เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘องค์กรนักข่าวไร้พรมแดน’ กังวล สื่อไทยใต้อิทธิพลจีน สู่มณฑลไท่กั๋ว
World ‘องค์กรนักข่าวไร้พรมแดน’ กังวล สื่อไทยใต้อิทธิพลจีน สู่มณฑลไท่กั๋ว
เปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่ใช่แค่ ‘โซลาร์รูฟท็อป’
สามัญสำนึก เปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่ใช่แค่ ‘โซลาร์รูฟท็อป’
แฮรี่ เคน
คุยกับเอกราช แฮรี่ เคน
“สวนสยาม”ตรวจสอบเครื่องเล่นสวนสนุก-สวนน้ำ พร้อมเปิด 19 พ.ย.นี้
Real Estate “สวนสยาม”ตรวจสอบเครื่องเล่นสวนสนุก-สวนน้ำ พร้อมเปิด 19 พ.ย.นี้
อัพเดต ผลคะแนนเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ 2026
World อัพเดต ผลคะแนนเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ 2026
ขยะภูเก็ตล้นเมือง 1.2 ล้านตัน เทศบาลประกาศงดรับขยะไม่มีกำหนด เร่งปรับพื้นที่ฝังกลบ
เศรษฐกิจภูมิภาค ขยะภูเก็ตล้นเมือง 1.2 ล้านตัน เทศบาลประกาศงดรับขยะไม่มีกำหนด เร่งปรับพื้นที่ฝังกลบ
ภาคเหนือยอดค้ำสินเชื่อติด Top 4 ประเทศ เร่งเติมทุน-แก้หนี้ในงาน Money Expo เชียงใหม่
เศรษฐกิจภูมิภาค ภาคเหนือยอดค้ำสินเชื่อติด Top 4 ประเทศ เร่งเติมทุน-แก้หนี้ในงาน Money Expo เชียงใหม่
ไทยกระจายนำเข้าพลังงานลดเสี่ยงฮอร์มุซ แต่ต้นทุนเชื้อเพลิงยังพุ่ง 45.7%
Economic ไทยกระจายนำเข้าพลังงานลดเสี่ยงฮอร์มุซ แต่ต้นทุนเชื้อเพลิงยังพุ่ง 45.7%
วิกฤตงานวิจัยเกษตรไทย ทำไมคนรุ่นใหม่จึงหายจากภาคเกษตร
Columns วิกฤตงานวิจัยเกษตรไทย ทำไมคนรุ่นใหม่จึงหายจากภาคเกษตร
เตือนภัยไซเบอร์ไทยพุ่งวันละ 12 ครั้ง เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจ 12.7 ล้านล้าน
Economic เตือนภัยไซเบอร์ไทยพุ่งวันละ 12 ครั้ง เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจ 12.7 ล้านล้าน
ดูทั้งหมด

‘องค์กรนักข่าวไร้พรมแดน’ กังวล สื่อไทยใต้อิทธิพลจีน สู่มณฑลไท่กั๋ว

08 พ.ย. 2569 | 15:38น.
สถานทูตจีน

องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (Reporters Without Borders หรือ RSF) เผยแพร่บทความ “มากกว่าการเซ็นเซอร์: อิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของจีนต่อสื่อไทย” ระบุใจความว่า รัฐบาลจีนได้ขยายอิทธิพลเข้าสู่ภาคสื่อของไทยผ่านการสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับสำนักข่าวและนักข่าวไทย อีกทั้งยังพยายามปิดปากสื่อด้วยการข่มขู่เพื่อสกัดกั้นการนำเสนอเนื้อหาที่ตนไม่พอใจ องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (Reporters Without Borders หรือ RSF) พูดคุยกับนักข่าวไทยจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่ขอสงวนนามเนื่องจากเกรงว่าจะถูกตอบโต้ โดยพวกเขาสะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการทำงานข่าวอย่างไร และกำลังเปลี่ยนทิศทางการนำเสนอข้อมูลในภูมิทัศน์สื่อไทยไปในทางใด

จีนกระชับความสัมพันธ์กับไทยอย่างต่อเนื่อง จนก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่มีอิทธิพลมากที่สุดของไทย แข่งขันกับสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นนี้อาจส่งผลเสียต่อประเทศไทย โดยนักข่าวไทยบางส่วนได้แสดงความกังวลต่อ RSF ว่า การที่รัฐบาลปักกิ่งเข้ามาควบคุมภูมิทัศน์สื่อไทยมากขึ้นเรื่อยๆ อาจกำลังเปลี่ยนประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้ให้กลายเป็น “รัฐบริวารของจีน”

“ระดับที่โฆษณาชวนเชื่อของจีนแทรกซึมอยู่ในภูมิทัศน์สื่อและนำไปสู่การเซ็นเซอร์ตนเองในประเทศไทยนั้นน่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะบ่อนทำลายความเป็นอิสระของกองบรรณาธิการโดยตรง รัฐบาลจีนใช้วิธีการสร้างอิทธิพลหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการกดดันทางการทูตผ่านสถานเอกอัครราชทูต การลงทุนในสื่อ การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปทำข่าวเกี่ยวกับจีนให้นักข่าว รวมถึงการทำข้อตกลงอย่างเป็นทางการ ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อกำหนดทิศทางการนำเสนอข่าวและจำกัดการเข้าถึงข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกับโฆษณาชวนเชื่อของปักกิ่ง สถานการณ์นี้ควรเป็นสัญญาณเตือนภัยให้แก่รัฐบาลไทยและสถาบันสื่อต่างๆ ในประเทศ ให้หันมาเสริมสร้างมาตรการปกป้องเสรีภาพสื่อและความเป็นอิสระในการนำเสนอข่าวให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น” อเล็กซานดรา บีลาคอฟสกา (Aleksandra Bielakowska) ผู้จัดการฝ่ายสนับสนุน ผู้จัดการ RSF ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

สถานทูตจีน: แหล่งกดดันหลัก

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2023 สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส (Thai PBS) ได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ของนายเฉียวเชียะร์ โจเซฟ อู๋ (Jaushieh Joseph Wu) ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไต้หวันในขณะนั้น ไม่นานหลังจากออกอากาศ—โดยมีการตัดตอนบางส่วนมาฉายทางโทรทัศน์และเผยแพร่บทสัมภาษณ์ฉบับเต็มทางออนไลน์—สถานทูตจีนประจำกรุงเทพมหานครได้ออกแถลงการณ์กล่าวหาว่าสถานีโทรทัศน์ดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้กับ “กลุ่มแบ่งแยกดินแดนเพื่อเอกราชของไต้หวัน” สถานทูตอ้างว่าบทสัมภาษณ์ดังกล่าวได้ “ทำร้ายจิตใจของประชาชนชาวจีน” และกล่าวหาว่าสถานีโทรทัศน์ดังกล่าว “ใช้เสรีภาพสื่อในทางที่ผิด”

จากข้อมูลของผู้ที่คุ้นเคยกับคดีนี้ซึ่งขอสงวนนามเนื่องจากเกรงกลัวการแก้แค้น สถานทูตจีนได้นัดประชุมร่วมกับผู้บริหารของสถานีโทรทัศน์ดังกล่าว โดยได้ข้อสรุปให้ถอดบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มออกจากแพลตฟอร์มออนไลน์ของสถานีประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังจากเผยแพร่ แต่รายงานทางโทรทัศน์ไม่ได้รับผลกระทบ การถอดถอนดังกล่าวเกิดขึ้นโดยไม่มีคำอธิบายต่อสาธารณะจากทางสถานี ส่งผลให้เกิดความกังวลในหมู่สื่อมวลชนและผู้สังเกตการณ์สื่อเกี่ยวกับผลกระทบจากการกดดันทางการทูตของจีนที่มีต่อความเป็นอิสระกองบรรณาธิการในประเทศไทย ในขณะที่เขียนบทความนี้ ทั้งสถานทูตจีนประจำประเทศไทยและไทยพีบีเอสยังมิได้ตอบกลับคำขอแสดงความคิดเห็นจาก RSF

แรงกดดันจากสถานทูตจีนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับไทยพีบีเอส หรือแม้แต่ในประเทศไทยเท่านั้น เนื่องจากสถานทูตจีนถือเป็นกลไกสำคัญสำหรับปฏิบัติการแผ่อิทธิพลสื่อของพรรคคอมมิวนิสต์จีนทั่วโลก บุคลากรด้านข่าวของไทยหลายคนที่ได้พูดคุยกับ RSF ระบุว่านักการทูตจีนมักเผชิญหน้าและตำหนินักข่าวเป็นรายบุคคลเกี่ยวกับรายงานข่าวที่ปักกิ่งมองว่าอ่อนไหว ในกรณีตัวอย่างที่สำคัญเมื่อปี 2022 นักข่าวไทยรายหนึ่งถูกเจ้าหน้าที่สถานทูตจีนประจำกรุงเทพฯ หลายคนเผชิญหน้าและตำหนิเรื่องรายงานข่าวเกี่ยวกับการปราบปรามชนกลุ่มน้อยอุยกูร์ในประเทศจีน ระหว่างงานเลี้ยงรับรองทางการทูต เจ้าหน้าที่สถานทูตรายหนึ่งเตือนว่าต้นสังกัดสื่อของนักข่าวผู้นั้นจะไม่มีสิทธิได้รับอนุญาตให้สัมภาษณ์เอกอัครราชทูตจีนอีกต่อไป

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ความพยายามของสถานทูตในการควบคุมการนำเสนอภาพลักษณ์ของประเทศจีนในประเทศไทยยิ่งแสดงออกอย่างเปิดเผยมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ในเดือนสิงหาคม 2025 เจ้าหน้าที่สถานทูตจีนเข้าแทรกแซงนิทรรศการศิลปะ ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยกดดันให้ผู้จัดงานถอดงานศิลปะที่เกี่ยวข้องกับฮ่องกง ทิเบต และเติร์กสถานตะวันออก (ดินแดนของจีนที่รู้จักกันในชื่อเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์) ออก พร้อมทั้งเซ็นเซอร์ข้อความบนป้ายอธิบายงานนิทรรศการ สำนักข่าวรอยเตอร์ของอังกฤษรายงานข่าวเหตุการณ์ดังกล่าว

แต่มีสื่อไทยเพียงไม่กี่แห่งที่ติดตามนำเสนอข่าวต่อ และเมื่อหนึ่งในสื่อส่วนน้อยเหล่านั้นอย่างเว็บไซต์ข่าวของข่าวสดภาคภาษาอังกฤษ (Khaosod English) ตีพิมพ์บทความแสดงความคิดเห็นโดยประวิตร โรจนพฤกษ์ นักข่าวอาวุโสของข่าวสดอิงลิช เกี่ยวกับการเซ็นเซอร์นิทรรศการดังกล่าว ที่ปรึกษาฝ่ายกิจการสื่อของสถานทูตจีนเดินทางมาที่สำนักงานของข่าวสดอิงลิชและกล่าวกับนักข่าวรายดังกล่าวว่า นโยบายจีนเดียวของปักกิ่งซึ่งถูกตั้งคำถามโดยนิทรรศการนั้นไม่อนุญาตให้มีการท้าทาย

การครอบงำภูมิทัศน์สื่อไทยผ่านความร่วมมือด้านสื่อและการเดินทางศึกษาดูงานโฆษณาชวนเชื่อ

ประวิตร โรจนพฤกษ์ กล่าวกับ RSF ว่าแรงกดดันในลักษณะนี้จากจีนอาจส่งผลให้เกิดการเซ็นเซอร์ตัวเองภายในกองบรรณาธิการข่าวของไทย “เมื่อนักข่าวเห็นบรรณาธิการของตนเดินทางไปจีนอยู่เป็นประจำ พวกเขาย่อมระมัดระวังตัวมากขึ้นโดยธรรมชาติ” เขากล่าว

ธีรนัย จารุวัสตร์ อดีตรองประธานสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ระบุว่าหน่วยงานของรัฐบาลจีนเป็นผู้สนับสนุนการเดินทางเยือนประเทศจีนหลายครั้งสำหรับบุคลากรสื่อมวลชนไทย โดยมีการเชิญนักข่าวไปสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ระดับสูง เยี่ยมชมสถานที่ตั้งของโครงการต่างๆ ของรัฐบาล เช่น โครงการบรรเทาความยากจน และตีพิมพ์เผยแพร่เรื่องราวเกี่ยวกับโครงการเหล่านั้น

นักข่าวไทยรายหนึ่งที่เคยเข้าร่วมทริปเยือนโครงการโครงสร้างพื้นฐานในประเทศจีนเล่าให้ RSF ฟังว่า สิ่งที่ผู้เข้าร่วมได้รับส่วนใหญ่คือมุมมองด้านเดียว เช่น เรื่องราวที่เน้นย้ำว่าโครงการแม่น้ำโขงของจีนและทางรถไฟจีน-ลาวช่วยบรรเทาความยากจนได้อย่างไร ทั้งนี้ การเดินทางเหล่านี้ยังคงพัฒนาเปลี่ยนแปลงไป โดยสำนักข่าวซินหัวเปิดเผยว่าในปี 2026 สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีนเชิญบุคลากรสื่อมวลชนไทยเดินทางไปประเทศจีนเพื่อศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับแอปพลิเคชันปัญญาประดิษฐ์ (AI) และรูปแบบใหม่ๆ ในการผลิตเนื้อหา

ในขณะเดียวกัน สำนักข่าวภายใต้การควบคุมของรัฐบาลจีน ได้แก่ สำนักข่าวซินหัว (Xinhua News Agency), ไชน่า เรดิโอ อินเตอร์เนชั่นแนล (CRI) และสถานีโทรทัศน์ซีจีทีเอ็น (CGTN) ขยายการผลิตเนื้อหาข่าวภาษาไทยอย่างมีนัยสำคัญ สำนักข่าวเหล่านี้ยังทำข้อตกลงแลกเปลี่ยนเนื้อหากับองค์กรสื่อของไทยหลายแห่ง รวมถึงสถานีโทรทัศน์สาธารณะและสิ่งพิมพ์กระแสหลัก โดย ณ สิ้นปี 2019 แพลตฟอร์มสื่อภาษาไทยอย่างน้อยสิบสองแห่งบรรลุข้อตกลงแลกเปลี่ยนเนื้อหากับสำนักข่าวซินหัวแล้ว นอกจากนี้ กรมประชาสัมพันธ์ของประเทศไทยยังคงรักษาข้อตกลงความร่วมมือหลายฉบับร่วมกับสำนักข่าวซินหัวและไชน่า มีเดีย กรุ๊ป (China Media Group) โดยตรงด้วย

สื่อสารมวลชนไทยยากไร้และเปราะบาง

จากข้อมูลของวิทยุเอเชียเสรี (Radio Free Asia) เฉพาะในปี 2024 ปีเดียว มีองค์กรข่าวไทยมากกว่า 300 แห่งปลดพนักงาน ส่งผลให้สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยขนานนามปีดังกล่าวว่าเป็น “ปีแห่งความยากลำบาก” สถานการณ์ทางการเงินที่ย่ำแย่นี้ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความสามารถของสำนักข่าวในการรักษาความเป็นอิสระกองบรรณาธิการ ตามคำกล่าวของนักข่าวไทยที่ไม่ประสงค์ออกนาม ระบุว่าตั้งแต่นั้นมานักข่าวหลายรายจากสถานีโทรทัศน์กระแสหลักของไทยย้ายไปทำงานกับองค์กรสื่อของจีนแล้ว

โจชัว คูรลันท์ซิก (Joshua Kurlantzick) นักวิชาการอาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ของสภาความสัมพันธ์ต่างประเทศ (CFR) สถาบันคลังสมองด้านนโยบายต่างประเทศของสหรัฐกล่าวกับ RSF ว่า หากสภาพเศรษฐกิจของสื่อมวลชนไทยไม่เปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน การพึ่งพาเนื้อหาจากสำนักข่าวที่รัฐบาลจีนควบคุมย่อมมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่พื้นที่สำหรับการนำเสนอข่าวประเด็นเกี่ยวกับจีนที่เป็นอิสระและมีความวิพากษ์วิจารณ์จะยิ่งหดตัวลงเรื่อยๆ

จากการจัดอันดับเสรีภาพสื่อโลก ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 92 จาก 180 ประเทศและดินแดนในดัชนีเสรีภาพสื่อโลก (World Press Freedom Index) ประจำปี 2026 ซึ่งลดลงเจ็ดอันดับจากปี 2025 ในขณะที่ประเทศจีนยังคงเป็นเรือนจำคุมขังนักข่าวที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีผู้สื่อข่าวถูกคุมขังอยู่ถึง 121 คน และอยู่ในอันดับที่ 178 จาก 180 ประเทศและดินแดนในดัชนีดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเผยแพร่บทความดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีนมีกำหนดการเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในระหว่างวันที่ 13-14 พฤศจิกายนนี้ โดยวาระที่อาจหารือรวมถึงนักท่อเงที่ยวจีน การค้า อุตสาหกรรมรถ EV และสัญญาซื้อข้าว