยกระดับความปลอดภัยรถขนส่งแก๊ส – หนุนเปลี่ยนผ่านรถโดยสารสาธารณะ สู่รถ EV ลดความเสี่ยงบนท้องถนน

สภาผู้บริโภค นำโดย นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค เข้ายื่นหนังสือถึง นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เสนอแนวทางยกระดับความปลอดภัยด้านการขนส่งสาธารณะและการขนส่งแก๊สปิโตรเลียมเหลว (LPG) พร้อมผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบขนส่งที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการส่งเสริมรถโดยสารสาธารณะพลังงานไฟฟ้า (EV) เพื่อลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า สภาผู้บริโภคดำเนินงานด้านความปลอดภัยในการเดินทางและการขนส่งสาธารณะมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการคุ้มครองผู้บริโภคจากความเสี่ยงที่เกิดจากรถโดยสารสาธารณะและการขนส่งวัตถุอันตราย

ที่ผ่านมา สังคมไทยเผชิญเหตุอุบัติเหตุร้ายแรงหลายครั้ง ทั้งกรณีรถโดยสารที่ใช้เชื้อเพลิงแก๊สซึ่งขาดมาตรฐานความปลอดภัย รวมถึงอุบัติเหตุจากการขนส่งแก๊สที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับมาตรการกำกับดูแลอย่างจริงจัง

สภาผู้บริโภคจึงเสนอให้กระทรวงคมนาคมดำเนินการใน 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่รถโดยสารสาธารณะที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงขึ้น โดยเฉพาะรถพลังงานไฟฟ้า และการยกระดับมาตรการกำกับดูแลการขนส่งแก๊ส เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนผู้ใช้ถนนทุกคน

ทั้งนี้ เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภคย้ำว่า ความปลอดภัยในการเดินทางเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน และการยกระดับมาตรฐานรถโดยสารสาธารณะ รวมถึงการกำกับดูแลการขนส่งวัตถุอันตรายอย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันความสูญเสียและสร้างระบบขนส่งที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

7 มาตรการยกระดับความปลอดภัยรถโดยสารและการขนส่งแก๊ส

ด้าน นายอดิศักดิ์ สายประเสริฐ หัวหน้าหน่วยสนับสนุนงานขับเคลื่อนนโยบาย สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ปัจจุบันยังมีช่องว่างด้านกฎหมายและมาตรการกำกับดูแลการขนส่งแก๊ส รวมถึงรถโดยสารที่ใช้แก๊สเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน จึงได้เสนอ 7 มาตรการสำคัญต่อกระทรวงคมนาคม ได้แก่

  1. ทบทวนหลักเกณฑ์การขนส่งถัง LPG ให้ครอบคลุมความเสี่ยงของรถขนส่งที่เข้าสู่ชุมชน โดยกำหนดมาตรฐานการจัดเรียง ยึดตรึง และขนย้ายถังอย่างปลอดภัย
  2. กำหนดระบบตรวจสอบความพร้อมก่อนออกวิ่งและก่อนขนถ่ายถัง LPG ทั้งสภาพรถ สภาพถัง อุปกรณ์ความปลอดภัย และความพร้อมของผู้ปฏิบัติงาน พร้อมจัดเก็บข้อมูลที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้
  3. บริหารจัดการความเสี่ยงด้านเส้นทางและจุดส่งถังในชุมชน โดยกำหนดแนวทางควบคุมเส้นทาง เวลาเดินรถ และจุดจอดในพื้นที่เสี่ยง เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล ตลาด และชุมชนหนาแน่น
  4. ยกระดับการอบรมผู้ขับรถและผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการขนถ่ายถัง LPG ให้มีความรู้ด้านความปลอดภัย การป้องกันอุบัติเหตุ และการรับมือเหตุฉุกเฉินตามมาตรฐานสากล
  5. ปรับปรุงมาตรการด้านความปลอดภัยสำหรับรถโดยสารสาธารณะ โดยกำหนดให้มีการสื่อสารข้อมูลอุปกรณ์และทางออกฉุกเฉินแก่ผู้โดยสารอย่างชัดเจน พร้อมตรวจสอบความพร้อมของอุปกรณ์ฉุกเฉินก่อนให้บริการทุกครั้ง
  6. ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยรถโดยสารสาธารณะและส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่รถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (EV) เพื่อลดความเสี่ยงด้านอุบัติเหตุและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

และ 7. จัดทำระบบรายงานเหตุ หลักประกันความรับผิด และกลไกเยียวยาผู้เสียหาย ให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถเข้าถึงการช่วยเหลือและการชดเชยได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม

คมนาคมรับข้อเสนอ พร้อมเดินหน้าคุมเข้มความปลอดภัย

ด้าน นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญกับข้อเสนอของสภาผู้บริโภค และพร้อมนำไปพิจารณาดำเนินการ โดยเฉพาะประเด็นการขนส่งแก๊ส LPG ซึ่งต้องมีมาตรการกำกับดูแลที่รัดกุมมากขึ้น เนื่องจากสภาพเมืองและชุมชนมีความหนาแน่นเพิ่มขึ้น หากเกิดอุบัติเหตุอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง

สำหรับมาตรการในระยะต่อไป กระทรวงคมนาคมจะพิจารณาแนวทางเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลรถขนส่งแก๊ส ทั้งด้านความปลอดภัย ระบบแจ้งเตือน และการเฝ้าระวังความเสี่ยง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

ขณะเดียวกัน กระทรวงคมนาคมยังคงเดินหน้ามาตรการตรวจสอบสภาพรถโดยสารที่ใช้เชื้อเพลิงแก๊สอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะรถที่ให้บริการรับส่งนักเรียนและรถโดยสารสาธารณะ รวมถึงเตรียมผลักดันนโยบายส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่รถพลังงานไฟฟ้าในภาคการขนส่ง เพื่อลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดในอนาคต