‘มิน อ่อง ไลง์’ เดินเกมดึง ‘สหรัฐฯ’ คืนถิ่น หวังถ่วงดุลจีน-ปลดแซงก์ชั่นเศรษฐกิจ
เปิดบทสัมภาษณ์พิเศษ ‘มิน อ่อง ไลง์’ ผู้นำทหารเมียนมา ผ่านนิตยสาร TIME เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่รัฐประหารปี 2564 เผยความพยายามสลัดภาพเงาเผด็จการ สู่การเป็นผู้นำพลเรือน หวังฟื้นฟูความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ และชาติตะวันตก ท่ามกลางวิกฤตสงครามกลางเมือง และภาวะเศรษฐกิจดิ่งเหว ชี้อาศัยจังหวะการเมืองยุค ‘ทรัมป์’ หวังปลดชนวนคว่ำบาตร คานอำนาจจีนที่เข้ามามีอิทธิพลเหนือนโยบายประเทศ
พล.อ.มิน อ่อง ไลง์ ผู้นำการปกครองทหารเมียนมา ซึ่งปัจจุบันเรียกตนเองว่าประธานาธิบดี กำลังพยายามอย่างหนักในการปรับภาพลักษณ์และฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศฝั่งตะวันตก หลังจากการก่อรัฐประหารยึดอำนาจผ่านพ้นมานานกว่า 5 ปี
จากการเปิดใจกับสื่อนิตยสารตะวันตกอย่าง TIME เป็นครั้งแรก พล.อ.มิน อ่อง ไลง์ ได้พยายามเปลี่ยนภาพจำจากผู้นำกองทัพมาเป็นรัฐบุรุษพลเรือน โดยการสวมชุดโสร่ง แทนเครื่องแบบทหาร อย่างไรก็ตาม บรรยากาศในการสัมภาษณ์กลับตึงเครียดขึ้นทันทีเมื่อมีการตั้งคำถามถึงประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ขบวนการค้ายาเสพติด และธุรกิจของเครือญาติที่ถูกคว่ำบาตร โดยผู้นำเมียนมายังคงใช้ท่าทีบ่ายเบี่ยงและหลีกเลี่ยงการตอบคำถามตรงๆ ตามสไตล์นายทหารชั้นผู้ใหญ่
สงครามกลางเมือง 5 ปี คุมพื้นที่ได้ไม่ถึงครึ่ง
แม้ มิน อ่อง ไลง์ จะพยายามสร้างภาพความมั่นคง แต่ในความเป็นจริง รัฐบาลทหารเมียนมากำลังเผชิญวิกฤตอย่างหนัก โดยปัจจุบันสามารถควบคุมพื้นที่ได้ “น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง” ของประเทศเท่านั้น เนื่องจากต้องรับมือกับการสู้รบกับกลุ่มชาติพันธุ์ และ รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) ที่ก่อตั้งโดยกลุ่มอดีตนักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย
ความขัดแย้งตลอด 5 ปีที่ผ่านมา คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วมากกว่า 100,000 ราย และทำให้ประชาชนอีกกว่า 3.6 ล้านคนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น ขณะที่องค์กรสิทธิมนุษยชนและสหประชาชาติ (UN) ตั้งข้อหาหนักต่อกองทัพเมียนมา ทั้งการทำลายหมู่บ้าน การสังหารหมู่พลเรือน อาชญากรรมสงคราม ไปจนถึงการสูญพันธุ์ทางเชื้อชาติ (Genocide) ซึ่ง พล.อ.มิน อ่อง ไลง์ ได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาโดยอ้างว่าเป็นการปฏิบัติตามภารกิจปกป้องอธิปไตยของชาติ
ฉวยจังหวะยุค ‘ทรัมป์’ ฟื้นสัมพันธ์ตะวันตก-ถ่วงดุลอำนาจจีน
ประเด็นที่น่าจับตาคือ การที่เมียนมากำลังมองหาทางรอดผ่านนโยบายการต่างประเทศยุคใหม่ของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเน้นนโยบายการทูตแบบเน้นผลประโยชน์แลกเปลี่ยนมากกว่าการชูเรื่องค่านิยมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน
นักวิเคราะห์มองว่า เมียนมากำลังใช้ปัญหาเร่งด่วนที่กระทบระดับโลกเป็นข้อต่อรอง ทั้งปัญหาปราบปรามเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ (Scam Networks) ที่สร้างความเสียหายปีละกว่า 1.5 แสนล้านดอลลาร์ หรือมูลค่าสูงประมาณ 5 ล้านล้านบาท
รวมถึงปัญหายาเสพติดและทะลักของผู้อพยพ ขณะเดียวกัน เมียนมายังเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ ทั้งแร่แรร์เอิร์ธ หยก อัญมณี และพลังงาน ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ทั้งวอชิงตันและปักกิ่งต่างจับตามอง
นอกจากนี้ มีรายงานว่า พล.อ.มิน อ่อง ไลง์ ได้ว่าจ้าง โรเจอร์ สโตน (Roger Stone) ล็อบบี้ยิสต์ชื่อดังและคนสนิทของทรัมป์ ด้วยค่าจ้างเดือนละ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือมูลค่าเกือบ 1.7 ล้านบาท เพื่อช่วยเดินเกมเจรจาเร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์กับกรุงวอชิงตัน D.C.
สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งเกิดจากความกังวลลึกๆ ของกองทัพเมียนมาต่อการถูก “จีน” เข้าแทรกแซงและครอบงำทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์มากเกินไป แม้ว่าปักกิ่งจะให้ความช่วยเหลือด้านอาวุธและหนุนหลังในเวทีโลก แต่ขณะเดียวกันจีนก็แอบให้การสนับสนุนกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์บริเวณชายแดนเพื่อดึงเกมอำนาจเช่นกัน การหันเข้าหาตะวันตกจึงเป็นทางออกในการคานอำนาจปักกิ่ง
วิกฤตเศรษฐกิจดิ่งเหว ดันข้อต่อรองปลดแซงก์ชัน
นับตั้งแต่เกิดรัฐประหารปี พ.ศ. 2564 ตัวเลขทางเศรษฐกิจของเมียนมาตกต่ำอย่างรุนแรง
- GDP หดตัวลงกว่า 13%
- อัตรายากจนพุ่งสูงขึ้นเกือบเท่าตัว
- ค่าเงินจ๊าต (Kyat) อ่อนค่าลงมากถึง 60%
- การลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ดิ่งลงถึง 90%
- อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยสูงถึง 20%
ความตกต่ำทางเศรษฐกิจนี้ไม่เพียงกระทบประชาชนทั่วไป แต่ยังสั่นคลอนกลุ่มอาณาจักรธุรกิจของกองทัพที่ครอบคลุมตั้งแต่สัมปทานเหมืองแร่ ธนาคาร ก่อสร้าง โทรคมนาคม ไปจนถึงอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งถือเป็นท่อน้ำเลี้ยงหลักของนายทหารระดับสูง
ในการสัมภาษณ์ พล.อ.มิน อ่อง ไลง์ ได้ส่งสัญญาณพร้อมเจรจาเงื่อนไขต่างๆ กับประชาคมโลก หากมีการทบทวนหรือยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการรับกลับชาวโรฮิงญา หรือแม้กระทั่งการอภัยโทษให้แก่ อองซาน ซูจี อดีตผู้นำประชาธิปไตยที่ยังคงถูกจำคุก โดยระบุว่า
“ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสถานการณ์และโอกาสที่จะเกิดจากการทบทวนอีกที”
แม้ พล.อ.มิน อ่อง ไลง์ จะพยายามส่งยิ้มและยื่นไมตรีให้แก่ชาติตะวันตกเพื่อหาทางรอดทางเศรษฐกิจและการเมือง แต่หนทางข้างหน้ายังคงเต็มไปด้วยความซับซ้อน เพราะในสายตาของประชาชนชาวเมียนมา ความโกรธแค้นต่อกองทัพยังคงลุกโชน ขณะที่มหาอำนาจโลกยังต้องชั่งน้ำหนักอย่างหนักระหว่าง “ผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์” กับ “จุดยืนทางด้านสิทธิมนุษยชน” ในวิกฤตการณ์ของเมียนมาในครั้งนี้