Skip to content

สภาผู้บริโภค ยื่น 4 ข้อเสนอถึงผู้ว่าฯ กทม. ดันระบบสุขภาพคนกรุงไร้รอยต่อ

09 มิ.ย. 2569 | 16:57น.
สภาผู้บริโภค ยื่น 4 ข้อเสนอถึงผู้ว่าฯ กทม. ดันระบบสุขภาพคนกรุงไร้รอยต่อ

สภาผู้บริโภคยื่น 4 ข้อเสนอถึงผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ชู “สุขภาพคนกรุง” เป็นวาระเร่งด่วน ย้ำกรุงเทพฯ ต้องเป็นเจ้าภาพหลักขับเคลื่อนระบบบริการสุขภาพคนกรุงเทพทั้งระบบ

รายงานจากสภาผู้บริโภคระบุว่าปัจจุบันปัญหาความแออัดของโรงพยาบาล การส่งต่อผู้ป่วยที่ล่าช้า และข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ส่งผลต่อการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ ล่าสุด วันนี้ (9 มิถุนายน 2569) สภาผู้บริโภค ร่วมกับกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ จัดงานแถลงข่าว “คนกรุงเทพฯ ยังเผชิญปัญหาอะไรในการเข้าถึงบริการสุขภาพ?” เพื่อยื่น 4 ข้อเสนอ ด้านบริการสุขภาพต่อผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เรียกร้องให้เร่งแก้ปัญหาโครงสร้างระบบบริการสุขภาพของคนกรุงเทพฯ พร้อมเสนอให้กรุงเทพมหานครก้าวขึ้นมาเป็น “เจ้าภาพหลัก” ในการบริหารจัดการระบบบริการสุขภาพของประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครทั้งระบบ ต้องไม่เป็นเพียงหน่วยงานท้องถิ่นที่ดูแลเฉพาะงานส่งเสริมสุขภาพหรือบริการบางส่วนตามศักยภาพ กทม. เท่านั้น

นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า ระบบสุขภาพเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่ต้องให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาระบบส่งต่อผู้ป่วยที่ยังสร้างภาระให้ประชาชนจำนวนมาก หลายคนต้องใช้เวลาหลายวันเพื่อขอใบส่งตัวและรอรับบริการ ทั้งที่ควรได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ควรให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของประชาชนในมิติอื่นควบคู่กัน ทั้งด้านที่อยู่อาศัย ผังเมือง และระบบขนส่งสาธารณะ เพราะล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาวะและคุณภาพชีวิตของคนเมือง

“กรุงเทพมหานครต้องมีระบบสุขภาพที่ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะอยู่ในสิทธิการรักษาใด มีทะเบียนบ้านอยู่ที่ใด หรือมีรายได้ระดับใด เพราะสุขภาพที่ดีเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคน” นางสาวสารีกล่าว

ด้าน รศ.ภญ.ดร.ยุพดี ศิริสินสุข รองเลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่ต้องปรับบทบาทจากการเป็นเพียงผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด มาเป็น “ผู้นำเมือง” ที่สามารถมองเห็นและจัดการปัญหาของประชาชนได้ทั้งระบบ โดยเฉพาะปัญหาด้านสุขภาพซึ่งถือเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ ในวงกว้าง
“หมดยุคแล้วที่ผู้ว่าฯ จะนั่งทำงานอยู่แต่ในศาลาว่าการแต่ต้องดูแลในทุกด้าน ลงไปสัมผัสปัญหาจริงของประชาชน ต้องเห็นด้วยตาตัวเองว่าคนกรุงเทพฯ กำลังเผชิญอะไรอยู่” รศ.ภญ.ดร.ยุพดี กล่าว

ชง 4 ข้อเสนอปฏิรูประบบสุขภาพถึงผู้ว่าฯ กทม.

1.กทม. เป็นเจ้าภาพหลักบริการสุขภาพทั้งระบบ
นายสมชาย กระจ่างแสง ผู้แทนกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ กล่าวว่า กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ที่มีความซับซ้อนด้านการบริหารจัดการบริการสุขภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ เนื่องจากมีประชาชนภายใต้สิทธิการรักษาหลายระบบ ทั้งสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สิทธิประกันสังคม และสิทธิสวัสดิการข้าราชการ รวมถึงประชากรแฝงจำนวนมาก ส่งผลให้ความต้องการใช้บริการทางการแพทย์เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ระบบบริการกลับยังขาดกลไกกลางที่สามารถบริหารจัดการและเชื่อมโยงหน่วยบริการทั้งหมดเข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้วยเหตุนี้ จึงเสนอให้กรุงเทพมหานครทำหน้าที่เป็น “เจ้าภาพหลัก” ในการขับเคลื่อนระบบบริการสุขภาพทั้งเมือง โดยให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นแกนกลางในการประสานความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร โรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลเอกชน และหน่วยบริการสุขภาพทุกระดับ เพื่อสร้างเครือข่ายบริการที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ มีการกำหนดบทบาทหน้าที่ที่ชัดเจน และมีระบบส่งต่อที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวก

2.ยกระดับศูนย์บริการสาธารณสุข
ด้าน นางสาวฐิตินัดดา รักกู้ชัย ประธานศูนย์สิทธิผู้บริโภคเขตบางกอกน้อย กล่าวว่า ศูนย์บริการสาธารณสุขของกรุงเทพมหานครควรได้รับการยกระดับให้เป็นฐานรากสำคัญของระบบสุขภาพเมือง ไม่ใช่เป็นเพียงหน่วยบริการขนาดเล็กที่ทำหน้าที่รักษาโรคเบื้องต้นเท่านั้น แต่ต้องได้รับการสนับสนุนทั้งบุคลากร งบประมาณ เครื่องมือ และระบบข้อมูลที่เพียงพอ เพื่อให้สามารถดูแลประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรังและผู้ป่วยที่ต้องได้รับการดูแลต่อเนื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ควรพิจารณายกระดับศูนย์บริการสาธารณสุขบางแห่งให้สามารถให้บริการระดับทุติยภูมิ ในรูปแบบผู้ป่วยนอก โดยสามารถให้บริการสาธารณสุขที่มีการตรวจวินิจฉัย รักษา และฟื้นฟูสมรรถภาพ ผู้ป่วยโรคพื้นฐานจนถึงระดับที่จำเป็นต้องใช้แพทย์เฉพาะทาง เพื่อลดภาระของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ และเพิ่มโอกาสให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพใกล้บ้านมากขึ้น

3.ดัน กทม. ร่วมบริหารงบประมาณสุขภาพเมือง
ขณะที่ นพ.ขวัญประชา เชียงไชยสกุลไทย อนุกรรมการด้านบริการสุขภาพ สภาผู้บริโภค กล่าวว่า กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีต้นทุนการให้บริการสุขภาพสูง แต่ยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและข้อกฎหมายบางประการที่ทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรด้านสุขภาพไม่สอดคล้องกับภาระงานที่แท้จริง

สภาผู้บริโภคจึงเสนอให้กรุงเทพมหานครเข้ามามีบทบาทร่วมบริหารจัดการงบประมาณด้านสุขภาพกับกองทุนสุขภาพต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความเพียงพอและเหมาะสมกับสภาพปัญหาในพื้นที่ พร้อมศึกษามาตรการเพิ่มรายได้ด้านสุขภาพของเมืองในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นภาษีบุหรี่ ภาษีสิ่งแวดล้อม หรือมาตรการทางการคลังอื่น ๆ ที่เหมาะสม โดยต้องยึดหลักความเป็นธรรม โปร่งใส และนำรายได้กลับมาใช้เพื่อประโยชน์ด้านสุขภาพของประชาชนอย่างแท้จริง

4.สร้างระบบฐานข้อมูลสุขภาพกลาง
ด้าน นพ.อานนท์ กุลธรรมานุสรณ์ นักวิชาการสาธารณสุข กล่าวว่า การพัฒนาระบบฐานข้อมูลสุขภาพกลางของประชาชนเป็นอีกภารกิจสำคัญที่กรุงเทพมหานครต้องเร่งดำเนินการ เพื่อให้ข้อมูลการรักษาพยาบาล การส่งต่อ และการติดตามผู้ป่วยสามารถเชื่อมโยงกันได้ระหว่างหน่วยบริการทุกระดับ

การมีฐานข้อมูลสุขภาพกลางจะช่วยลดความซ้ำซ้อนในการรักษา ลดภาระของประชาชนที่ต้องให้ข้อมูลประวัติการรักษาซ้ำหลายครั้ง ลดความเสี่ยงจากข้อมูลที่ไม่ต่อเนื่อง และช่วยให้ผู้บริหารเมืองสามารถใช้ข้อมูลจริงในการวางแผนและพัฒนาระบบบริการสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สะท้อนปัญหาระบบสุขภาพคนกรุงเทพฯ

ขณะที่ นางสาวมลฤดี โพธิ์อินทร์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายและนวัตกรรม สภาผู้บริโภค สะท้อนว่า ปัญหาสุขภาพของคนกรุงเทพฯ ไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนโรงพยาบาล แต่เกิดจากความซับซ้อนของระบบบริการที่ต้องรองรับประชาชนกว่า 8 ล้านคน ภายใต้สิทธิการรักษาหลายระบบ ทั้งบัตรทอง ประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ รวมถึงประชากรแฝงจำนวนมาก

นอกจากนี้ หน่วยบริการสุขภาพในกรุงเทพมหานครยังอยู่ภายใต้หลายสังกัด ทั้งกรุงเทพมหานคร กระทรวงสาธารณสุข มหาวิทยาลัย กองทัพ และภาคเอกชน ส่งผลให้การเชื่อมโยงข้อมูลและการทำงานร่วมกันยังไม่เป็นระบบ เกิดปัญหาการส่งต่อผู้ป่วยล่าช้า การขอใบส่งตัวที่ยุ่งยาก และการรักษาที่ไม่ต่อเนื่อง

ผลจากระบบที่ขาดการบูรณาการ ทำให้ประชาชนจำนวนมากเลือกไปรักษาที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่จนเกิดความแออัด ขณะที่หน่วยบริการปฐมภูมิยังไม่สามารถทำหน้าที่เป็นด่านหน้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

นางสาวมลฤดี ยังชี้ว่า งบประมาณแบบเหมาจ่ายรายหัวในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับต้นทุนการให้บริการจริงในกรุงเทพมหานคร ซึ่งสูงกว่าหลายพื้นที่ ทั้งค่าเช่าสถานที่และค่าดำเนินงาน ส่งผลให้หน่วยบริการจำนวนหนึ่งแบกรับภาระต้นทุนสูง และกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ซ้ำเติมปัญหาระบบส่งต่อผู้ป่วยในปัจจุบัน

ด้าน นายธนัช ธรรมิสกุล หัวหน้าหน่วยงานประจำจังหวัดกรุงเทพมหานคร สภาผู้บริโภค เปิดเผยผลการสำรวจสถานการณ์สุขภาพในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พบปัญหาร่วมกันหลายด้าน ทั้งการขาดแคลนหน่วยบริการปฐมภูมิ ภาระงานของโรงพยาบาลที่เกินศักยภาพ ระบบส่งต่อที่ยังพึ่งพาเอกสารกระดาษ บุคลากรทางการแพทย์ไม่เพียงพอ และการเชื่อมโยงข้อมูลที่ยังไม่สมบูรณ์
“แม้แต่ละพื้นที่จะมีบริบทแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ประชาชนต้องการสอดคล้องกัน คือ การเข้าถึงบริการสุขภาพที่ใกล้บ้าน สะดวก รวดเร็ว มีคุณภาพ และได้รับการดูแลอย่างเป็นธรรม” นายธนัช กล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ผู้ว่าฯ กทม. สภาผู้บริโภค