สภาผู้บริโภคบีบ กทม. สั่งล้างกระดานตึกเก่าหมดอายุ ตัดวงจรอุบัติภัยเมือง
ชี้เป้าสัญญาณอันตรายตึกเก่ากลางกรุง ปูนแตก-เหล็กโผล่ เห็นชัดจากท้องถนนแต่ไร้คนเหลียวแล สภาผู้บริโภคย้ำ กทม. ต้องใช้กฎหมายเฉียบขาด สั่งเจ้าของอาคารปรับปรุงทันทีก่อนเกิดโศกนาฏกรรมซ้ำซาก เสนอเชื่อมโยงฐานข้อมูลพื้นที่ สู่กรอบการพัฒนาผังเมืองที่ยั่งยืนเพื่อคนกรุง 5 ล้านคน
นายก้องศักดิ์ สหศักดิ์มนตรี อนุกรรมการด้านอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย สภาผู้บริโภค กล่าวว่า กรณีดังกล่าวเจ้าของอาคารต้องเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง เนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดอันตรายในพื้นที่สาธารณะและส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต เปรียบเสมือนกรณีรั้วบ้านล้มทับประชาชนที่ผู้ครอบครองทรัพย์สินต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ต้องเข้ามามีบทบาทเชิงรุกในการสำรวจและตรวจสอบอาคารเก่าที่มีสภาพเสื่อมโทรม ซึ่งมีอาคารจำนวนไม่น้อยมีสัญญาณอันตรายที่สามารถสังเกตเห็นได้จากภายนอก เช่น ปูนแตกร้าว เหล็กเสริมโผล่ หรือโครงสร้างเสื่อมสภาพอย่างชัดเจน ถือเป็นอาคารที่มีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของประชาชน
“ไม่ควรรอให้เกิดเหตุแล้วค่อยแก้ไข เหมือนวัวหายล้อมคอก หากมองเห็นได้ชัดจากท้องถนนว่าอาคารอยู่ในสภาพเสี่ยง เจ้าหน้าที่ควรใช้อำนาจตามกฎหมายเข้าตรวจสอบและสั่งการให้เจ้าของอาคารแก้ไขทันที เช่นเดียวกับโครงสร้างสาธารณะอย่างสะพาน ทางเท้า หรือสะพานลอยที่ต้องมีการตรวจสอบสภาพอย่างสม่ำเสมอ” นายก้องศักดิ์กล่าว
เสนอจัดทำฐานข้อมูล – แยกประเภทอาคาร
นายก้องศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การแก้ปัญหาอาคารเก่าไม่ควรมองว่าอาคารทุกแห่งต้องถูกรื้อถอน เพราะอาคารเก่าหลายแห่งยังมีความแข็งแรงและคุณค่าทางสถาปัตยกรรมหรือประวัติศาสตร์ บางแห่งมีโครงสร้างแข็งแรงกว่าอาคารใหม่ที่ก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานด้วยซ้ำ สิ่งสำคัญคือการประเมินสภาพโครงสร้างอย่างเป็นระบบก่อนตัดสินใจว่าจะรื้อถอน ฟื้นฟู หรือปรับปรุงเพื่อใช้งานต่อ
“ปัจจุบันมีอาคารเก่าจำนวนมาก โดยเฉพาะอาคารของรัฐ โรงพยาบาล หรืออาคารสาธารณะที่ถูกปล่อยร้าง ทั้งที่ยังมีศักยภาพในการนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ หากผ่านการประเมินความมั่นคงแข็งแรงและปรับปรุงอย่างเหมาะสม จะช่วยเพิ่มพื้นที่ใช้สอยของเมืองได้โดยไม่จำเป็นต้องสร้างใหม่ทั้งหมด” นายก้องศักดิ์กล่าว
ทั้งนี้ เสนอให้กรุงเทพมหานครจัดทำฐานข้อมูลอาคารเก่า (Building Inventory) และสำรวจอาคารทั่วเมืองอย่างเป็นระบบ เพื่อแยกประเภทอาคารที่มีคุณค่าและสามารถพัฒนาได้ ออกจากอาคารที่เสื่อมสภาพจนเป็นอันตรายต่อสาธารณะ โดยอาคารที่มีความเสี่ยงสูงควรได้รับการจัดการอย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมแซม กั้นพื้นที่ หรือรื้อถอนตามความเหมาะสม
นอกจากนี้ การจัดการอาคารเก่าและการพัฒนาเมืองควรเชื่อมโยงกับกระบวนการวางผังเมืองในระดับย่านและระดับเมือง โดยใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่และฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อวิเคราะห์ศักยภาพของพื้นที่และกำหนดแนวทางพัฒนาอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่การแก้ปัญหาเป็นจุด ๆ หรือเฉพาะพื้นที่ที่มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

ต้องให้ภาคประชาชนร่วมวางผังเมือง
นายก้องศักดิ์ยังสะท้อนว่า ปัญหาสำคัญของการพัฒนาเมืองในปัจจุบัน คือการขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นประเด็นที่สภาผู้บริโภคเคยเรียกร้องมาอย่างต่อเนื่องในการจัดทำผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร โดยเห็นว่าผังเมืองเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับที่อยู่อาศัย คุณภาพชีวิต และอนาคตของคนเมืองทุกคน จึงต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาเมืองอย่างรอบด้าน ไม่ใช่จำกัดอยู่เพียงบางกลุ่มหรือดำเนินการแบบบนลงล่าง (Top-down) เท่านั้น
“หากกรุงเทพมหานครให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างจริงจัง ทั้งการสำรวจอาคารเก่า การกำหนดแนวทางพัฒนาย่าน และการจัดทำผังเมือง จะช่วยให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างยั่งยืน ลดความขัดแย้ง และสร้างเมืองที่ตอบโจทย์คนทุกกลุ่ม ไม่ใช่เพียงผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มหรือทุนขนาดใหญ่” นายก้องศักดิ์กล่าว
สภาผู้บริโภคเห็นว่า เหตุการณ์กันสาดอาคารเก่าถล่มครั้งนี้ควรเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้กรุงเทพมหานครเร่งสำรวจและประเมินความปลอดภัยของอาคารเก่าทั่วเมือง ควบคู่กับการทบทวนแนวทางพัฒนาเมืองและผังเมืองที่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เพื่อสร้างความปลอดภัย คุณภาพชีวิตที่ดี และการพัฒนาเมืองที่สมดุลสำหรับคนกรุงเทพฯ กว่า 5 ล้านคนในระยะยาว