สภาผู้บริโภค ร่อนจดหมายเปิดผนึก จี้ “หมอสรณ” หยุดปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. หวั่นซ้ำรอยมติโมฆะ
สภาผู้บริโภค เตือนสุญญากาศ กสทช. กระทบอุตสาหกรรมสื่อสาร โชว์แผล 4 ปี ไร้ผลงานคุ้มครองผู้บริโภค ตั้งแต่ดีลควบรวม ทรู-ดีแทค, AIS-3BB, ฟุตบอลโลกจอดำ ยันแผนแม่บททีวีดิจิทัล ฉบับที่ 3 ล่าช้า กระทบโครงสร้างสื่อก่อนหมดใบอนุญาตปี 2572
สุภิญญา กลางณรงค์ ประธานอนุกรรมการด้านสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า สภาผู้บริโภคได้ออกจดหมายเปิดผนึกถึงคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ขอให้เร่งดำเนินการภายหลังคณะกรรมการสรรหา กสทช. มีมติเป็นเอกฉันท์เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เกี่ยวกับคุณสมบัติของ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. และกรรมการ กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ว่ามีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 และมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ และถือว่าสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งประธานและกรรมการ กสทช.
สภาผู้บริโภคจึงเห็นว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ ควรยุติการปฏิบัติหน้าที่โดยทันที เพื่อป้องกันข้อโต้แย้งทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นกับนโยบายหรือมติของ กสทช. ในอนาคต ขณะเดียวกัน กรรมการ กสทช. ควรเร่งจัดประชุมเพื่อคัดเลือกประธานคนใหม่ เพื่อไม่ให้การพิจารณาวาระสำคัญขององค์กรกำกับดูแลต้องหยุดชะงัก
“ประเด็นนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของบุคคล แต่เป็นเรื่องความชอบธรรมขององค์กรกำกับดูแล หากสถานะของกรรมการที่เข้าร่วมประชุมยังมีข้อโต้แย้ง มติที่ออกจากที่ประชุมก็อาจถูกตั้งคำถามตามมา และผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่ภายใน กสทช. แต่เชื่อมโยงถึงผู้รับใบอนุญาต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคจำนวนมาก” สุภิญญา กล่าว
ความกังวลเกิดขึ้นภายหลัง ศ.คลินิก นพ.สรณ เข้าร่วมการประชุม กสทช. ครั้งที่ 22/2569 เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 หลังจากคณะกรรมการสรรหามีมติเกี่ยวกับคุณสมบัติแล้ว โดยสภาผู้บริโภคเห็นว่า การเข้าร่วมพิจารณาหรือลงมติในระหว่างที่สถานะยังมีข้อโต้แย้ง อาจทำให้เกิดปัญหาต่อความสมบูรณ์ของมติและความเชื่อมั่นของสาธารณชน
“หากผู้ดำรงตำแหน่งไม่เห็นด้วยกับมติของคณะกรรมการสรรหา และต้องการยืนยันสิทธิตามกฎหมาย ก็สามารถใช้กระบวนการทางศาลปกครองได้ แต่ในระหว่างที่ยังไม่มีความชัดเจน ไม่ควรเข้าร่วมพิจารณาหรือลงมติในวาระที่อาจก่อให้เกิดผลผูกพันตามมา” สุภิญญา ระบุ
นอกเหนือจากมติของคณะกรรมการสรรหา สภาผู้บริโภคยังตั้งข้อสังเกตถึงคุณสมบัติของกรรมการ กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค เนื่องจากหลักเกณฑ์การสรรหาเมื่อปี 2565 กำหนดให้ผู้สมัครในด้านดังกล่าวต้องมีประสบการณ์ทำงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภค หรือด้านการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไม่น้อยกว่า 10 ปี ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคเห็นว่า ควรมีการชี้แจงต่อสาธารณชนว่า ประสบการณ์และผลงานของผู้ได้รับการคัดเลือกในขณะนั้นสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ดังกล่าวอย่างไร เพื่อให้สังคมสามารถตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการสรรหาและแต่งตั้งกรรมการในแต่ละด้าน
ขณะเดียวกัน สภาผู้บริโภคยังตั้งคำถามต่อการทำหน้าที่ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคตลอดระยะเวลากว่า 4 ปีที่ผ่านมา โดยยกตัวอย่างการตัดสินใจของ กสทช. ในหลายกรณี ทั้งการรวมธุรกิจโทรคมนาคมระหว่างทรูและดีแทค และการรวมธุรกิจอินเทอร์เน็ตบ้านระหว่างเอไอเอส (AIS) และทริปเปิลทรีบรอดแบนด์ (3BB) อีกทั้งยังเห็นว่า การกำกับและติดตามมาตรการภายหลังการรวมธุรกิจยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ว่า ผู้บริโภคจะได้รับการคุ้มครองอย่างเพียงพอ ทั้งในด้านราคา คุณภาพบริการ และทางเลือกในการใช้บริการ ดังนั้น จึงควรถูกนำมาพิจารณาประกอบการประเมินบทบาทของกรรมการด้านการคุ้มครองผู้บริโภค
นอกจากนี้ เนื้อหาในจดหมายเปิดผนึกยังกล่าวถึงการใช้เงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือ กทปส. จำนวน 600 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก ซึ่งต่อมาเกิดปัญหาการรับชมและกรณีจอดำในบางช่องทาง อีกทั้งยังกล่าวถึงความล่าช้าในการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลจากต่างประเทศ โดยสภาผู้บริโภคเห็นว่า ช่องว่างในการกำกับดูแลเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่ทำให้ประชาชนยังคงเผชิญความเสียหายจากโฆษณาหลอกลวง อาชญากรรมออนไลน์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์
อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือ ความล่าช้าในการจัดทำแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 3 ซึ่งจะเป็นกรอบกำหนดอนาคตของโทรทัศน์ดิจิทัลไทย ก่อนใบอนุญาตปัจจุบันจะสิ้นสุดลงในปี 2572 แม้ที่ประชุม กสทช. จะเห็นชอบในหลักการแล้ว แต่ยังไม่มีรายละเอียดและแผนดำเนินงานที่ชัดเจน

สุภิญญากล่าวว่า ความล่าช้าดังกล่าวไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อผู้ประกอบการโทรทัศน์ แต่กระทบต่อผู้บริโภคโดยตรง เพราะหากอุตสาหกรรมสื่อไม่สามารถวางแผนล่วงหน้าได้ อาจส่งผลต่อจำนวนช่องทาง ทางเลือกในการรับชม รวมถึงคุณภาพและความหลากหลายของเนื้อหาที่ประชาชนจะได้รับในอนาคต
“หน้าที่ของ กสทช. ไม่ใช่เพียงบริหารองค์กรให้เดินต่อไปได้ แต่ต้องกำกับดูแลให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพ มีทางเลือก และไม่ถูกเอาเปรียบ เมื่อวาระสำคัญล่าช้า หรือการกำกับดูแลไม่สามารถตอบปัญหาได้ ผู้ที่รับผลกระทบปลายทางคือผู้บริโภค” สุภิญญา กล่าว
สภาผู้บริโภคจึงเรียกร้องให้ ศ.คลินิก นพ.สรณ ยุติบทบาทประธานและกรรมการ กสทช. เพื่อป้องกันข้อโต้แย้งทางกฎหมายที่อาจกระทบต่อนโยบายหรือมติในอนาคต พร้อมขอให้กรรมการ กสทช. เร่งจัดประชุมเพื่อคัดเลือกประธานคนใหม่ และชี้แจงต่อสาธารณชนถึงกระบวนการนัดประชุมเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 พร้อมกันนี้ ขอให้กรรมการ กสทช. มีคำสั่งให้เลขาธิการ กสทช. แจ้งมติของคณะกรรมการสรรหาต่อนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการพ้นจากตำแหน่งประธานและกรรมการ กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค
“คลื่นความถี่เป็นทรัพยากรของชาติ การใช้อำนาจของ กสทช. จึงต้องตั้งอยู่บนความชอบธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้ ที่สำคัญต้องตอบให้ได้ว่า ทุกการตัดสินใจคุ้มครองสิทธิและประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริงหรือไม่” สุภิญญา กล่าวทิ้งท้าย